“พี่ ขยับนิดหนึ่งได้ไหมครับ”
เทียนต้องพูดซ้ำเป็ครั้งที่สาม ชายร่างใหญ่ข้างหน้าถึงหันมา แต่แทนที่จะหลบให้ เขากลับยกโทรศัพท์สูงกว่าเดิมแล้วเอนตัวมาทางกราบเรือ
“เดี๋ยวบั้งไฟลูกต่อไปมาแล้ว!”
คำตอบนั้นไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เทียนขอแม้แต่น้อย ทว่าเสียงเครื่องยนต์เรือหางยาว เสียงพิธีกรจากลำโพงริมฝั่ง และเสียงนักท่องเที่ยวซึ่งะโแข่งกัน ทำให้การเจรจาบนเรือลำนี้ต้องอาศัยทั้งความอดทนและปอดที่แข็งแรง เขาจึงเบียดตัวเข้าหาช่องว่างตรงใกล้กราบเรือ ยกโทรศัพท์ขึ้นเหนือศีรษะ แล้วพยายามเล็งกล้องไปยังผิวน้ำดำสนิทเบื้องหน้า
ไอ้ต้นเพื่อนสนิทของเขา เป็คนลากเขามางานบั้งไฟพญานาค พร้อมจัดการตั๋วลงเรือให้เสร็จสรรพ บอกว่าไอ้คนที่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ระหว่างหน้าจอคอม ร้านข้าวตามสั่ง และคำถามจากญาติว่าเมื่อไรจะมีงานจริงจัง ควรออกมาัักับโลกบ้าง
ตอนนี้เทียนเห็นแล้ว โลกด้านนอก โครตแออัดกว่าห้องของเขาเสียอีก ที่สำคัญกว่านั้นมีโอกาสสูงที่จะทำให้โทรศัพท์ตกน้ำได้มาก
ความคิดของเขาหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงฮือฮาดังขึ้นจากเรือลำข้างๆ ลูกไฟสีแดงลอยจากผิวน้ำ พุ่งขึ้นโดยไม่มีควันหรือเสียงะเิ ก่อนดับหายกลางฟ้า ผู้คนรอบตัวพร้อมใจกันส่งเสียงเชียร์ โทรศัพท์นับร้อยเครื่องหันตามแสง ส่วนหน้าจอของเทียนมีเพียงท้ายทอยชายร่างใหญ่กับนิ้วของใครไม่รู้พาดอยู่ตรงมุมภาพ
“อืม..สวยมากครับ” เขากรอกตาขึ้นบนพร้อมพึมพำ “โดยเฉพาะท้ายทอย”
ไม่มีใครสนใจฟัง
ลูกที่สองพุ่งขึ้นห่างไปทางต้นน้ำ ตามด้วยลูกที่สาม ทั้งสามดวงมีจังหวะคล้ายกัน จุดกำเนิดอยู่ในบริเวณซึ่งกระแสน้ำราบกว่าส่วนอื่น และความเร็วลดลงเมื่อขึ้นสูง เทียนไม่ได้มาเพื่อพิสูจน์ว่าบั้งไฟเกิดจากอะไร แต่สิ่งที่เกิดซ้ำย่อมมีรูปแบบ ไม่ต่างจากรถติดหรือแม่ค้าซึ่งแอบตักเนื้อหมูให้กับลูกค้าประจำมากกว่าคนทั่วไป
จากนั้นแสงดวงที่สี่ก็ปรากฏ เข้ามาในครองตาของเขา
แสงนั้นไม่ได้ลอยขึ้น แต่พุ่งฉีกผิวน้ำราวกับหอกสีแดงทอง เส้นแสงบางหมุนรอบแกนกลางเป็เกลียว ความเร็วของมันสูงกว่าลูกก่อนหลายเท่า และทิศทางไม่ได้ชี้ขึ้นฟ้า
มันกำลังเอียงเข้าหาเรือ
เทียนยกโทรศัพท์ตามสัญชาตญาณ ภาพบนหน้าจอสั่นจนแทบจับอะไรไม่ได้ เขากำลังจะบอกคนข้างๆ แต่อยู่ๆ เรือกับเอียงเพราะคนมาอยู่ฝั่งเดียวมากเกินไป
