ตอนที่ 2 ข้อเสนอภารกิจลับ
“หึๆ...” พรินแค่นหัวเราะในลำคอ หล่อนวางแก้วไวน์ลงช้า ๆ หยิบกระเป๋าถือขึ้นมาถือไว้มั่นก่อนจะลุกขึ้นยืน “นึกว่าคืนนี้เราจะจบลงด้วยเื่สนุก ๆ บนเตียงเสียอีก... น่าเสียดายนะคะ”
หล่อนยกมือโบกลาด้วยจริตจะก้าน ทว่าก่อนที่เท้าจะก้าวพ้นโต๊ะ ข้อเสนอถัดมาของอาคมก็สะกดให้หล่อนชะงักนิ่ง
“ค่าจ้างงานนี้คือ สามสิบล้านบาท... น่าเสียดายแทนคุณพรินจริงๆ ถ้าจะไม่สนใจมัน”
มันได้ผล! หล่อนทรุดตัวลงนั่งที่เดิมทันที ก่อนอาคมจะรุกต่อ “เงินสิบล้านบาทก้อนแรกจะถูกโอนเข้าบัญชีทันทีที่คุณตอบตกลง”
เอกสารและรูปถ่ายทั้งสามชุดบนเตียงนอนนั้น คือข้อมูลที่อาคมส่งให้หล่อนเพื่อศึกษาวางแผน มันคือประวัติเชิงลึกที่หล่อนจำเป็ต้องรู้เกี่ยวกับผู้ชายทั้งสามคน พรินยอมรับกับตัวเองว่า ทุกคนล้วน ‘น่าสนใจ’ ไม่ใช่แค่โปรไฟล์ที่เลิศหรู แต่รวมถึงรูปโฉมและสรีระที่ปลุกปั่นให้กระแสความร้อนรุ่มแล่นพล่านไปทั่วกายของหล่อนเป็ระยะ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นตามด้วยเสียงนุ่มทุ้มเรียกชื่อหล่อน
พรินกรีดกรายในชุดเดรสสีขาวบางเบาไปเปิดประตู ปรากฏร่างสูงโปร่งของบุรุษมาดสุขุมยืนส่งรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้
“เชิญค่ะ คุณอาคม”
หล่อนจงใจยืนตัวตรงอวดปทุมถันที่ชูชันพ้นขอบคอเสื้อที่คว้านลึก ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปยังโซฟาด้วยความมั่นใจ หล่อนรู้ดีว่าผู้ที่เดินตามหลังมายากจะห้ามใจไม่ให้จ้องมองเรือนร่างอรชรภายใต้เนื้อผ้าบางกริบนั้น อันที่จริง... เขาแทบไม่ต้องใช้จินตนาการให้เหนื่อยเสียด้วยซ้ำ เพราะหากสังเกตเพียงนิด ลวดลายลูกไม้ของชั้นในที่ซ่อนอยู่เื้ัเดรสสีขาวนั้นก็ปรากฏเด่นชัดแก่สายตา
“คุณอาคมจะรับไวน์สักแก้วไหมคะ?” หล่อนแสร้งหันขวับมาถามขณะที่เขายังไม่ทันตั้งตัว
“มะ... ไม่ดีกว่าครับ” อาคมยิ้มเก้อ รีบหลุบสายตามองต่ำอย่างมีพิรุธ
“ถ้าอย่างนั้น... เชิญนั่งค่ะ”
พรินเอนหลังพิงพนักโซฟาพลางตวัดขาซ้ายขึ้นไขว้ห้างอย่างมีชั้นเชิง หล่อนจงใจผ่อนลมหายใจแรงขึ้นจนทรวงอกกระเพื่อมไหวขึ้นลงตามจังหวะอย่างเย้ายวน
“เรียกผมว่า ‘ใหญ่’ ดีกว่าครับ”
“ถ้าอย่างนั้น... รินเรียกว่า ‘พี่ใหญ่’ ดีไหมคะ?” หล่อนเว้นจังหวะพลางคลี่ยิ้มบาง “นึกไปก็น่าขำนะ จากตอนแรกที่เราพบกัน เราสองคนควรจะจบลงที่การนอนกระซิบข้างหูบนเตียงแท้ ๆ แต่กลับต้องมานั่งเจรจาเคร่งเครียดกันบนโซฟาแบบนี้”
“เื่นั้นใครจะไปรู้ล่ะครับ มันเป็เื่ของอนาคต... แต่วันนี้ผมแค่อยากแน่ใจว่า รินจะตอบตกลงรับข้อเสนอของผมหรือเปล่า?”
