สามวันหลังจากถูก ‘เชิญ’ แกมบังคับมาอยู่ในค่ายพักแรมชั่วคราว นนท์ก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางดงโคลนและฝูงยุงที่ชุมยิ่งกว่าฝูงนก เขากำลังถือไม้ไหว้ครูยาวๆ หนึ่งอัน แต่อย่าเข้าใจผิด... เขาไม่ได้จะมารำรักษาสุขภาพ แต่นนท์กำลังใช้มัน ‘วัดระดับดิน’ ตามหลักสรีระศาสตร์ของวิศวกรหลงยุค
“นี่อาจารย์... ท่านกำลังทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้แผ่นดินอยู่หรือ?” ทหารหนุ่มคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้มาเฝ้า (หรือคุมความประพฤติ) นนท์เอ่ยถามด้วยความเลื่อมใส
นนท์ถอนหายใจยาวพลางปัดยุงที่บินมาเกาะจมูก “สะเดาะเคราะห์อะไรกันล่ะพี่ชาย ผมแค่กำลังหาจุดที่น้ำจะไหลไปรวมกัน ถ้าสร้างบ้านสร้างเมืองกันมั่วๆ น้ำท่วมขังขี้กระจายเต็มเมืองแน่ คราวนี้แหละที่อาถรรพ์ของจริงจะตามมา”
“ท่านพูดจาพิกลนัก... ขี้กระจายรึ?” ทหารหนุ่มทำหน้าเหวอ
“ก็เออสิ จะกษัตริย์หรือไพร่ กินข้าวเข้าไปก็ต้องถ่ายออกมาเหมือนกันหมดนั่นแหละ” นนท์ตอบหน้าตาย พลางปักไม้ลงบนดินเลน “ไปบอกพระเ้าอู่ทองที ว่าถ้าไม่อยากให้ราชธานีใหม่กลายเป็ส้วมขนาดใหญ่ ผมขอคุยเื่แบบแปลนหน่อย”
ภายในกระโจมที่พักที่เป็ศูนย์กลางการบัญชาการ พระเ้าอู่ทองทรงทอดพระเนตรมองชายหนุ่มเบื้องหน้าที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางสบายๆ นนท์ไม่ได้หมอบกราบจนหน้าติดพื้นเหมือนขุนนางคนอื่น เขาเพียงแค่ค้อมตัวลงพอเป็พิธีแล้วยืนกอดอกมองแผนที่บนโต๊ะ
“เ้าบอกว่าเมืองของข้าจะกลายเป็ส้วมรึ นนท์?” สุรเสียงของพระองค์เข้มขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะลองใจหรืออาจจะขุ่นเคืองจริงๆ
นนท์ไหวไหล่ ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน “พระองค์ครับ เมืองที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้วัดกันที่ทองคำบนยอดปราสาท แต่วัดกันที่ว่าคนในเมืองจะรอดจากขี้ตัวเองได้ยังไง... ท่านรู้ไหมว่าทำไมคนถึงตายเพราะโรคห่ากันเบือแบบนี้?”
