หลังจากป้าบัวขอตัดขาดกับครอบครัวของเราแล้ว การเงินของบ้านเราก็ยังไม่ดีขึ้น จนสถานการณ์บานปลายจนเกิดเป็การปล่อยไอ้หมีมาไล่กัดเรา
แต่ว่าก่อนหน้านั้น ป้าบัวที่รู้ว่าเราชอบการวาดรูป ก็ให้เราไปลองวาดภาพเขียนบนกำแพงของโรงเรียน เป็การใช้หนี้ของครอบครัว ในระหว่างที่โรงเรียนแห่งนี้กำลังอยู่ใน่ปิดเทอม
ด้วยความที่ยังเป็เด็ก เราวาดภาพร่างจนเสร็จ เราก็รีบไปบอกป้าบัว แต่ว่าป้าบัวสั่งให้เราทาสีกำแพงด้วย เด็กห้าขวบที่พยายามวาดด้วยแปรงทาสีสำหรับงานช่าง มันก็เลยทำให้ภาพออกมาเละเทะไปหมด
มีทั้งรอยมือเรา รอยสีที่กระเด็น เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันไม่เป็แบบที่เราคิดเลย และยิ่งทำมันก็ยิ่งแย่ไปหมด จนในที่สุดป้าบัวให้คนงานเอาสีขาวมาทาทับตรงส่วนที่มันเลอะเทอะ ทำให้รอยดินสอที่เราร่างเอาไว้หายไปเกือบหมด โดยที่ป้าบัวพูดกับเราแค่ว่า
"มันเลอะเทอะ ป้าก็เลยให้คนมาทาสีที่เลอะ ๆ ออกให้ แล้วส่วนที่มันถูกทาทับ เธอก็วาดใหม่เอาสิ"
ป้าบัวพูดจบก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไป โดยมีแค่เราที่ต้องเริ่มวาดภาพแบบร่างใหม่เกือบทั้งหมด เราอดทนข่มความรู้สึกด้านลบ ที่เอ่อล้นขึ้นมาในใจจนวาดแบบร่างจนเสร็จ แล้วเราก็ตัดสินใจกลับบ้านโดยไม่บอกลาป้าบัว
ในความคิดของเราในตอนนั้น ในเมื่อป้าบัวสามารถจ้างช่างมาทาสีทับได้ ทำไมถึงไม่จ้างช่างที่ทำเป็มาทำ แล้วให้เราที่ไม่รู้อะไรเป็ลูกมือช่วยก็ยังดี
หรืออย่างน้อยให้เค้าสอนเราทำก็ได้ แต่นี่ให้เราที่เพิ่งห้าขวบกว่า ๆ วาดภาพบนกำแพงที่มีความสูงเท่ากับผู้ใหญ่ และต้องทำงานกลางแจ้งตลอดทั้งวัน ั้แ่เช้าจนบ่าย
ความอดทนของเรามันเลยหมดลงทันที ที่เห็นว่างานวาดของเราถูกแก้ โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้แจ้งอะไรเลย ไม่ได้สอนวิธีการทำ หรือขั้นตอนอะไรเลยด้วย
ที่ป้าบัวทำก็คือเลือกสมุดภาพนิทานมาห้าหกเล่ม แล้วชี้ไปที่หน้าที่เค้า้าให้เราดู ก่อนจากบอกเราว่า ภาพนี้ต้องอยู่ที่กำแพงส่วนไหน อยากได้ขนาดเท่าไหร่
กำแพงของอาคารเด็กอ่อนต้องเป็ภาพอันไหน กำแพงหน้าห้องน้ำ กำแพงขนาบข้างประตูใหญ่ เค้าอยากได้รูปตัวการ์ตูนจำนวนกี่ตัว ขนาดประมาณไหน และนั่นคือทั้งหมดที่ป้าบัวสั่งให้เด็กห้าขวบคนหนึ่งทำ
วันต่อมาเรากลับมาที่นี่อีกครั้งอย่างไม่เต็มใจ และได้เห็นว่าภาพร่างทุกอย่างที่เราวาดไว้ ได้รับการลงสีจนครบหมดแล้ว ถึงแม้ป้าบัวจะไม่บอกเราก็รู้ได้ว่า ป้าบัวเป็คนลงสีเองทั้งหมด และเื่หมดที่เกิดขึ้นนี้คงทำให้พี่เฟิร์สไม่พอใจเรา เค้าเลยสั่งให้ไอ้หมีมากัดเราแบบนั้น
