“เหตุใดไม่บอกข้า!”
“บอกรึไม่บอกจะต่างกันตรงไหน ในเมื่อข้าแค่เจอแล้วเดินผ่าน ทักทายสักคำบุรุษผู้นั้นยังไม่ทักข้าแล้วเหตุใดข้าต้องให้ความสำคัญโดยการทักเขาก่อน” ความรำคาญของสตรีหวงก้างผู้นี้ทำให้นางเหลืออด “ข้าว่าแทนที่เ้าจะมาห่วงว่าเขาถามถึงข้าที่ไม่เคยรู้จักกัน เ้าควรคิดไว้ก่อนดีกว่าว่าพอถึงเมืองหลวงแล้วเ้าควรมัดเขาไว้กับตัวดีหรือไม่เพราะข้ารู้มาว่าสตรีในเมืองหลวงงดงามยิ่งนัก” นางแค่ปดซึ่งในความเป็จริงมันควรเป็เช่นนั้น
“ฮึ่ย!” อ้ายอันหน้าเสีย มันเป็เช่นที่นางกล่าวจริงๆ สตรีในเมืองหลวงงดงามกว่าสตรีในป่าเขาเช่นนางยิ่งนัก ‘ทำอย่างไรดี’ สตรีหน้าใสคิดหนักได้ไม่นาน เรือของพวกนางก็ได้เวลาจอดเทียบท่า นางเห็นชิงเซียนเดินหอบถุงผ้าเดินไปยังที่ที่หัวหน้าหมู่บ้านอยู่แล้วกล่าวลาไปทั้งอย่างนั้น ส่วนตัวนางเองก็ได้แต่มองความวุ่นวายตรงท่าเรือ เสียงร้องะโจากหอนางโลมดังขึ้นเป็ระยะๆ ‘ไม่เป็ไร พี่ผูเล่อยังขาหักอยู่ยังไงก็ต้องพึ่งพานางอยู่วันยังค่ำ’ เมื่อคิดได้จึงเดินเข้าไปในห้องนอนที่มีกวนผูเล่ออยู่ นางเก็บข้าวของเครื่องใช้โดยมีบุรุษขาหักเฝ้ามองนางเงียบๆ ... หึ เขาต้องเป็ของนางคนเดียว ^^
๑---------------------๑
ชิงเซียนหลบหนีความวุ่นวายบนเรือแล้วลงมายืนด้านล่าง นางสอดส่ายสายตาไปรอบทิศอย่างหาตัวช่วย จำได้ว่าท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านบอกกับนางเกี่ยวกับการดูดวงหรือตรวจดวงชะตา แน่นอนว่านางสนใจมาก หนึ่งเพราะนาง้าถามเื่ลี้ลับเกี่ยวกับการสลับร่าง สองคือนางอยากถามเื่กลับบ้าน บ้านที่เป็บ้านจริงๆ ไม่ใช่ในหุบเขาที่อยู่กับแมว ‘จริงสิ!’ พูดถึงแมว หรือที่จริงแล้วแมวอ้วนกลับไปเฝ้าบ้าน...ต้องใช่แน่ๆ สัญชาตญาณของสัตว์ ยังไงก็ต้องอยู่บ้าน คนก็เหมือนกัน “ท่านอาจุงจุนบอกว่า ป้ายหมอดูจะเป็ผืนผ้าเล็กๆ สีเหลือง ถ้าใครหาพบแสดงว่าฟ้าเปิดทางแต่ถ้าหาไม่พบก็มืดมนต่อไป คำหลังนี่แกไม่น่าพูดจริงๆ” ชิงเซียนพึมพำกับตัวเอง นางเดินห่างออกจากท่าเรือ รอบข้างเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ยังดีที่ก่อนหน้านี้นางมีเบี้ยติดกระเป๋ามาด้วยเล็กน้อย สองขาเรียวในชุดมอซอเดินไปที่ร้านหมั่นโถว “ท่านป้าเ้าคะ ขอหมั่นโถวลูกหนึ่งเ้าค่ะ” มือบางก้มหน้าหยิบเบี้ยส่งให้ตามราคาของสินค้า ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้น้อยข้างร้านแล้วถามท่านป้าหน้าตาใจดี “ร้านหมอดูอยู่ที่ใดเ้าคะ”
“หมอดูรึ”
“เ้าค่ะ” นั่งทานอย่างเอร็ดอร่อยและรอฟังอย่างมีความหวัง
“นั่นไง” ชี้ไปยังป้ายสีเหลืองเล็กขนาดเท่าฝ่ามือ “ร้านหมอดูฟาน”
“หมอดูฟานหรือเ้าคะ?”