“อาถรรพ์น้ำเน่าอย่างที่เ้าว่าอย่างไรเล่า”
“มันไม่ใช่การสาปแช่งจากเทวดาหรอกครับ มันคือ ‘สิ่งมีชีวิตเล็กๆ’ ที่เรามองไม่เห็น แต่มันชอบอยู่ในน้ำที่นิ่งและสกปรก” นนท์พูดพลางขยับเข้าไปใกล้แผนที่หนังวัว “ถ้าท่านจะสร้างอยุธยา ท่านต้องขุดคลอง ‘วน’ รอบเกาะ ให้กระแสน้ำจากแม่น้ำสามสายมันดันกันจนน้ำในเมืองถ่ายเทได้ตลอดเวลา เหมือนหัวใจที่สูบฉีดเืนั่นแหละครับ”
พระเ้าอู่ทองขมวดพระขนง “เ้าเปรียบเทียบเมืองกับร่างกายคนรึ? ช่างประหลาดนัก แต่ก็น่าฟัง... แล้วเื่ปราสาทของข้าเล่า? ข้า้าให้มันตั้งอยู่จุดที่สูงที่สุดและสง่างามที่สุด”
นนท์ยิ้มกวนๆ “ความสง่างามน่ะกินไม่ได้หรอกครับท่าน ถ้าฐานรากมันจมเลน แผ่นดินแถวนี้มันดินอ่อนนะครับ ถ้าไม่ตอกเสาเข็มให้ลึก หรือไม่เลือกจุดที่เป็ดอนทรายจริงๆ วันหนึ่งมันจะทรุดลงมาทับคนข้างในหมด”
“เ้ากล้าพยากรณ์ว่าปราสาทข้าจะถล่มรึ!” ขุนนางที่ยืนอยู่ข้างๆ ตวาดลั่น
นนท์หันไปมองขุนนางคนนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย “ผมไม่ได้พยากรณ์ ผมพูดตามหลักฟิสิกส์... เอ่อ หมายถึงหลักการของธรรมชาติ ถ้าท่านอยากให้ราชวงศ์อยู่ยืนยาว ท่านก็ต้องฟังความจริง ไม่ใช่ฟังแต่คำชมที่พาลงเหว”
พระเ้าอู่ทองยกพระหัตถ์ปรามขุนนางคนนั้น ทรงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดสรวลออกมาเบาๆ “เ้านี่มันกวนประสาทข้านัก แต่มันก็น่าแปลก... ในขณะที่ทุกคนพยายามทำตัวให้เล็กลงเวลาคุยกับข้า แต่เ้ากลับคุยกับข้าเหมือนข้าเป็เพียง... มนุษย์คนหนึ่ง”
“ก็ท่านเป็มนุษย์นี่ครับ มีสองมือสองเท้า มีหัวใจ มีความกังวลเหมือนผมนั่นแหละ” นนท์พูดเสียงซื่อ “เพียงแต่ท่านมีหน้าที่ต้องแบกคนนับหมื่น ส่วนผม... ผมแค่คนพเนจรที่อยากเห็นเมืองนี้มัน ‘เวิร์ก’ จะได้ไม่ต้องเดินลุยน้ำคร่ำไปอีกสี่ร้อยปี”
คำว่า ‘สี่ร้อยปี’ ทำให้นนท์ชะงักไปเล็กน้อย แต่เขาก็รีบกลบเกลื่อนด้วยการชี้ไปที่จุดยุทธศาสตร์ในแผนที่ต่อ
“เอาเป็ว่า ถ้าท่านเชื่อผม ผมจะช่วยวางระบบระบายน้ำและรากฐานอิฐแบบใหม่ให้ รับรองว่าอยุธยาจะแข็งแกร่งกว่าอู่ทองหรือละโว้หลายเท่า แต่มีข้อแม้นะ...”
“เ้ากล้าต่อรองกับข้า?” พระเ้าอู่ทองเลิกพระขนง
“ผมขอความเป็ส่วนตัว” นนท์ตอบ “ตอนผมทำงาน ห้ามใครมาจดบันทึกเื่หน้าตาผม หรือถามเื่ส่วนตัวของผมมากนัก ผมแค่อยากเป็คนทำงานที่ไม่มีตัวตนในประวัติศาสตร์... ท่านให้ผมได้ไหมล่ะ?”
พระเ้าอู่ทองจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มที่ดูเหมือนไม่มีวันเกรงกลัวสิ่งใด พระองค์ทรงพยักหน้าช้าๆ “ได้... ข้าตกลง ตราบเท่าที่เ้าทำให้หนองโสนแห่งนี้กลายเป็ราชธานีที่ไร้โรคภัย ข้าจะถือว่าเ้าคือเงาที่ข้าอนุญาตให้อยู่ข้างบัลลังก์”
นนท์ยิ้มกว้าง “ดีลครับท่าน! งั้นเริ่มจากการเลิกเอาศพคนตายไปทิ้งลงแม่น้ำก่อนเลยนะ... นั่นแหละตัวดี!”
เขาเดินออกจากกระโจมไปทิ้งไว้เพียงความงุนงงให้กับเหล่าขุนนาง นนท์สูดอากาศเข้าปอดพลางคิดในใจว่า ‘เอาวะ เริ่มงานวิศวกรที่ปรึกษาคนแรกของอยุธยา... งานนี้ไม่มีเงินเดือน แต่มีประวัติศาสตร์เป็เดิมพัน’