ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 126 ออกจากเมือง
คาลอสใช้ความพยายามเฮือกสุดท้าย ผลักดันตนเองจนก้าวข้ามจากอเวกระดับที่เจ็ด กลายมาเป็นอเวกระดับที่แปดได้สำเร็จ
ด้วยพรสวรรค์ด้านการฝึกฝนระดับสูง ความมุมานะบากบั่น รวมถึงความช่วยเหลือจากทักษะพิเศษของจิน ทำให้ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปที่จะข้ามผ่านไปสู่ระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเวลาอันสั้น
ชายหนุ่มสงบพลังที่ปั่นป่วนอยู่ภายในร่างครู่หนึ่งก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมา ฝ่ามือสะบัดออกไปเบื้องหน้าเพื่อทดสอบ
ฝับ ปัง!
ฝ่ามือของเขาผลักดันชั้นอากาศเบื้องหน้า จนกลายเป็นกระแสลมกระโชก ปะทะเข้ากับกำแพงอาคารจนส่งเสียงดัง
สายตาของคาลอสจ้องมองกระแสลมนิ่งๆ ไม่ได้ยินดียินร้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น พลังที่เพิ่มขึ้นมาล้วนอยู่ในการคาดการณ์ของเขาทั้งหมดแล้ว การทดสอบเมื่อครู่เป็นเพียงการยืนยันข้อสันนิษฐานเท่านั้น
จินเฝ้ามองคลื่นพลังที่สงบลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ราบเรียบดุจผิวน้ำ พลังของอีกฝ่ายคงที่แล้ว คงถึงเวลาที่จะต้องเตรียมตัวออกเดินทาง
ในช่วงที่ผ่านมา จินเริ่มรู้สึกได้ว่ามีหูตาจากภายนอกจับจ้องเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ และอีกฝ่ายจะเริ่มลงมือเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
จริงๆ จินก็ไม่ได้กลัวอะไรอีกฝ่ายนักหรอก แต่สถานการณ์ของเขายังไม่มั่นคงดี ทางฟากฝั่งของครอบครัวตระกูลพีไรซ์ก็ยังรอนแรมอยู่กลางพื้นที่รกร้าง ไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง หากต้องการจะรวมกลุ่มกันอีกครั้งเขาจำเป็นต้องมีความมั่นคงมากกว่านี้
แร่คริมโซไนท์ขนาดหนึ่งกิโลกรัมและป้ายอาญาสิทธิ์ควบคุมมิตินอนก้นอยู่ในคลังของระบบมานานแล้ว ตอนนี้ในที่สุดเขาก็มีเวลานำมันออกมาใช้สักที ถึงแม้จะไม่ใช่เวลาที่เกิดจากความสมัครใจของตนเองก็ตาม
เพราะคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ที่เมืองปากัสถูกทำลาย เขาจำเป็นต้องมีตัวเลือกสำรอง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีพื้นที่หลบภัยฉุกเฉิน ซึ่งมิติประดิษฐ์หมายเลขแปดเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่ง หากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากนี้ตระกูลพีไรซ์คงยากที่จะถูกทำลายล้างได้ง่ายๆ อีก อย่างน้อยพวกเขาก็จะสามารถหลบหนีเข้าไปภายในพื้นที่มิติได้ทันทีเมื่อมีภัย
นอกจากนี้จินยังสามารถค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่หลังพื้นที่มิติแห่งนั้นอีกด้วย