"ระวังเรือล่ม"
เมื่อสิ้นเสียงะโ ผู้โดยสารทั้งลำรีบวิ่งกลับมาอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว มือของชายร่างใหญ่คว้ามาบนไหล่ของเทียน ก่อนจะดันเทียนไปในทิศทางที่เขามาอย่างแรง
เทียนรู้สึกเหมือนโดนถีบออกมาอยู่ที่กราบเรือ ก่อนที่จะทรงตัวไม่อยู่ เหมือนตัวลอยลงสู่ผิวน้ำ มือซ้ายที่คว้าราวบนกราบเรือได้เพียงปลายนิ้ว ส่วนโทรศัพท์หลุดมือลอยออกไปก่อน
เทียนเห็นมันหมุนกลางอากาศ แวบแรกในหัวไม่ใช่เื่ความตาย แต่เป็ยอดผ่อนที่เหลืออีกหกเดือน เขาเอื้อมตามไปโดยไม่ทันคิด น้ำหนักทั้งตัวจึงเทออกนอกกราบ มือที่เหมือนจคว้าจับราวนั้นได้กลับหลุดออกไป เสียงคนบนเรือร้องดังระงม ตามร่างของเขามา
เขาตกลงไปหาแม่น้ำ แต่ร่างยังไม่ทันได้แตะผิวน้ำ
ลำแสงแดงทองพุ่งชนกลางอก โลกทั้งใบหายไปในพริบตา ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีเสียงะโ ไม่มีความเย็นของแม่น้ำ มีเพียงแรงมหาศาลบีบร่างเขาจากทุกทิศ กระดูกสั่นจนฟันกระทบกัน อากาศรอบตัวแข็งเหมือนกำแพง แม้แต่อ้าปากก็ยังทำไม่ได้
สายตาของเทียน ยังคงมองโทรศัพท์ซึ่งลอยอยู่ตรงหน้า กลับแตกสลายเป็เศษแสงระยิบระยับ...
ภายใต้ผิวน้ำ ดวงตาที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเรือจ้องมาจากส่วนลึก รูม่านตาเป็เส้นตั้ง สีทองเจือเขียว ใต้ดวงตานั้นมีเกล็ดมหึมาซ้อนต่อกันไปจนสุดสายตา แต่ละเกล็ดสะท้อนแสงแดงราวกับโลหะใต้เปลวไฟ
เทียนไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็สัตว์จริง เงาสะท้อน หรือภาพหลอนก่อนตาย เสียงหนึ่งดังขึ้นโดยไม่ผ่านหู มันสั่นอยู่ในกระดูกจนเขาแยกคำได้เพียงบางส่วน
“...เส้นทางข้า...”
ภายใต้วินาทีนั้น เทียนรับรู้ถึงถ้อยคำ ที่พูดออกมาเป็่ๆ
“...คลาดเคลื่อนแล้ว...หยุดไม่ได้...เห้อ..”
มีแสงระยิบจากใต้น้ำเคลื่อนเข้ามา เส้นแสงเสี้ยวหนึ่งแยกจากเงามหึมาแล้วพุ่งเข้าสู่หน้าอกเขาอย่างฉับพลัน ความร้อนทะลุผ่านิั หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ สายตาของเทียนมองเห็นเป็แสงสีขาวโพลน
“...จงรอด...”
ในขณะที่เสียงกรีดร้องบนเรือเงียบลง หลายคนส่องไฟสู่ผิวน้ำ บริเวณที่เขา "ตก" ลงไป ตำรวจน้ำรับแจ้งเหตุ และกำลังเข้ามาค้นหา ร่างของเทียนอยู่...
