Seek A Star : ดาวนำทาง

    บทที่ 6 มาตรฐานของผู้กำกับหนัง [Re]

    บทที่ 6 มาตรฐานของผู้กำกับหนัง









    ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของชาวบ้านกำลังสังสรรค์อย่างครื้นเครงเพราะการมาเยือนของดาราใหญ่ ทีมงานกองถ่ายภาพยนตร์ฝั่งนี้ยืนตัวเกร็ง เครียดขึ้นสมอง และเงียบกริบ ร่างสูงใหญ่ของผู้กำกับเจิ้งยืนกอดอกอยู่ที่หน้าจอมอนิเตอร์ หรี่ตามองซีนที่ 26 ‘ยามเช้าในตลาดชุมชน’ ด้วยความสงบนิ่งและไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง หากเหล่าทีมงานพากันขนหัวลุกเพียงยลแผ่นหลังกำยำของเขา เจิ้งข่ายมีใบหน้าดุดันและเปี่ยมพลัง เค้าโครงหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาประกอบด้วยสันกรามนูน เบ้าตาลึก นัยน์ตาคมกริบ ร่องรอยบนผิวหน้าสะท้อนถึงวัยวุฒิและประสบการณ์โชกโชน แม้อายุล่วงเลยครึ่งศตวรรษ รัศมีดารารุ่นใหญ่ที่สั่งสมมากกว่า 30 ปีกลับมิลดทอนลง ผู้กำกับหวงปากจัดและขี้หงุดหงิด แต่มันก็เท่านั้น ในขั้วตรงกันข้าม ผู้กำกับเจิ้งเข้มงวดและเงียบขรึม ทว่าผู้คนหวาดกลัวเขามากกว่า ก่อนเขาผันตัวมาเป็นผู้กำกับ เจิ้งข่ายเคยโด่งดังในฐานะนักแสดงภาพยนตร์แอคชั่น ไม่ว่าจะรับบทเป็นพระเอกในละครกำลังภายใน ‘ยอดยุทธ์ วณิพกพเนจร’ ซึ่งกลายเป็นตำนานในยุคนั้น หรือบทบาทของตำรวจมือฉมังผู้ไล่ล่าฆาตกรต่อเนื่องในชุดภาพยนตร์คลาสสิคระดับชาติ ‘พยัคฆ์เร้นร้าย’ ผลงานของเขาล้วนขึ้นหิ้งและมีคุณค่าเป็นกรณีศึกษาแก่คนรุ่นหลัง ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่เพียงเพราะเขาเก่งกาจด้านการแสดง เขายังเชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ในชีวิตจริงจนไม่จำเป็นต้องใช้ตัวแสดงแทนในฉากต่อสู้อีกด้วย ดังนั้นกลิ่นอายความดุร้ายที่สะสมมายาวนานจึงเป็นของจริงและมักสร้างแรงกดดันให้ผู้คนรอบข้าง รองผู้กำกับหวงเขยิบมายืนด้านหลังผู้กำกับเจิ้งอย่างประหม่า เขาผู้ถูกขนานนามว่าเป็นคนไม่กลัวฟ้า ไม่กลัวดิน ตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงต่อหน้าผู้บังคับบัญชา “คุณไม่ได้กำกับซีนนี้?” ผู้กำกับเจิ้งเปรย รองผู้กำกับหวงลูบตุ่มขนหลังคอตน ตอบ “...