หลังจากเหตุการณ์ที่ถูกไอ้หมีไล่ ย่าก็ขอให้เรากลับมาขอความช่วยเหลืออีกครั้งเป็ครั้งสุดท้าย แต่ว่าพอเรามาถึงที่ประตูรั้วข้างหน้า เรายืนอยู่เกือบชั่วโมงแต่ก็ทำแค่กดกริ่งหนึ่งครั้งเป็พิธีเท่านั้น
ความคิดของเราในตอนนั้น คือเราจำสีหน้าของป้าบัวที่มองเราพร้อมกับยื่นจดหมายได้ สายตาที่พี่เฟิร์สสั่งไอ้หมี สายตาของน้ำผึ้งที่มองเรา และสายตาของย่าหลังจากอ่านจดหมายฉบับนั้น
ทั้งหมดสำหรับเรามันเป็ความรู้สึกที่แย่มากๆ และเราก็รู้สึกว่า เราเป็คนที่ทำให้เื่ทั้งหมดมันมาถึงที่จุดนี้ เราจึงเลือกที่จะไม่เจอป้าบัวอีก และให้การพบเจอกันครั้งก่อนหน้านั้นเป็ครั้งสุดท้าย
เสื้อนักเรียนของนักเรียนโรงเรียนในสังกัดของกทม. จะต้องปักด้วยอักษรย่อตามที่กระทรวงศึกษากำหนด เป็ตัวอักษรห้าตัว และอีกฝั่งเหนือกระเป๋าเสื้อ ก็จะเป็ชื่อและนามสกุล
ต้องซื้อรองเท้าสีน้ำตาลให้เ้ากับกางเกง และรองเท้าสีขาวสำหรับชุดพละ ทำให้ถุงเท้าก็ต้องมีสองสี นี่ยังไม่นับรวมค่าเครื่องเขียน ค่าตัดผมชาย
เนื่องจากเราเป็เด็กผู้ชายก็เลยต้องตัดผมบ่อยมาก เราที่ได้เงินไปโรงเรียนประมาณสามสิบบาทต่อวัน ซึ่งในตอนนั้นถึงว่าเยอะมากสำหรับเด็กป.1
เพราะใน่แรกย่าให้เราไปแค่ยี่สิบ แต่ด้วยความที่สมัยนั้นค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนต้องจ่ายเอง ซึ่งมีราคาคนละเจ็ดบาท ่แรกเราไม่รู้จึงใช้ไม่พอ
เราไม่เคยต้องพกเงินเองมาก่อน เพราะเรียนโรงเรียนเอกชนมาตลอด และในโรงเรียนเอกชนสมัยนั้น เด็กไม่ต้องซื้อข้าวกลางวันเอง แต่หลังจากเรารู้ก็เลยต้องบอกย่า ทำให้ย่าก็ต้องให้เงินเราเพิ่มอีก และนั่นก็ทำให้เรายิ่งคิดมาก
หลังจากกลับมาจากบ้านป้าบัวในวันนั้น เราก็เริ่มวางแผนที่จะช่วยย่าประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของเรา เราเริ่มต้นจากการเลิกใช้ยาสีฟันสำหรับเด็ก ความแตกต่างระหว่างยาสีฟันของเด็กและผู้ใหญ่ คือความเย็น
ซึ่งตอนเด็กๆเราคิดว่ามันเป็อะไรที่เผ็ดและแสบลิ้นมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเราเป็คนที่กินเผ็ดไม่ได้ แต่เราก็เริ่มฝึกหลังจากยาสีฟันของเราหมด ด้วยการใช้ยาสีฟันผู้ใหญ่ทีละน้อยๆ เพื่อลดความเย็นที่รู้สึกแสบจนกัดปาก