เทียนรู้สึกได้ถึงแรงดึงกระชากมหาศาล เขาร่วงหล่นผ่านความมืดซึ่งเต็มไปด้วยแสงนับพันเส้น ร่างหมุนจนไม่รู้ว่าด้านใดคือบนหรือล่าง ความเจ็บแล่นจากกลางอกไปถึงปลายนิ้ว เมื่อแสงเบื้องล่างเปิดออก สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แม่น้ำโขง แต่เป็ผืนป่าดำ มีสายน้ำสีเงินตัดผ่าน และดวงจันทร์สองดวงซ้อนกันเหนือยอดไม้
เทียนมีเวลาคิดเพียงว่าเพื่อนคงอธิบายเื่นี้กับครอบครัวของเขาและตำรวจได้อย่างลำบากแน่นอน
จากนั้นหลังของเขาก็กระแทกลงบนพงหญ้าที่ค่อนข้างนุ่มอย่างแรง ด้วยความที่ตกลงมาจากที่สูง เทียนรู้สึกเหมือนลมหายใจทั้งหมดถูกบีบออกจากปอด ร่างของเขากลิ้งไปตามเนิน ชนพุ่มไม้และรากไม้ ก่อนหยุดคว่ำหน้าอยู่ในโคลนชื้น เทียนนอนฟังเสียงจิ้งหรีดกับเสียงน้ำไหลอยู่ครู่ใหญ่ จนปอดยอมดึงอากาศกลับเข้าไปทีละน้อย
เขาค่อยๆ พลิกตัว ความเจ็บจากแผ่นหลังแล่นขึ้นคอ ท้องฟ้าเหนือช่องใบไม้เหลือดวงจันทร์เพียงดวงเดียว อีกดวงอาจเป็ภาพซ้อนจากแรงกระแทก หรือสมองกำลังเริ่มปิดบริการบางส่วน
“ตั้งสติก่อน”
เทียนขยับนิ้ว ข้อมือ และข้อศอก ลูบซี่โครงทีละข้าง ไม่มีส่วนใดยุบผิดรูป แผ่นหลังที่ถูกกระแทกแรงยังคงจุก ถึงจะเจ็บแต่ก็พอทน ข้อเท้าขวาปกติ ส่วนพื้นรองเท้าซ้ายฉีกจนเกือบหลุด ตรงกลางอกไม่มีรอยไหม้ ทั้งที่เมื่อครู่ให้ความรู้สึกเหมือนถูกเหล็กร้อนแทงทะลุอกของเขา
โทรศัพท์หายไปแล้ว กระเป๋าสตางค์ยังอยู่ มีเงินติดตัวไม่ถึงพัน บัตรประชาชน ใบเสร็จร้านกาแฟ และเหรียญสิบสามเหรียญ ไม่รู้ว่าแถวนี้จะมีร้านค้าซึ่งรับธนบัตรไทย เขายังพอซื้อข้าวได้ไม่กี่มื้อ แต่ต้นไม้สูงรอบตัวมีเส้นใบเรืองแสงสีฟ้า พุ่มริมลำธารออกผลสีม่วงซึ่งปล่อยไอเย็นกลางอากาศอบอ้าว
โอกาสพบร้านสะดวกซื้อชื่อดังแถวนี้จึงต่ำจนน่าเศร้า
สิ่งจำเป็เรียงตัวขึ้นในหัวตามที่เคยมีประสบการณ์ไปตั้งแค้มป์ในป่ามา น้ำ ที่กำบัง อาหาร ทางหนี และคน เทียนเดินตามเสียงลำธาร ไม่ดื่มทันที เขาใช้มือกวนน้ำ ดูตะกอน ดมกลิ่น แล้วตักเพียงเล็กน้อยแตะริมฝีปาก น้ำเย็นกว่าที่ควร มีรสหวานจางๆ แต่ไม่ทำให้ลิ้นชาหรือมีควันออกจากหู เขาจึงดื่มเพิ่มอีกสองอึก
เป๊าะ... เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากทางด้านหลัง
เทียนหยุดนิ่ง มือคว้ากิ่งไม้แห้งยาวประมาณแขนจากพื้น สัตว์ตัวหนึ่งก้าวออกจากแนวพุ่ม รูปร่างคล้ายหมาไนขนาดใหญ่ หัวสูงเกือบถึงเอว ขนสีเทาเข้มจับตัวเป็แผ่นแข็งคล้ายเกล็ด ดวงตาซ้ายขุ่นขาวและมีรอยแผลเก่าพาดผ่าน ส่วนตาขวาเรืองแสงสีเขียว กลางดวงตาเหมือนมีฝ้าจางๆ ปลายเขี้ยวยื่นพ้นริมฝีปาก มีน้ำลายสีดำหยดลงดิน
มันเอียงหัวไปทางเสียงน้ำแทนที่จะจ้องเขาโดยตรง หูทั้งสองกระดิกเข้าหากัน จมูกสูดอากาศ แต่ดวงตาขวากลับมองเลยไหล่เขาไป
..ตาบอดข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้าง การมองเห็น น่าจะมีปัญหา..