วิญญาณชายชุดขาวที่เห็นว่าสมควรแก่เวลาจึงเปิดหน้าต่างระบบและเลื่อนรายการไปที่ร่างวิญญาณจอมเสเพลที่เพิ่งได้มาไม่นาน ไม่คิดว่าตนเองจะนำมันออกมาใช้เร็วขนาดนี้
แม้ร่างวิญญาณจอมเสเพลจะทำให้จินอ่อนแอลงมาก แต่มันเป็นร่างกายเดียวที่เหมาะสมที่สุด ด้วยร่างที่เป็นกึ่งวิญญาณ การหลบซ่อนพรางตัวของมันจึงยอดเยี่ยม และอีกเรื่องก็คือระยะเวลาในการสวมใส่ที่ยาวนานถึงสามสิบวัน
ความยาวนานขนาดนี้เป็นเหมือนกับการยื้อชีวิตในยามที่คฤหาสน์ชั่วคราวแห่งนี้พังทลายลง ตราบใดที่ระยะเวลาของร่างวิญญาณจอมเสเพลยังคงอยู่ กฎเกณฑ์ของโลกวิญญาณก็ไม่สามารถทำอะไรจินได้ เช่นนั้นต่อให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม คฤหาสน์แห่งใหม่ถูกทำลายลง จินก็ยังมีโอกาสอยู่บนโลกมนุษย์จนกว่าจะหมดเวลาการใช้งานร่างวิญญาณจอมเสเพล
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคฤหาสน์แห่งนี้จะถูกทำลายลงจริงๆ มันเป็นเพียงการระมัดระวังตัวล่วงหน้าก็เท่านั้น
“ใช้งาน” ร่างวิญญาณโปร่งแสงเลือกใช้งานไอเทมร่างวิญญาณจอมเสเพล
ร่างของจินที่เคยโปร่งแสงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป อณูวิญญาณเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนมองเห็นได้รางๆ ด้วยตาเปล่า คล้ายเป็นภาพเงาซ้อนทับอยู่บนอากาศ ไม่ใช่ร่างโปร่งใสสัมผัสไม่ได้เหมือนแต่ก่อน
พลังงานที่เอ่อล้นลดฮวบลงทันที เพื่อแปลงพลังงานทั้งหมดมาเป็นกายวิญญาณที่เข้มข้นขึ้นจนใกล้เคียงกับกายเนื้อมากที่สุด
พลังงานที่เคยมีถึงอเวกระดับเก้าขั้นสูงสุดปรับลดลงมาเหลือเพียงอเวกระดับเจ็ด อ่อนแอลงมากจนแม้แต่คาลอสก็ยังเหนือกว่า
ร่างเงาจางๆ ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ หากไม่สังเกตให้ดีก็แทบมองไม่เห็น มันดูคล้ายกับฝุ่นขมุกขมัวลอยอยู่เบื้องหน้าเท่านั้น
จินสำรวจร่างของตนเองครู่หนึ่ง พบว่าร่างกายนี้มีมวลสารค่อนข้างต่ำ หากปะทะเข้ากับการโจมตีทางกายภาพ เป็นไปได้มากที่จะหลบเลี่ยงแรงกระแทกโดยการกระจายกลุ่มก้อนพลังงานวิญญาณออกไป ยากที่จะโจมตีร่างกึ่งวิญญาณชนิดนี้หากอีกฝ่ายไม่ได้แข็งแกร่งกว่าหลายระดับ
กลับกัน ร่างนี้สามารถควบรวมร่างกายให้หนาแน่นเฉพาะส่วนได้ หมายความว่า ขณะผู้อื่นโจมตีเราไม่ได้ แต่เรากลับโจมตีโต้ตอบกลับไปได้
จินทดลองควบแน่นร่างกายเฉพาะส่วน สลับตำแหน่งไปมา แม้จะไม่สามารถทำได้ดั่งใจนึกในตอนนี้ แต่หากเคยชินกับมันมากขึ้น อาจจะปรับเปลี่ยนการควบแน่นได้อย่างรวดเร็ว และสามารถนำไปใช้กับการต่อสู้ได้จริง
คาลอสที่อยู่ภายในสัมผัสได้ถึงแรงผันผวนของพลังจากภายนอก เป็นพลังงานจางๆ ที่แทบสัมผัสไม่ได้ เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วพร้อมกับคิดในใจ 'หรือว่าจะมีผู้บุกรุก!?'