“ใช่ วันนี้เ้ามีโชคนะ ถามหาแล้วก็เจอเลย ปกติหมอฟานจะย้ายร้านไปเรื่อยแล้วแต่ดวงของผู้มาดู รีบไปสิก่อนที่ร้านจะปิด”
ชิงเซียนผงกหัวขอบคุณหลายครั้ง ก่อนจะวิ่งเข้าไปหลังป้ายเล็กที่มีประตูสำหรับคนเดินผ่านได้แค่หนึ่งคน ซอกซอยด้านในนั้นมืดสลัวต่างจากด้านนอกที่สว่างจ้า นางเดินไปตามเส้นทางลึกลับจนเจอห้องเล็กๆ ที่มีผ้าม่านสีดำปิดไว้ มาถึงจุดนี้ ทั่วทั้งห้องมีแสงสว่างเป็ปกติแล้วและเหนือสิ่งอื่นใดนางต้องเรียกหาเ้าของร้าน “มีผู้ใดอยู่หรือไม่เ้าคะ!!”
กึ่กๆๆ กึ่กๆๆ
เสียงขวดอะไรสักอย่างตกลงสู่พื้น ในห้องที่มีผ้าสีดำปิดอยู่ ชิงเซียนขมวดคิ้ว ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ความเงียบ วังเวงเหลือเพียงเสียงลมหายใจของนางทำให้นางอยากจะหันหลังกลับเสียตอนนี้ ถ้าความหวังที่จะกลับบ้านไม่รออยู่ นางคงวิ่งออกไปแล้ว “ท่านหมอดู อยู่หรือไม่เ้าคะ” นางพูดเสียงเบาราวกระซิบอยู่หลังผ้า “ข้า ชิงเซียนมาขอความช่วยเหลือเ้าค่ะ”
“_”
เสียงคนเดินไปมาด้านในทำให้รับรู้ว่ามีคนอยู่ “ท่านหมอดู”
“เข้ามาสิ”
เสียงทุ้มนุ่มที่เปล่งออกมา นางคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินที่ไหนแต่ความคิดนั้นหายไปเมื่อผ้าสีดำถูกเปิดออก ฟึ่บ!! ชิงเซียนเห็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเหนือใต้หล้า กวนผูเล่อที่ว่าหล่อแล้วยังเทียบไม่ได้กับบุรุษผู้นี้ จู่ๆ นางกลับหน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขาเรียวก้าวไม่ออก ได้แต่ยืนจับผ้าสีดำอย่างนั้นร่วมสองจิบชา
“แม่นาง จะเข้ามาหรือไม่”
“อะ เอ้ออ” หันซ้ายหันขวาไม่พบใครจึงกลั้นใจเดินไปหาบุรุษรูปงาม “ท่านคือหมอดูใช่หรือไม่เ้าคะ” นั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเขา
“ย่อมใช่ ข้าคือฟานอวี้ถง หมอดูของท่าเรือแห่งนี้”
ชิงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตา หากเพ่งมองชัดๆ รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายมีดวงตาสีเขียวอมดำ นางนิ่งไปนานก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนนั้นมาด้วยเื่ใด “ข้าชิงเซียนเ้าค่ะ มีเื่จะสอบถาม” รีบเข้าเื่ทันทีเหมือนไม่อยากจะรั้งรอเวลา
แกร่กๆๆ หมอดูฟานหยิบกระดานชนวนในลิ้นชักขึ้นมาวางบนโต๊ะ “วันเดือนปีเกิดของเ้า”