ยังไม่ใช่ข้อสรุป เป็เพียงสิ่งที่ต้องลอง เทียนค่อยๆ ก้มคว้าก้อนกรวดแล้วโยนไปด้านขวา ก้อนหินกระทบโคนไม้ สัตว์อสูรหันพรวด พุ่งใส่เสียงนั้นทันที และหยุดก่อนชนต้นไม้เพียงนิดเดียว
ตอบสนองต่อเสียงเร็วกว่าการมองเห็นและดมกลิ่น
เทียนถอยหนึ่งก้าวโดยระวังไม่ให้เหยียบกิ่งไม้ แต่สัตว์ตัวนั้นกลับย่อตัวต่ำ กรงเล็บกดลงกับดิน เขายกกิ่งไม้ขนาดเหมาะมือขึ้นขวาง ไม่ได้หวังใช้มันสู้หรือฆ่าเ้าสุนัขตัวนี้ เพียง้าแค่เพิ่มระยะระหว่างเขี้ยวกับเนื้อของตัวเอง
..ไปทางอื่นเถอะ..
หลังจากเทียนภาวนา กลับมีเสียงขู่ต่ำดังตอบกลับมา เห็นชัดว่าความ้าของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน
เทียนเหวี่ยงกิ่งไม้ไปทางซ้ายพร้อมะโหลบขวา เขาคาดว่ามันจะตามเสียงเหมือนครั้งแรก สัตว์หันตามจริง แต่เพียงครึ่งจังหวะ จมูกมันกระตุก ก่อนกรงเล็บหน้าจะตวัดเปลี่ยนทิศทางย้อนกลับมาทางเขา
ปลายเล็บเฉือนท่อนแขนซ้าย ิัเปิดเป็สามทาง เือุ่นไหลถึงข้อมือ ความเจ็บแล่นขึ้นไหล่จนมือชา เทียนถอยกระแทกโคนไม้ กัดฟันไม่ให้ร้องออกมา
สมมติฐานไม่ผิดทั้งหมด แต่มันไม่ได้ใช้เสียงอย่างเดียว เมื่ออยู่ใกล้พอ กลิ่นยังบอกตำแหน่งได้
หมาตัวนั้นหมุนกลับมา กรงเล็บหลังขุดดิน เตรียมพุ่งรอบสอง ไม่มีเวลาสงสัยแล้วว่าเขามาอยู่ที่ใด เทียนกวาดตามองพื้น ด้านซ้ายเป็ลำธาร ด้านขวาเป็เนิน รากไม้ใหญ่สองเส้นโผล่พาดกันสูงประมาณเข่า ช่องระหว่างรากแคบกว่า่ไหล่ของสัตว์ เขาอยู่ห่างจากมันหกก้าว ห่างรากไม้สี่ก้าว
เทียนค่อยๆ เอื้อมมือคว้าโคลนจากริมตลิ่ง มาป้ายแขนและเสื้อเพื่อกลบกลิ่นคาวเือย่างแ่เบา จากนั้นกำก้อนหินไว้ข้างละก้อน
เ้าสุนัขสะบัดหัวเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งเข้ามาในทิศทางที่เทียนยืนอยู่อย่างรวดเร็ว