ร่างในชุดสีแดงทะยานออกมาจากอาคารทันที เร่งรีบพุ่งตัวไปยังทิศทางที่ตนจับสัมผัสได้
วูม!
ความเร็วของอเวกระดับแปดรวมกับการเสริมความสามารถของเสื้อคลุมเคลื่อนคล้อยดาราส่งผลให้การเคลื่อนที่ของคาลอสรวดเร็วอย่างมาก เกิดคลื่นสั่นสะเทือนไปทั่วไม่ว่าจะทะยานร่างผ่านไปทางไหน
พริบตาเดียว ร่างในชุดคลุมสีแดงก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของร่างเงาขมุกขมัวแล้ว
ก่อนที่คาลอสจะได้ทำอะไร เขาก็สังเกตเห็นว่าร่างตรงหน้าให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่ง จึงหยุดมือเอาไว้ ไม่เร่งร้อนโจมตีออกไป
“ยินดีด้วยสำหรับการตัดผ่านพัฒนาระดับไปอีกขั้น เจ้านับได้ว่าเป็นกำลังสำคัญที่ตระกูลของเราไม่อาจขาดได้แล้ว” จินส่งยิ้มยินดีออกไป แม้อีกฝ่ายจะมองใบหน้าที่ขมุกขมัวนั้นไม่ชัดก็ตาม
ชายหนุ่มชุดแดงสังเกตดีๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าคุ้นเคยอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้ยินเสียงที่เปล่งออกมาแล้วด้วย ในที่สุดเขาก็จำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใด นี่คือบรรพบุรุษของเขานั่นเอง!
“ท่านบรรพบุรุษ!” คาลอสโพล่งออกมาเสียงดัง ก่อนจะคุกเข่าลงคำนับร่างขมุกขมัวเบื้องหน้า “ขออภัยที่ก่อนหน้านี้ข้าเสียมารยาทไป!”
ชายหนุ่มชุดแดงยังคงประสานมือค้างไว้อยู่อย่างนั้น ก้มหัวลงพื้นไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเลย
“ลุกขึ้นเถิด หาใช่ความผิดของเจ้าไม่ หากข้าเป็นศัตรูจริงแล้วเจ้าไม่กระตือรือร้นสิถึงน่าตำหนิยิ่งกว่า” ร่างขมุกขมัวเอ่ยกล่าวต่อชายชุดแดงก่อนจะอธิบายต่อไปว่า “นี่คือร่างกึ่งวิญญาณของข้า ร่างนี้อาจจะไม่แข็งแกร่งนัก แต่ข้าสามารถคงสภาพของมันเอาไว้ได้อย่างยาวนานถึงสามสิบวัน นับเป็นประเภทร่างกายที่สามารถใช้งานได้ยาวนานที่สุดร่างหนึ่ง”
จินบอกเล่าถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้ร่างกายประเภทนี้ให้คาลอสฟัง ทั้งสถานการณ์อันตราย รวมถึงความตั้งใจที่จะหลบหนีออกจากที่นี่
คาลอสรับฟังร่างขมุกขมัวตรงหน้าอยู่พักใหญ่จนอีกฝ่ายพูดจบ
“หมายความว่าท่านเตรียมตัวจะออกนอกเมืองภายในคืนนี้?” ชายหนุ่มชุดแดงยิงคำถาม
“ถูกต้อง ยิ่งปล่อยเวลานานไป ความวุ่นวายยิ่งมากขึ้นทุกขณะ เกรงว่าตอนนี้คงมีสายสืบคอยจับตาดูรอบนอกคฤหาสน์อยู่มากมาย หากยังช้ากว่านี้ ความยากในการออกไปโดยไม่มีผู้พบเห็นคนจะยากขึ้นไปอีก” จินกล่าวอธิบาย
“ไปเตรียมตัวเถิด พกข้าวของที่จำเป็น อาหาร และกระโจมพักแรม พวกเราน่าจะรอนแรมอยู่กลางพื้นที่รกร้างหลายคืนก่อนจะเข้าสู่อาณาเขต B” บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์โบกมือให้อีกฝ่ายไปจัดเตรียมของสำหรับการเดินทาง และตัวเขาเองก็จะไปช่วยตามหาของที่จำเป็นด้วยเช่นเดียวกัน