เราตื่นเต้นมากกับวันมอบตัว และเราได้ถูกจัดเข้าห้องป.1/1 มีเด็กเยอะมาก ถึงแม้ว่าเราจะเคยชินกับชุดโต๊ะเรียนแบบที่เป็เหล็กของอนุบาลมากกว่า
และโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่ทั้งแข็งและหนัก แบบโรงเรียนวัด ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ดีกับเราเท่าไหร่ เพราะั้แ่วันแรก หลังจากที่ครูเข้ามาแนะนำตัวและขานชื่อนักเรียนทีละคนแล้ว
ครูก็ได้บอกว่าห้ามนักเรียนเอาหนังสือไว้ใต้โต๊ะ เราที่กำลังคึกจากการได้สภาพแวดล้อมและได้เจอเพื่อนใหม่ ก็เลยเผลอยื่นมือล้วงเข้าไปใต้โต๊ะเต็มแรง จนได้แผลเสี้ยนตำกลับบ้านั้แ่วันแรก
"คุณครูชื่อ ครูสมถวิล"
พร้อมกับเขียนบนกระดานดำด้วยตัวหนังสือตัวใหญ่ ซึ่งเราจำนามสกุลของคุณครูไม่ได้ หลังจากคุณครูประจำชั้นแนะนำตัวเองเสร็จแล้ว ก็บอกรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรอย่างคร่าวๆ
พร้อมกับแจกแจก ตารางสอน ซึ่งจริง ๆ มันคือ "ตารางเรียน" แต่เด็กในสมัยนั้นจะเรียกว่า ตารางสอน
โดยการให้นักเรียนโต๊ะหัวแถวส่งต่อ ๆ กันไป ก่อนจะเริ่มอธิบายเวลาการแถวเข้า เวลาพักกลางวัน และเวลาเลิกเรียน
การอธิบายจบลงด้วยการขานชื่อตามเลขที่ ซึ่งแน่นอนว่า มันเรียงลำดับตามตัวอักษรพยัญชนะไทย วันแรกของการเจอเพื่อนใหม่ จบลงด้วยการที่ไม่มีใครคุยกับเราเลยสักคน
หลังจากที่พยายามเดินทำความรู้จัก กับเด็กคนอื่นๆ ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย จนเราเริ่มรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง และหลังจากนี้ความรู้สึกด้านลบนี้ จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นและอยู่กับเราไปอีกนาน
และแล้วการเปิดเรียนวันแรกมาถึง พร้อมกับเราที่ตั้งตารอเพราะอยากไปโรงเรียน อยากมีเพื่อนใหม่ ๆ เราชอบการตื่นแต่เช้ามาก ๆ โดยเฉพาะ่เวลาที่ฟ้าสีน้ำเงินค่อย ๆ สว่าง
เราชอบฟังเสียงนก และเสียงการเริ่มต้นวิถีชีวิตของวันใหม่ บ้านที่เราอยู่เป็แฟลตเก่า ๆ บ้านของเราอยู่บนชั้นห้าห้องหัวมุมสุด นั่นทำให้เรามองเห็นสถานีรถไฟฟ้าสยามได้อย่างชัดเจนในทุกวันที่เราอาบน้ำ
เราคิดเอาไว้ว่า วันหนึ่งเราอยากจะมีโอกาสนั่งมันเพื่อไปโรงเรียนบ้าง แต่ใครจะไปรู้ว่าความรู้สึกของเราตอนโต กับความรู้สึกในตอนนี้จะตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง พอเราโตขึ้นเราได้นั่งทั้งไปเรียนและไปทำงานมันไม่ได้รู้สนุกแบบในตอนเด็ก ๆ เลย