หินก้อนแรกถูกขว้างเหนือหัวมันไปกระแทกต้นไม้ด้านข้าง สัตว์เอียงหัวตามเพียงเสี้ยววินาที แต่เวลาเท่านั้นก็เพียงพอให้เทียนวิ่งเข้าหารากไม้ เมื่อเสียงกรงเล็บตะกุยดินดังใกล้เข้ามาจากด้านหลัง เขาโยนหินก้อนที่สองพุ่งลงต่ำไปทางซ้าย ให้มันกระดอนบนกรวดเป็เสียงต่อเนื่อง
เ้าสุนัขเปลี่ยนทิศทางตามเสียง ลำตัวเบนมากเกินไปเพราะตาข้างบอดมองระยะไม่ครบ
เทียนะโข้ามรากไม้ พื้นรองเท้าที่ฉีกเกี่ยวดินจนเขาล้มไถล ศอกกระแทกพื้นจนชา สุนัขป่ากลับพุ่งตามมา ่อกชนรากไม้เส้นบนเต็มแรง เสียงกระดูกหรือไม้แตกดังลั่น ร่างใหญ่พลิกข้ามหัวเขาไปกระแทกก้อนหินข้างลำธาร
เขารีบคลานถอย ไม่คิดเข้าไปซ้ำ มันดิ้นขลุกขลิกก่อนกลับตัวยืนขึ้นมาอีกครั้ง ขาหน้าซ้ายลงน้ำหนักไม่ได้ เืสีคล้ำไหลจากปาก มันจ้องเทียนด้วยตาขวา ส่งเสียงขู่ต่ำ แล้วถอยเข้าพุ่มทีละก้าว
เทียนยังคงนั่งอยู่เงียบๆ ที่เดิม ฟังจนเสียงใบไม้เงียบลงและนับต่ออีกห้าสิบในใจ หากมันฉลาดพอจะแกล้งหนีเพื่อล่อเหยื่อ เขาก็ยินดียกป่าให้ทั้งผืน
เมื่อแน่ใจว่ามันไม่กลับมา เขาจึงก้มดูแขน เืที่ควรไหลต่อกลับเหลือเพียงคราบเหนียว รอยแผลสามทางยังแดงและปวดตุบ แต่ขอบเนื้อตามรอยแผลกลับกระชับเข้าหากันเร็วจนน่าประหลาด เขาแตะผิวข้างแผลแล้วสะดุ้ง
ยังเจ็บอยู่ แผลน่าจะตื้นกว่าที่เขาเห็นทีแรก บางทีเืกับโคลนทำให้ดูเจ็บรุนแรงเกินจริง
ก่อนที่เขาจะทำอะไรต่อไป ก็มีเสียงร้องดังขึ้นจากทิศที่สัตว์ถอยไป
ทำต่
“ช่วยด้วย!”
เป็เสียงเด็ก เทียนมองทางตรงข้าม เขาได้ยิน เ้าสุนัขตัวนั้น ก็น่าจะได้ยินเช่นกัน สถานการณ์นี้น่าจะพาออกห่างจากอันตรายได้ หากเขาแค่ เดินจากไปในอีกทาง หลังจากเดินได้ 3 ก้าว เขาก็หันกลับไปทางเสียงร้อง เขามีเหตุผลมากพอจะไม่ยุ่งเื่นี้ มันเป็การคัดสรรโดยธรรมชาติว่า ..เขาจะเป็เหยื่อ..หรือเด็กเป็เหยื่อ..