ตระกูลหวงหลงเพิ่งจะล่มสลายไปหมาดๆ ไม่มีแม้โอกาสจะขนของหลบหนี เช่นนั้นข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ ล้วนมีอยู่อย่างครบครัน
เรื่องมีหรือไม่มีนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหามีเพียงแค่พวกเขาพกข้าวของพวกนั้นไปได้มากเท่าไหร่ เนื่องจากไม่มีขบวนเกวียนคอยขนส่ง หมายความว่าทั้งคู่ต้องแบกทุกอย่างด้วยตนเอง เช่นนั้นสิ่งของที่เอาติดตัวไปจะต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดเท่านั้น
ทั้งสองคนแยกย้ายกันไปคนละทาง ฝ่ายคาลอสค้นหาอุปกรณ์พักแรม ส่วนจินค้นหาอาหารแห้งให้พอดีกับการเดินทางไกล
ไม่นานคนทั้งคู่ก็กลับมาเจอกันอีกครั้ง ใช้เวลาเตรียมตัวไม่นานก็พร้อมออก พวกเขาจะเดินทางกันเพียงสองคนเท่านั้น ไม่ได้มีสิ่งใดต้องเตรียมตัวให้มากนัก
ร่างกึ่งวิญญาณขมุกขมัวกำชับร่างศพของผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหวงหลงอีกครั้ง ก่อนจะออกเดินทาง
ร่างกึ่งวิญญาณดึงยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากคลังของระบบต่อหน้าคาลอส
“นี่คือ?” คาลอสเลิกคิ้วเมื่อมองไปยังแผ่นยันต์ที่มีดวงไฟลุกติดอยู่
“มันคือสิ่งที่จะช่วยให้เจ้าหลบหนีออกจากเมืองได้โดยไม่ถูกผู้ใดพบเห็นในค่ำคืนนี้”
“ตอนนี้ตัวข้าเป็นร่างกึ่งวิญญาณอยู่แล้ว น้อยคนนักที่จะสังเกตเห็นข้าได้ มีแต่เจ้าเท่านั้นที่กำลังจะกลายเป็นเป้าหมายของผู้ที่สอดส่องอยู่นอกคฤหาสน์ ผลของยันต์ใบนี้จะช่วยให้เจ้าหลุดรอดออกจากสายตาของพวกหนูแมลงพวกนั้นได้” จินเอ่ยอธิบาย ก่อนจะชี้แผ่นยันต์เข้าหาคาลอส
ไม่นาน ร่างของคาลอสก็ค่อยๆ ดูเลือนราง กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอย่างน่าประหลาด แม้แต่เจ้าของร่างเองก็ยังรู้สึกตกใจ
“เป็นอุปกรณ์ที่ดี!” คาลอสรำพึงเบาๆ
“มันมีผลอยู่ได้เพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นแหละ และตอนนี้ข้าก็มีมันเพียงใบเดียว ฉะนั้นเราต้องออกไปให้พ้นจากอาณาเขตของเมืองก่อนผลของยันต์จะหมดลง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้กองกำลังในเมืองระแคะระคายได้” จินพูดเตือนให้อีกฝ่ายทราบว่าเวลาของทั้งคู่นั้นมีจำกัด
ชายหนุ่มชุดแดงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเตรียมพร้อมแฝงตัวเข้าไปในเงามืด หาเส้นทางหลบหนีออกนอกเมือง
ท่ามกลางความมืดยามราตรี มีหนึ่งคน หนึ่งกึ่งวิญญาณพุ่งทะยานร่างไปตามอาคารบ้านเรือน หลบหลีกหูตามากมายที่กองกำลังต่างๆ ส่งมาเฝ้าดู