“รินขอถามเหตุผลหน่อยได้ไหมคะ ว่าทำไมพี่ใหญ่ถึง้าให้รินทำลายชีวิตของผู้ชายทั้งสามคนนั้น?”
“เื่นั้น... ผมขอเก็บไว้เป็ความลับจะดีกว่า”
“หรือว่าจริงๆ แล้ว พี่ใหญ่เป็แค่ตัวแทนของใครบางคน ที่ส่งพี่มาติดต่อรินเพื่อทำงานนี้?”
อาคมไม่ตอบเป็คำพูด แต่กลับพยักหน้าช้า ๆ แววตาของเขาฉายแววชื่นชมออกมาวูบหนึ่ง ราวกับจะบอกว่าหล่อนนั้น ‘ฉลาดไม่เบา’
“แล้วคนคนนั้นคือใครกันคะ? รินจำเป็ต้องรู้ก่อนจะให้คำตอบ”
“ผมบอกไม่ได้จริง ๆ ครับ แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม... ไม่แน่ว่าผมอาจจะเป็คนพารินไปพบกับเขาด้วยตัวเอง”
พรินกระตุกยิ้มที่มุมปาก ในใจพลันระแวดระวังขึ้นมา... หากมีความลับซับซ้อนขนาดนี้ ใครจะไปเชื่อใจได้ ไม่แน่ว่านี่อาจเป็หลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดล่อให้เหยื่อเดินลงไปติดกับเองก็ได้
และหล่อน... ไม่ใช่เหยื่อ!
“ถ้าอย่างนั้น รินขอปฏิเสธงานนี้ค่ะ”
“ก็แล้วแต่ครับ... ผมเองก็พยายามจะช่วยริน และอยากให้รู้ไว้ว่าเราน่ะอยู่ข้างเดียวกัน เพราะคนที่จะเปิดเผยข้อมูลคาว ๆ ของรินไม่ใช่ผม ผมเป็เพียงคนกลางเท่านั้น” อาคมขยับตัวเล็กน้อย แววตาเย็นเยียบขึ้น “คนคนนั้นที่รินอยากเจอนั่นแหละ คือคนที่มีข้อมูลของรินและเหยื่อที่เคยถูกรินปล้นเงียบทั้งหมดอยู่ในมือ ถ้าข้อมูลพวกนั้นถูกปล่อยออกไปในโลกโซเชียลเมื่อไหร่ รินก็น่าจะเดาออกนะว่ามือกฎหมายจะเอื้อมมาถึงตัวริน จะช้าหรือเร็วแค่นั้น”
“นี่... ข่มขู่กันใช่ไหมคะ? ถึงขั้นจะทำลายชีวิตรินเลยหรือ?”
“ผมมองว่ามันคือการเสนอทางออกให้มากกว่า และผมก็ไม่ได้มาขอร้องปากเปล่า...” ศิลาเอื้อมมือไปแตะกระเป๋าเสื้อด้านใน “ทันทีที่รินตอบตกลงรับงานนี้ เช็คเงินสดมูลค่าสิบล้านบาทในกระเป๋าของผม... ก็จะเป็ของรินทันที”
พรินยิ้มมุมปากอีกครั้งในใจคิดแย้ง... ‘เหลี่ยมจัดไม่เบาเลยนะ พี่ใหญ่’
“รินมั่นใจค่ะว่า... สักวันรินจะได้พบกับคนคนนั้นแน่ๆ” ...ไม่ว่าช้าหรือเร็ว เราต้องได้เจอกัน
พรินสะบัดชายชุดเดรสพลางลุกขึ้นจากท่านั่งไขว่ห้าง หล่อนเยื้องกรายเข้าไปหาชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานไร้ที่ติไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เส้นผมของเขาตัดสั้นหวีเรียบปัดข้างรับกับใบหน้าเกลี้ยงเกลา หล่อนนึกในใจว่าหากลองใช้หลังมือลูบไล้ดู คงไม่สะดุดกับตอหนวดเคราให้ระคายผิว