ทางดินแคบหลังพุ่มไม้นำไปถึงเด็กชายอายุราวสิบขวบ ข้อเท้าของเด็กถูกเถาวัลย์หนามพันอยู่ข้างตะกร้าฟืนที่คว่ำกระจาย มือเล็กกำมีดสั้นและพยายามตัดเถาวัลย์ด้วยอาการสั่น
“อย่าดิ้น เดี๋ยวหนามยิ่งฝัง”
เด็กเงยหน้า เสื้อผ้าหยาบกับผมยาวที่รวบด้วยเชือกทำให้เทียนนึกถึงละครย้อนยุค อีกฝ่ายเองก็มองเสื้อยืด กางเกงยีน และแขนเปื้อนเืของเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ที่นี่คือ ที่ไหน?” ..ก่อนที่ปากจะพูด เสียงในหัวของเขาก็บอกว่า .. “เอาไว้ถามตอนพ้นป่าก่อนก็แล้วกัน”
เขาเดินเข้าไปหาคุกเข่าตัดเถาวัลย์ ด้วยมีดที่หล่นอยู่ข้างตระกร้าฟืน หนามอันคมกริบบาดฝ่ามือของเขาเพิ่มมาอีกเส้น ในที่สุดเมื่อขาของเด็กน้อยเป็อิสระ เด็กรีบดึงตะกร้าฟืนกลับมา
“ทิ้งไว้” เทียนจ้องตามองผ่านไปยัง พุ่มไม้ด้านหลังของเด็กน้อย ซึ่งมีร่องรอยของการขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“แต่ท่านพ่อให้ข้า—”
“กลับไปแบบมีชีวิตก่อนเถอะ แล้วเ้าค่อยห่วงฟืน”
เด็กมองตะกร้าอย่างเสียดาย แต่เสียงคำรามต่ำจากหลังแนวไม้ทำให้ยอมปล่อยมือ
ร่างสุนัขตัวเดิม ค่อยๆ แหวกพุ่มไม้ออกมา
"หมาป่าเกล็ด" เด็กน้อยพูดเบาๆ ด้วยเสียงอันสั่งเครือ
"เ้ามาจากทางไหน?" เทียนกระชับมือของเด็กน้อยแน่น
เด็กชี้มือไปอีกทาง ซึ่งมีลักษณะทอดลงเนินและมี่โล่งยาว หากวิ่งตรง เ้าหมาป่าเกล็ดย่อมตามทันอย่างแน่นอน เทียนจึงมองหาสิ่งอื่นแทน
ใกล้ๆ มีลำรางส่งน้ำข้างทาง ที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่แตก วางเรียงกันเป็แถวทอดยาวเพื่อลำเลียงน้ำเข้าไปในหมู่บ้าน เขาดึงกระบอกไม้ไผ่ขึ้นแล้ววางปลายหนึ่งบนกองกิ่งไม้ส่วนปลายอีกด้านวางพาดบนก้อนหิน แล้วถือก้อนหินไว้ในมือ
“พอข้าบอก เ้ารีบวิ่งลงไปทางที่มา ห้ามหันกลับเด็ดขาด”
“แล้วท่านเล่า?”
“ข้าจะวิ่งตามเ้ากลับไปนั่นแหละ ข้าไม่ได้คิดจะอยู่เป็อาหารมันแน่นอน”
เด็กพยักหน้าทันที คราวนี้ไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
หมาป่าเกล็ดพุ่งออกจากพุ่ม เทียนะโ และขว้างก้อนหินกระแทกกระบอกไม้ไผ่ น้ำที่อั้นไว้ในกระบอกไหลซัดกองกิ่งไม้กินที่จะล้มลงไปทับ พาลให้กระบอกไม้ไผ่ทั้งหมด เกิดเสียงหักต่อเนื่องลงไปตามเนิน สัตว์หันตามเสียงและพุ่งผิดทาง
ทั้งสองวิ่งลงสู่ทางกลับหมู่บ้าน เ้าหมาป่าวิ่งตามเสียงไม้ไผ่ไปแล้วพบว่า มันโดนหลอก จึงวิ่งกลับทิศตามมา แต่ด้วยขาซ้ายที่าเ็ทำให้หมาป่า วิ่งได้ช้ากว่าเดิม แต่เสียงกรงเล็บยังไล่หลังมาใกล้ขึ้นทุกขณะ จนเสียงะโของผู้ใหญ่ดังจากด้านล่าง ชายสามคนถือหอกวิ่งสวนขึ้นมา
หมาป่าเกล็ดชะงักเมื่อได้ยินหลายเสียง มันถอยเข้าป่าและหายไปก่อนกลุ่มชายจะขึ้นถึงตัว
เด็กพุ่งเข้ากอดชายคนแรก “ท่านพ่อ!”