ครับ” ออกมาคำหนึ่ง “พวกเขาแสดงไม่ได้?” “เป็นผมไม่ดีเองครับ” รองผู้กำกับหวงชิงสารภาพ “ผมไม่ทันคำนึงว่าพวกเขาเป็นแค่เอ็กตร้ามือสมัครเล่น จึงนำมาตรฐานของมืออาชีพมาใช้ เลยมีโมโหบ้างตามประสา ผลคือ..” “อ้อ ให้ผมเดา ผลคือทุกคนกดดันจนแสดงไม่ออก แล้วผู้ช่วยลำดับหนึ่งเลยขึ้นมาคุมบังเหียนแทนคุณเพราะเขาจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ดีกว่า? เขาใจเย็นกว่า? ส่วนคุณคุมคนไม่ได้งั้นสิ?” รองผู้กำกับหวงเหงื่อแตกพลั่ก “ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะนิสัยการทำงานที่ไม่ดีของผมเองครับ” “ก็รู้ดีนี่ ถ้าเขามีความสามารถมากกว่า ทำไมคุณไม่สลับตำแหน่งกับผู้ช่วยเลยล่ะ? คุณคิดว่าผมจ้างคุณมาทำไม?” ผู้กำกับเจิ้งยอกย้อนอย่างเจ็บแสบ ส่วนผู้ฟังเสมือนถูกปืนยิงแสกกลางหน้า ไม่ปล่อยให้ใครหายใจคล่องคอ เขาเบนปากกระบอกปืนมายังทีมงานแต่ละฝ่าย กล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ทุกคนอย่าเพิ่งดีใจไป พวกคุณมาดูทางนี้ดีกว่า” เจิ้งข่ายชี้จุดหนึ่งในมอนิเตอร์จอที่ 2 ซึ่งแสดงภาพถ่ายจากระยะกว้างสุด “เด็กผู้หญิงคนที่อยู่ด้านหน้าสุดทาลิปสติกสีแดงสด มีเอ็กตร้าแถวหลังบางคนยังใส่เครื่องประดับอยู่ อย่างเช่นตุ้มหู กับสร้อยคอมือ แสงมันไปกระทบแล้วมันสะท้อนเข้าเลนส์กล้อง ก่อนปล่อยเอ็กตร้าเข้าซีน คุณไม่ตรวจทานรายละเอียดพวกนี้หรือ” ทีมงานฝ่ายสไตลิสต์ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับคอสตูมและการแต่งหน้าครั่นคร้าม “ยังมี แสงไฟที่ส่องมาบริเวณลานกลางตลาดจ้าเกินไป ตอนนี้หมอกจางลงกว่าเมื่อเช้า จำเป็นต้องปรับลดค่าความสว่างของแสงเล็กน้อย ส่วนเรื่ององค์ประกอบของภาพมีการเหลื่อมจังหวะของเอ็กตร้าโซนด้านหลังนิดหน่อยทำให้การแพน[1] กล้องตรงนี้ดูติดขัดกว่าที่พวกเราวางแผนกันไว้ในตอนแรก ไม่ทราบว่าพวกคุณแต่ละแผนกได้ประสานงานกันไหม” ผู้กำกับเจิ้งไม่เจาะจงทีมงานฝ่ายใดเป็นพิเศษ หากเพราะเหตุฉะนั้น เหล่าคนร้อนตัวจึงยิ่งร้อนใจ “จากที่เราคุยกันในที่ประชุมก่อนออกมาถ่ายทำนอกสถานที่ ในซีน ‘ยามเช้าในตลาดชุมชน’ ซีนนี้แสดงถึงความมีชีวิตชีวาและวุ่นวายของวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน แต่พวกคุณสังเกตไหมว่าเอ็กตร้าชาวบ้านด้านหลังเดินเรียงแถวกันเป็นระเบียบอย่างกับทหาร ควบคุมพวกเขาให้อยู่ในบทบาทและเส้นทางการเดินเป็นเรื่องดี แต่การกะเกณฑ์ทุกอย่างโดยไม่ยืดหยุดและคิดคำนึงถึงปัจจัยของมือสมัครเล่นทำให้งานออกมาไม่เป็นธรรมชาติ “พอผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ก็มาโทษทีหลังว่าเอ็กตร้าเหล่านี้ทำงานไม่ได้เรื่องเพราะไม่ใช่มืออาชีพ โอเค เขาไม่ใช่มืออาชีพ แต่พวกคุณก็ไม่ใช่หรือ? เรื่องนี้ต้นเหตุอยู่ที่พวกเขาหรือใครกันแน่ พวกคุณลองทบทวนดูดี ๆ” ยิ่งผู้กำกับเจิ้งสาธยาย สีหน้าทีมงานแต่ละคนยิ่งซีดเผือด