ทำเลที่ตั้งของชุมชนของเรา จัดได้ว่าอยู่กลางใจเมืองอย่างแท้จริง เพราะถูกรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และการคมมาคมถึงสามอย่าง และนั่นก็ทำให้ทางเข้าออกของชุมชนเป็ไปตามปัจจัยเ่าั้
อย่างแรกคือป้ายรถเมล์โดยสารประจำทาง ทางออกจึงใช้เส้นทางมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ ทางแรกเป็ทางหลักเป็ซอยเลียบกับด้านข้างของห้างเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ในตอนนั้น
เนื่องจากชุมชนอยู่ติดกับคลองแสนแสบ และอยู่ใกล้กับท่าเรือโดยสารในเมืองที่ใหญ่ที่สุด นั่นก็คือท่าเรือประตูน้ำ ที่เป็จุดเชื่อมต่อการเดินทางทางน้ำหลักที่สำคัญในเมืองที่แสนจะรถติดนี้
ทางเข้าออกที่สองเลยอยู่เลียบไปกับริมคลองแสนแสบ ไปทะลุออกตลาดนัดนายเลิศ หรือศูนย์การค้าแพลตทินั่มในปัจจุบัน
ส่วนทางออกที่สาม เนื่องจากเป็ชุมชนชาวพุทธ การเดินทางไปวัดจึงเป็เื่ที่อยู่คู่กันกับวิถีชุมชน เพราะชาวชุมชนก็ต้องใช้เส้นทางนี้ในการไปวัดในวันสำคัญต่าง ๆ ทางศาสนา
พระสงฆ์เองก็ต้องใช้เส้นทางนี้ ในการเดินบิณฑบาตรโปรดชาวบ้านในชุมชนด้วยเช่นกัน และด้วยความสัมพันธ์นี้ ก็ได้ทำให้เส้นทางที่สามนี้เป็ทางออกไปยังสถานีรถไฟฟ้าสถานีสยามด้วย
แต่ในตอนนั้นยังเป็เพียงโรงแรมดุสิต ยังไม่มี 'สยามพารากอน' อย่างเช่นในปัจจุบัน ทางออกเลยจะตรงไปยัง 'สามแยกอังรีดูนังค์' แทน และนี่ก็คือเส้นทางที่เราใช้ในการเดินทางมาโรงเรียนวัดของเรา
เนื่องจากโรงเรียนวัดของเรามีที่ขนาดเล็กมาก เลยทำให้มีจำนวนห้องเรียนที่จำกัด ทางโรงเรียนจึงแบ่งนักเรียนทุกชั้นปีออกเป็ชั้นปีละสองห้อง (ปัจจุบันโรงเรียนได้ย้ายไปยังพื้นที่ใหม่แล้ว ซึ่งอยู่บริเวณไม่ไกลกันนัก)
เราถูกจัดให้อยู่ในห้องป.1/1 มีจำนวนเด็กนักเรียนในห้องราว ๆ ยี่สิบกว่าคน และเราที่ยังไม่มีเพื่อนก็ใช้วิธีการจำหน้าตาเอา ว่ามีใครที่หน้าคุ้น ๆ ว่าอยู่ในซอยเดียวกับเราบ้าง เพราะอย่างน้อยจะได้เดินกลับด้วยกันได้
การพักกลางวันวันแรกคือเป็ความทรงจำที่แย่มาก เพราะนักเรียนต้องเดินถอดรองเท้าขึ้นตึกและทางเดินตั้งพื้นอาคารและบันไดเป็พื้นหินอ่อน พอเจอกับถุงเท้ามันจึงลื่นมาก และนั่นทำให้การพักกลางวันเป็อะไรที่วุ่นวายมาก ๆ
เพราะเด็กแทบจะทุกชั้นปีจะต้องมาใส่รองเท้าที่บันไดทางเดินหินขัดแคบ ๆ เพื่อเดินไปยังโรงอาหาร โรงอาหารนั้นยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่ พื้นมีขนาดลาดเอียงไม่ได้ระดับ เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด เป็พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรมาจากทางวัด จึงเป็ที่รู้จักกันในนามของ "โรงเรียนวัด"