ชายคนนั้นรวบเด็กน้อยไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง แต่อีกมือยังถือหอกชี้มาทางเทียน คนที่เหลือกระจายปิดทาง เด็กรีบเล่าเื่เถาวัลย์หนาม หมาป่าเกร็ด และการช่วยเหลือของเทียนจนแทบไม่ได้หายใจ ปลายหอกจึงค่อยๆ ลดลง
“เ้าเป็คนจากที่ใด?” ผู้เป็พ่อถาม
เทียนมองหอกซึ่งมีแสงสีเขียวไหลตามคม แล้วมองหลังคาฟางของหมู่บ้านที่อยู่ไกลลงไป คำตอบตรงที่สุดคือตกจากเรือกลางแม่น้ำโขง ชนสิ่งที่อาจเกี่ยวข้องกับพญานาค และตื่นในป่าซึ่งหมามีเกล็ด
พูดออกไปคงได้ถูกจับมัดไว้มากกว่าอาหาร
“ผมหลงทาง จำทางกลับไม่ได้”
คำตอบไม่ครบ แต่ไม่ใช่เื่โกหก ชายคนนั้นมองแผลบนแขนและกิ่งไม้ในมือ ก่อนถามว่าเขารอดจากหมาป่าเกล็ดมาได้อย่างไร เทียนชี้ไปยังรากไม้้า
“หมาตัวนั้น สายตามันไม่ค่อยดี ข้าแค่ทำเสียงให้มันสับสน จึงเอาตัวรอดมาได้”
ชายสองคนหันมองกัน เด็กชายพยักหน้ายืนยัน ผู้เป็พ่อจึงเก็บหอกและพาเขากลับหมู่บ้าน
บ้านไม้ยกพื้นตั้งเรียงตามแนวคันดินริมสายน้ำ มีแปลงสมุนไพรอยู่หลังรั้วและสัตว์คล้ายกวางหางเกล็ดถูกผูกไว้ใต้เพิง ผู้คนมองเทียนตลอดทาง บางคนสนใจเสื้อผ้า บางคนสนใจผมสั้น และแทบทุกคนมองรองเท้าซ้ายซึ่งใกล้จะแยกออกจากเท้าเต็มที
หญิงชราคนหนึ่งให้เขานั่งข้างโอ่งน้ำ นางล้างโคลนออกจากแขนแล้วหยุดมือเมื่อเห็นรอยกรงเล็บ
“เ้าถูกมันตะปบเมื่อใด?”
“ไม่นาน ก่อนพบเด็ก”
ขอบแผลเริ่มติดกันแล้ว เหลือรอยแดงบวมกับเืแห้ง ราวกับผ่านมานานกว่าความจริง หญิงชราถามเด็กว่าเห็นเขาถูกทำร้ายหรือไม่ เด็กตอบว่าเมื่อพบกันเทียนก็เห็นมีเืเต็มแขน นางจึงพึมพำว่า "เ้าน่าจะโชคดี ที่หมาป่าเกร็ดมันตะปบเ้าไม่โดน ไม่งั้นแผลคงเหวอะหวะ เล็บมันแหลมคมมาก" ก่อนทายากับพันผ้าให้
เทียนไม่ได้ค้าน เขาหิวมากจนกลิ่นข้าวต้มจากเรือนข้างๆ มีอำนาจมากกว่าความสงสัยเื่แผล
“ขออะไรกินสักชามได้ไหมครับ?”
หญิงชราหันไปมองพ่อของเด็ก ชายคนนั้นพยักหน้า ไม่นานชามข้าวต้มร้อนๆ ก็ถูกส่งมา เทียนพยายามกินช้าในสามคำแรกเพื่อรักษามารยาท ก่อนยอมแพ้ให้ท้องตัวเอง
ระหว่างกิน เขาได้ยินว่าขบวนเกวียนกำลังจะออกจากหมู่บ้านธารหน้าไปยังสำนักธาราเมฆ เด็กหนุ่มสาวหลายคนจะไปงานทดสอบรับศิษย์ของสำนัก ผู้ที่ทดสอบผ่านจะมีโอกาสรับอาหาร ที่พัก และเรียนวิชา ส่วนผู้มีพร์ และมีปราณที่สูงย่อมได้รับฐานะดีกว่า
เทียนไม่รู้ว่าปราณคืออะไร พร์คืออะไร หรือชื่อเรียกอย่างอื่น แต่คำว่าอาหารกับที่พักชัดเจนพอ
“สำนักนี้รับคนนอกหมู่บ้านไหม?”