โดยเฉพาะรองผู้กำกับหวงและหัวหน้าทีมงานแต่ละฝ่ายที่รับผิดชอบหน้าที่สำคัญ “ให้ผมถามพวกคุณ” เจิ้งข่ายกราดตามองใบหน้าทีมงานแต่ละคนช้า ๆ จนผู้ถูกจ้องประหวั่นพรั่นพรึง “พวกคุณทำงานกับผมมากี่ปีแล้ว พวกคุณตระหนักรู้หน้าที่ของตัวเองชัดเจนแค่ไหน และพวกคุณอยากทำอาชีพนี้ต่อไปในอนาคตไหม ลองเอาคำถามผมไปคิดดูแล้วประเมินตัวเองนะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลากันอย่างนี้ เสียเวลาคุณ เสียเวลาผม และเสียเวลาผู้ชมที่คาดหวังรอคอยเรา” เงียบ เงียบจนกระทั่งเสียงเข็มหล่นยังดังก้องกังวาน ใช้ ‘พระเดช’ ตักเตือนคนใต้อาณัติจนทุกคนกลัวเกรง เจิ้งข่ายค่อยเปลี่ยนมาแสดง ‘พระคุณ’ เพื่อเรียกความศรัทธาของทีมงานกลับมา “มีประโยคหนึ่งผมยึดถือเป็นคติในการทำงานตลอดชีวิตการเป็นนักแสดงและผู้กำกับ นั่นคือ ‘ถ้าจะทำก็ต้องทำให้ดี ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำ’ ” ผู้อาวุโสกล่าว “ผมอยากทำหนังเรื่องนี้ให้ดี แต่ผมตัวคนเดียวไม่สามารถสร้างภาพยนตร์ออกมาได้ การทำหนังสักเรื่องหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ พวกเราต้องทำงานกันเป็นทีม ดังนั้นทีมงานทุกคนที่อยู่ที่นี่คือทีมที่ดีที่สุดสำหรับผม เป็นทีมที่ผมคัดเลือกมาแล้วว่าทุกคนต่างมีความสามารถ เป็นทีมที่ผมไว้วางใจ เป็นทีมที่ผมเชื่อว่าจะไม่ทำให้ผมผิดหวังเป็นอันขาด” ฟังผู้กำกับเจิ้งกล่าวถึงนิยามของการทำงานของเขา และให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นใน ‘ทีม’ ของพวกเขาอย่างทรงพลัง จากเคยสลดหดหู่ ทีมงานแต่ละคนใจเริ่มเต้นกระหน่ำ เขาถามซ้ำ “ผมเชื่อใจพวกคุณได้ใช่ไหม” “ได้ครับ / ค่ะ !” ทีมงานกองถ่ายภาพยนตร์พยักหน้าระรัว ไม่อยากทำให้ผู้อาวุโสผิดหวังสักนิด “ภายในครึ่งชั่วโมงผมต้องการเห็นฉากที่สมบูรณ์แบบ ผมต้องการให้ทุกคนแสดงความสามารถออกมา ส่วนนักแสดงตัวประกอบเหล่านั้น หากรู้ว่าพวกเขาไม่ใช่มืออาชีพ พวกคุณก็ต้องปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นมืออาชีพ อดทนจับมือพวกเขาทำทีละขั้นตอน พวกเราจะถ่ายทำจนกว่าจะได้ฉากที่ต้องการ ไม่ว่าจะต้องลากการถ่ายทำยาวนานเป็นเดือนเป็นปีก็ต้องทำ ทำให้ดีที่สุด ทำให้ประสบความสำเร็จ พวกคุณเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการไหม?” ทีมงานทุกคนพลันฮึกเหิมขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พวกเขาตะโกนเสียงดังลั่น “เข้าใจครับ / ค่ะ !” “ดี! ไปทำงานของพวกคุณให้เต็มที่ ผมเชื่อว่าพวกคุณจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง” การประชุมยามเช้าจบลงอย่างเร่าร้อน ทีมงานทุกคนเต็มไปด้วยขวัญกำลังใจในการทำงาน พร้อมเผชิญหน้าความยากลำบากอย่างไม่หวั่นเกรง  