พื้นทางเดินบางส่วนเฉอะแฉะเพราะน้ำจากตู้กดน้ำไหลนองจากการกดของพวกเด็ก เด็กบางส่วนที่หนีจากพื้นที่แคบ ๆ ตรงบันไดขึ้นอาคาร
ต้องถือรองเท้ามาใส่ที่โต๊ะม้านั่งสำหรับกินข้าวที่ใกล้ระหว่างทางเดิน มีเด็กที่มาถึงก่อนยืนต่อแถวกันยาวเหยียด มาจนบริเวณหน้าห้องน้ำ ที่กำลังส่งกลิ่นคละคลุ้งอย่างไม่พึงประสงค์
และความแปลกของมันก็คือ กลิ่นห้องน้ำโรงเรียนแทบทุกที่จะเหมือนกัน เพราะเด็ก ๆ จะไม่ค่อยเรียบร้อย และน่าจะไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เลยทำให้เข้าใจได้ว่าเป็ที่มาของกลิ่นที่ไม่พึ่งประสงค์นี้
เมื่อลมพัดก็จะโชยกลิ่นมา ถ้าเราเข้าไปนั่งใกล้มันจนเกินไป เพราะโรงอาหารกับห้องน้ำนั้นอยู่ติดกัน การจะซื้ออาหารกลางวันนั้น พวกเด็ก ๆ จะต้องเอาเงินไปแลกเป็เหรียญมาก่อน จึงจะรับอาหารไปได้ โดยเหรียญจะถูกแบ่งออกเป็สี่สีหลักๆ ได้แก่
สีม่วงของคุณครู
สีแดงของนักเรียนที่ผู้ปกครองจ่ายเงินเป็รายเดือน
สีเหลืองของนักเรียนทั่วไป ซึ่งต้องมาต่อแถวแลกซื้อวันต่อวัน
และสีเขียวของนักเรียนทุนอาหารกลางวัน ซึ่งเหรียญสีเขียวนี่แหละที่เรารู้สึกสนใจมันมาก
เราไปสอบถามจากทั้งรุ่นพี่ที่ได้ทุนนี้ แล้วก็พนักงานของโรงอาหาร จนได้รู้ว่าจะต้องเป็นักเรียนที่ได้รับเสนอชื่อให้เข้ารับทุนเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้รับ
ในใจของเราเริ่มมีความคาดหวัง แต่เราก็ไม่คิดฝันว่าเราจะได้มันจริง ๆ เพราะสำหรับเด็กที่เพิ่งเข้ามาใหม่แบบเรา แค่กว่าจะได้รู้จักกับระบบของมันก็ยากแล้ว
และการจะได้ทุนมานั้น มันก็เกินความสามารถของเด็กชั้นป.1แบบเรา เพราะเราเองก็ยังทำความเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ของการมอบทุนนี้ไม่ได้
เมื่อ่เวลาพักกลางวันมาถึง เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะจับกลุ่มกันทำกิจกรรมร่วมกัน มีทั้งการเล่นหมากเก็บ โดดยาง เป่ายิงฉุบพระาา กระต่ายขาเดียว และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มดูหนังในห้องประชุม เราที่ยังไม่สนิทกับใคร แต่ชอบการดูอะไรก็ตามที่เคลื่อนไหวบนจอทีวี ก็เลยเลือกมาอยู่ในกลุ่มนี้ก่อน