พ่อของเด็กตอบว่า หากไม่มีหนังสือรับรอง ต้องให้ผู้ใหญ่บ้านยืนยันว่าไม่ใช่อาชญากรหรือคนของกลุ่มล่าสัตว์เถื่อน เทียนวางชามซึ่งว่างเปล่าลง
“ช่วยรับรองให้ผมได้ไหมครับ ผมต้องหาที่ไป”
ชายคนนั้นมองลูกชายซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล ก่อนถอนหายใจ “เ้าช่วยชีวิตลูกข้า ข้าย่อมพูดตามที่เห็นได้ แต่เื่ที่มาของเ้า เ้าก็เตรียมคำตอบดีๆ ให้กับสำนักเองก็แล้วกัน”
“แค่นั้นก็พอ ขอบคุณ”
ผู้ใหญ่บ้านเขียนป้ายรับรองชั่วคราวให้ โดยระบุว่าเทียนช่วยเด็กจากหมาป่าเกล็ดและไม่แสดงเจตนาร้ายต่อหมู่บ้าน พร้อมมอบชุดให้เทียนใหม่ เนื่องจากชุดเดิมของเทียน ดูแปลกๆ และมีรอยขาดเต็มไปหมด
เมื่อแสงเช้าสีทองเริ่มไล่ความมืดออกจากแนวป่า เขาจึงได้ขึ้นนั่งท้ายเกวียนร่วมกับผู้สมัครอีกหกคน
ทุกคนมีห่อสัมภาระและสีหน้าตื่นเต้น ส่วนทรัพย์สินของเทียนมีเพียง ชุดขาดๆ กระเป๋าสตางค์ที่ใช้ไม่ได้ ผ้าพันแผลหนึ่งผืน และรองเท้าแบบที่คนแถวนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจึงนำทั้งหมด เก็บไว้ในห่อผ้าสัมภาระที่ชาวบ้านจัดให้
ล้อเกวียนบดไปตามทางดินเลียบลำน้ำ เด็กหนุ่มข้างตัวเล่าเื่การทดสอบ พร์การอัญเชิญของญาติ บางคนได้เหยี่ยวเพลิง ก็ได้เป็ศิษย์สายนอก บางคนได้กระต่ายขุดแร่ ก็ได้เป็ศิษย์รับใช้ ซึ่งถือว่ามีหน้ามีตาให้กับคนในหมู่บ้าน ส่วนผู้ที่อัญเชิญอะไรไม่ได้เลยต้องกลับไปใช้ชีวิตเป็ชาวบ้านตามเดิม
เมื่อคืนเทียนเพียงอยากถ่ายคลิปบั้งไฟพญานาคให้ทัน แต่เช้าวันนี้เขากลับกำลังเดินทางไปสอบเรียกสัตว์ในโลกที่ไม่รู้จัก ชีวิตเปลี่ยนเร็วเสียจนการวางแผนล่วงหน้าดูเป็ของฟุ่มเฟือย
เมื่อเกวียนผ่าน่ที่ลำน้ำแคบ กระแสน้ำกระทบหินเกิดประกายสีเงิน ความร้อนใต้กลางอกพลันเต้นขึ้นหนึ่งครั้ง
ตุบ
เทียนชะงักและวางมือลงบนเสื้อ ไม่มีาแหรือสิ่งผิดปกติ มีเพียงหัวใจซึ่งกลับมาเต้นตามเดิม เขามองสายน้ำ แต่ไม่เห็นแสงแดงทองหรือดวงตาขนาดมหึมา เห็นเพียงเงาเมฆเคลื่อนอยู่บนผิวน้ำ
“เจ็บแผลหรือ?” เด็กหนุ่มข้างกายถาม
“เปล่า เหมือนใจสั่นนิดหน่อย”
เขาลดมือลง ความร้อนจางหายไปแล้ว เหลือเพียงอาการคันเบาๆ ใต้ผ้าพันแผล เทียนคิดว่าเป็ผลจากยาของหญิงชรา จึงหันกลับไปฟังเื่การสอบต่อ
เกวียนเคลื่อนที่เลียบสายน้ำ มุ่งหน้าตามทางไปเรื่อยๆ จนถึง ซุ้มประตูใหญ่ "สำนักธาราเมฆ"