      “เหนื่อยหน่อยนะครับอาจารย์เจิ้ง เมื่อสักครู่อาจารย์พูดปิดท้ายได้เท่มาก ผมคงต้องขอศึกษาทักษะการเป็นผู้นำขั้นสูงกับอาจารย์บ้างแล้ว” หมิงฮ่าวเดินออกมาจากที่กำบังพร้อมแก้วเซรามิกบรรจุกาแฟร้อน 2 ใบในมือ ยื่นให้ผู้กำกับเจิ้งหนึ่งใบ ของตนอีกหนึ่งใบ “ขายหน้าเธอแล้ว” เจิ้งข่ายถอนหายใจ รับกาแฟมาจิบ “ไม่คิดว่าออกกองวันแรก คนแก่อย่างฉันก็ต้องมาตักเตือนทุกคนแบบนี้ ไม่ไหวกันเลยจริง ๆ” “เห็นมาดน่าเกรงขามของอาจารย์ มีอะไรน่าขายหน้ากันครับ” ดาราหนุ่มขยับมายืนเคียงผู้กำกับ “เห็นอาจารย์เจิ้งจริงจังและไม่ละเลยรายละเอียดปลีกย่อยแล้วผมกลับอุ่นใจเสียยิ่งกว่า มีอาจารย์อยู่ก็เหมือนเป็นการรับประกันว่ามาตรฐานของหนังเรื่องนี้ต้องสูงลิ่วสมกับที่ทุกคนรอคอย” “นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันต้องบังคับตัวเองให้เข้มงวดกับทุก ๆ คน” เจิ้งข่ายเอ่ย “อาหมิง หลังเธอแต่งตัวเสร็จ เธอมาถ่ายซีนก่อนช่วงบ่ายได้ไหม? จะได้ไม่ชนกับคิวของเสี่ยวจาง อีกอย่างหนึ่งกว่าพวกเอ็กตร้าจะสามารถแสดงได้เข้าที่เข้าทางอาจต้องใช้เวลาปรับตัวพักใหญ่ ดีไม่ดีกำหนดการบางส่วนคงต้องทดไปในวันพรุ่งนี้ วันนี้เห็นทีคงถ่ายทำไม่ทันแน่” “ไม่มีปัญหาครับ ถ้าเกิดเห็นผมแสดงบ้าง เอ็กตร้าคนอื่น ๆ อาจคลายความกดดันและมีกำลังใจทำงานกันบ้าง การเป็นดาราดังก็มีประโยชน์ตอนนี้แหละครับ” หมิงฮ่าวกระเซ้า “อ๊ะ แต่ผมคงสู้ดาราใหญ่อย่างอาจารย์ไม่ไหวแฮะ” “ฉันแก่แล้ว จะมีแรงไปสู้หนุ่ม ๆ อย่างเธอหรือ” ผู้กำกับเจิ้งยิ้ม ๆ “แก่อะไรกัน ให้ผมแข่งงัดข้อกับอาจารย์ ผมยังไม่กล้าเลย” ได้ยินเสียงรองผู้กำกับหวงด่านักแสดงตัวประกอบสมัครเล่นบางคนแว่วมาไกล ๆ ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุย “วันนี้คงลำบากหน่อยนะครับ ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรองผู้กำกับหวง” เจิ้งข่ายรู้จักนิสัยของลูกน้องคนสนิทของตนดี เลยส่ายหน้าพลางยิ้มระอาใจ “เหนื่อยหน่อยก็สมควร คนหัวแข็งอย่างหมอนั่นไม่ยอมปรับตัวสักที ไม่เช่นนั้นป่านนี้คงกลายเป็นผู้กำกับชื่อดังอย่างใครเขาแล้ว” รองผู้กำกับหวงเป็นคนมีของ เขาเริ่มต้นเป็นที่รู้จักจากอาชีพช่างภาพ สายภาพถ่ายแนวสตรีทและแลนด์สเคป คนแซ่หวงเพียรคว้ารางวัลชนะเลิศตามงานประกวดต่าง ๆ มากมาย 6 - 7 ปีให้หลังมาเกิดแรงผลักดันต่อการทำภาพยนตร์ จึงเบนหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างเต็มตัว เพียงแต่หลายปีก่อนเกิดไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตในวงการและเหล่านายทุนเข้า จึงถูกขัดแข้งขัดขาจนไม่สามารถเติบโตในหน้าที่การงานได้ เคราะห์ดีได้พบผู้กำกับเจิ้งซึ่งขาดแคลนทีมงานฝ่ายผู้กำกับภาพ เขาจึงทำงานกับเจิ้งข่ายนับแต่นั้นเป็นต้นมาและไต่เต้าจนกลายมาเป็นรองผู้กำกับหวงอย่างทุกวันนี้ “นั่นสิครับ น่าเสียดายจริง ๆ” หมิงฮ่าวกลั้วหัวเราะ “เขาเป็นตัวปัญหายังไม่พอ การใช้เอ็กตร้ามือสมัครเล่นในฉากสำคัญก็เป็นปัญหาเช่นกัน” ผู้กำกับเจิ้งโคลงศีรษะ “เรื่องง่าย ๆ แค่นี้มีหรือฉันจะไม่รู้ แต่ฉันไม่มีทางเลือก เบื้องบนกดดันมาให้แสดงน้ำใจกับคนในพื้นที่ อีกอย่างหนึ่ง หากต้องสำรองจ่ายค่าแรง ค่าที่พัก และค่าเดินทางของเอ็กตร้ามืออาชีพจากเมืองหลวงอย่างเดียว งบประมาณส่วนนี้เอาไปลงทุนเรื่องโปรดักชั่นน่าจะดีกว่า ที่นี่ไกลเมืองเกิน หอบพวกเขามาไม่ไหวหรอก” “ที่นี่ไกลจริง ๆ ครับ ผมเห็นด้วย แถมถนนขึ้นเขาเส้นนี้ทางคดเคี้ยวและหฤโหดมาก” หมิงฮ่าวบอกเล่าประสบการณ์ตน “ระหว่างทาง ผมนี่ต้องขอให้หยุดรถเพื่อลงไปอาเจียนตั้งหลายรอบ แต่ก็ไม่คิดเลยนะครับว่าวิวทิวทัศน์และธรรมชาติที่นี่จะสวยจนลืมหายใจ สมแล้วที่อาจารย์เจิ้งเจาะจงเลือกหมู่บ้านแห่งนี้” “ใช่ไหมล่ะ ดีที่คนรู้จักเก่าแก่ของฉันแนะนำมา” เจิ้งข่ายภูมิใจ “ภูเขาที่หลบเร้นตัวจากโลกภายนอก หากไม่ใช่ความบังเอิญก็ยากมีวาสนาพานพบ” สูดอากาศบริสุทธิยามเช้า ทอดมองทัศนียภาพอันงดงามบนยอดเขา ชายหนุ่มกล่าวอย่างมีสุนทรียะ “บางทีอาจารย์เจิ้งอาจค้นพบอัญมณีเล็ก ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ก็ได้นะครับ” “เธอหมายถึงพวกคนที่วุ่นวายฝั่งนู้นน่ะหรือ?” หนึ่งหนุ่มหนึ่งอาวุโสมองฝูงชนที่ดูโกลาหลเพราะถูกทีมงานแทรกแซง ก่อนพากันระเบิดหัวเราะ “โธ่อาจารย์ เรื่องนี้โรแมนติกจะตาย อย่าเพิ่งตัดรอนกันสิครับ” หมิงฮ่าวสัพยอก “ไม่แน่ว่าอาจารย์อาจเจอนักแสดงชื่อดังในอนาคตจากป่าแห่งนี้ก็ได้ เหมือนภาพยนตร์ ‘ลำนำพงไพร’ ไงครับ” “...หึหึ อัญมณีในหุบเขาลับแลงั้นหรือ?” ผู้กำกับเจิ้งครุ่นคิด “หากมีวาสนา แม้นห่างไกลกันพันลี้ยังได้พบหน้า หากไร้วาสนา แม้นอยู่ตรงหน้าก็ไม่อาจพบเจอ[2] ” 
      ทว่าโชคชะตาไม่ปล่อยให้ชายสองคนดื่มด่ำกับความสุนทรีย์ ไม่ทันขาดคำ ทางฟากทีมงานและเหล่าเอ็กตร้าพลันเกิดเสียงเอ็ดตะโร เด็กสาวคนหนึ่งตวาดลั่นแสบแก้วหู “ฉันไม่ทงไม่ทำมันแล้ว งานตัวประกอบบ้าบอ คุณเชิญทำไปคนเดียวเถอะ!” 