หลังจากครบเวลาพักเด็ก ๆ จะถูกเรียกให้มารวมกันที่ห้องประชุมที่ใช้ดูทีวีนั่นแหละ โดยจะเข้าแถวเรียงตามชั้นปี โดยป.1จะอยู่ริมนอกสุดติดกับทางเดินในอาคาร และป.6จะอยู่ในสุดติดกับหน้าต่างฝั่งคลองระบายน้ำ
กิจกรรม่บ่ายหลัก ๆ ก็จะมีการสวดมนต์และอาจจะมีการแจ้งข่าวสารเื่ราวต่าง ๆ หรือกิจกรรมวันพิเศษ ที่เป็วันสำคัญ ซึ่งจะต่างกับการเข้าแถวในตอนเช้า ที่เป็หน้าที่ของครูใหญ่หรือรองครูใหญ่ ที่จะเป็คนแจ้งเื่ที่สำคัญ
ในขณะที่ตอนบ่ายจะเป็ครูฝ่ายกิจกรรมพิเศษจะเป็ผู้แจ้งเป็ส่วนใหญ่ เพราะมีพื้นที่จำกัดการใช้ห้องประชุมจึงต้องสลับกันใช้สำหรับในบางรายวิชา
การเลิกเรียนจะอยู่ที่เวลาประมาณบ่ายสามโมงสิบห้า และจะเริ่มปล่อยแถวในเวลาบ่ายสามยี่สิบ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ก็จะเดินทางกลับบ้าน โดยจะมีผู้ปกครองของนักเรียนบางส่วนที่มารอรับ
สำหรับบางคนที่บ้านอยู่ไกลก็จะต้องรอผู้ปกครองอยู่ที่โรงเรียนก่อน ถ้าผู้ปกครองยังไม่มา หรือว่าถ้าสามารถกลับบ้านเองได้ ก็สามารถกลับไปได้เลย
แต่ก็จะมีนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่กลับ ในส่วนของเรา เรามีย่าเล็กมารอรับอยู่แล้ว แต่มารอได้แค่ไม่กี่วัน เราก็บอกย่าใหญ่ว่าเราอยากจะกลับเอง เพราะขืนยังเป็นี้ต่อไป เราคงไม่ได้มีเพื่อนแน่ ๆ
ด้วยความที่ย่าหวงเรามาก เราเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกมาเล่นกับเด็กแถวบ้านเลย จนเราได้มาเข้าโรงเรียนวัดในซอยบ้าน นั่นถึงทำให้เรารู้จักเด็ก ๆแถวบ้านมากขึ้น
เราก็เลยอยากใช้่เวลาหลังเลิกเรียนกับเพื่อน และก่อนอื่นเลยคือเราต้องกลับบ้านเองก่อน จากนั้นไม่นานวันที่เราได้กลับบ้านเองก็มาถึง ขณะที่เรากำลังเดินกลับบ้านวันแรก.. เราเจอเพื่อนคนหนึ่งกำลังจับกลุ่มทำอะไรบางอย่างกับเด็กคนอื่นๆอยู่
"ส้มโอ!! ทำอะไรกันอ่ะ"
"เล่นขายของ.. มาเล่นด้วยกันมั้ย?"
ความฝันของเรากลายเป็จริงแล้ว และเพื่อนคนแรกที่เราได้เล่นด้วยหลังเลิกเรียน ก็คือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนอยู่ห้องเดียวกับเรา
ส้มโอ เป็คนที่นิสัยดีอย่างเด็กทั่ว ๆ ไป แต่จะมีเอกลักษณ์ที่มักจะใส่ชุดนักเรียนเก่า แบบที่ได้รับส่งต่อมาจากพี่สาวอีกทีหนึ่ง และมักจะมาเรียนด้วยเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยเรียบนัก
ส้มโออยู่กับพี่สาว น้องสาว และคุณตา บ้านของส้มโอจะอยู่ติดถนน ในซอยระหว่างทางกลับบ้าน อยู่ใกล้ ๆ กับร้านค้าที่เด็ก ๆ มักจะมารวมตัวกัน นั่นก็คือ "ร้านยายแอ๋ว"