ชิงเซียนนึกถึงวันเดือนปีเกิดของเ้าของร่างไม่ออก นางจึงบอกวันเดือนปีเกิดของนางที่อยู่ในภพเดิมแทน “วันที่หนึ่ง เดือนเจ็ด ปีสองพันสี่เ้าค่ะ”
หมอดูฟานเหลือบมองสตรีตรงหน้าแต่ไม่กล่าวอะไร เขาขีดเส้นชะตาของนางไปมาก่อนจะเปล่งวาจาอธิบายเป็ฉากๆ เหมือนเล่าเื่ให้เด็กฟัง “เพิ่งผ่านเคราะห์หนักมา ชะตาเ้าจึงเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ หลังจากนี้ชีวิตเ้าจะหลุดพ้นจากเื่เก่า” ถอนหายใจในเส้นทางชีวิตนางที่เขาเองก็เพิ่งเคยรับรู้ “อย่าคิดที่จะกลับไปยังจุดเดิมเพราะมันเป็ไปไม่ได้ เริ่มใหม่เพื่อใช้ชีวิตในแบบของเ้า ชิงเซียน” ใบหน้าเข้มมีสีหน้าวิตก
“ไม่ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเ้าค่ะ” ผู้ถูกชี้แนะเริ่มร้อนรน อันที่จริงนางเข้าใจที่ท่านหมอดูกล่าวมาทุกคำ เพียงแต่สิ่งใดคือการบอกว่าอย่าคิดที่จะกลับไปยังจุดเดิม ‘หมายถึงไม่ให้นางกลับเข้าร่างเดิมงั้นรึเปล่า’ “ข้ามาดูดวงชะตาเพื่อจะถามท่านว่า ข้าจะได้กลับไปเข้าร่างจริงๆ ของตัวเองเมื่อใดเ้าคะ!!” ใบหน้างามเหมือนจะร้องไห้ ความหมายที่อยากจะสื่อคือร่างกายจริงๆ ที่ไม่ใช่ร่างนี้
“ไม่มีร่างใดให้กลับไปทั้งนั้น ที่ข้าจะแนะนำคือเ้าต้องตัดใจแล้วเริ่มใช้ชีวิตในแบบของเ้าอยู่ที่นี่ ดีเท่าใดที่เ้าไม่ต้องกลับไปใช้ความผิด...ของเ้าของร่างเก่า” ตึ่กๆๆๆ ยกมือเคาะโต๊ะเป็จังหวะ เขารู้ว่านางจะมาเพื่อถามเื่นี้เมื่อสองวันที่ผันผ่าน เขาเฝ้าแต่นั่งกำหนดจิต (ส่งกระแสจิต) ให้เดินทางไปหาคนผู้นั้นเพื่อขอคำตอบ สรุปใจความได้ก็คือ ‘นางผู้นี้และชิงเซียนที่สลับร่างกัน แท้จริงแล้วคือบุตรสาวของท่านจอมมารเพียงแต่เศษเสี้ยวิญญาดวงนี้พลัดหลงไปเกิดใหม่ในภพอื่น’ หรือจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือ แท้ที่จริงแล้วพวกนางน่าจะเกิดมาเป็ฝาแฝดกันในภพนี้นั่นเอง ฝาแฝดหนิงเซียนและชิงเซียน ท่านจอมมารกล่าวว่า ท่านรู้เื่ทั้งหมดของชิงเซียนแล้วและมันคือชะตาของนางที่ต้องก้าวข้ามชาติภพเพื่อดึงตัวตนของหนิงเซียนน้องสาวที่พลัดพรากกลับมาที่นี่ การสลับร่างครั้งนี้ราวกับหยุดโทษทัณฑ์ของนางเอาไว้…เพราะร่างนี้แม้ร่างกายคือผู้กระทำผิดแต่จิติญญานั้นไม่ใช่ มันคือชะตา
“ไม่ๆๆ ข้า ฮึ ฮือออ”