       เชิงอรรถ บทที่ 6 [1] Pan : เป็นเทคนิกการถ่ายภาพเคลื่อนไหวจากซ้ายขวา หรือขวาไปซ้าย [2] หากมีวาสนาแม้ห่างกันพันลี้ยังได้พบหน้า หากไร้วาสนาแม้อยู่ตรงข้ามก็ไม่พบเจอ (有緣千里來相會 無緣對面不相逢) : อุปมาในเชิง ถ้าหากคนเรามีบุญวาสนาต่อกัน แม้จะอยู่ไกลกันแค่ไหนก็ยังมีโอกาสได้รู้จักกัน แต่ถ้าไม่มีบุญวาสนา ต่อให้อยู่ใกล้แค่ไหนก็ไม่รู้จักกัน


      Talk: โอ๊ะโอ๋ ทีมงานที่พกความฮึกเหิมกลับไปทำงานไม่ทันไร อุปสรรค์ไม่คาดฝันก็โผล่มาซะงั้น? ใครเป็นคนพูดประโยคพวกนี้? มาติดตามต่อกันบทหน้านะคะ! บทนี้มีพาร์ทที่ชอบหลายพาร์ทเลยค่ะ อย่างพาร์ทที่ 1 ชอบพาร์ทการทะเลาะของแม่สองเสือสาวมาก 5555 เจอหน้ากันทีไรก็ลับฝีปากกันตลอด แถมโวยวายจิกกัดกันซึ่ง ๆ หน้า แบบตามประสาวัยรุ่นเลือดร้อนมาก เขียนสนุกดีค่ะ ตอนเขียนนี่ก็พยายามนึกอยู่ค่ะว่าจะถ่ายทอดออกมายังไงดีให้เหมาะสมกับวัย สุดท้ายก็ลงเอยประมาณนี้ค่ะ 55555 ส่วนบทของมู่ก็เปลี่ยนนิดหน่อย ก่อนหน้าที่ที่รีไรท์ บทเก่ามู่แค่จะมองสองสาวทะเลาะกันอย่างเอ็นดู คราวนี้เลยเปลี่ยนมาให้มู่เป็นคนควบคุมพฤติกรรมเกินงามของสาว ๆ ที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นแทน คิดว่าน่าจะเข้ากับคาแรกเตอร์ของมู่มากกว่าค่ะ แนวเป็นผู้ใหญ่เถรตรง ๆ หน่อยไรงี้ อย่างพาร์ทที่ 2 ที่ชอบมากรองลงมาคือพาร์ทผกก.เจิ้งสวดทีมงานค่ะ รีไรท์ใหม่เกือบหมดเลยเพราะต้องการเกลาคาแรกเตอร์ผกก.เจิ้งให้ชัดน่ะค่ะ นี่ตอนเขียนไปก็หลงผกก.เจิ้งไป เขาเป็นตัวละครแนวหัวหน้าที่มีความเป็นผู้นำสูงมากกกก รู้วิธีการใช้ทั้ง 'พระเดช' และ 'พระคุณ' ในการควบคุมทีมงาน อีกทั้งเขาเป็นคนที่มีจิตวิทยาสูงมากเลยนะคะ ซึ่งเขาจะมีบทบาทสำคัญในนิยายตอนต่อ ๆ ไป + ใบ้ให้นิดหน่อย ผกก.เจิ้งคนนี้เป็นตัวละครตัวสำคัญในนิยายเรื่องนี้ ที่จะโผล่มาในตอนท้าย ๆ ของนิยายด้วยแหละค่ะ ถามว่าทำไม... บอกเลยค่ะว่า เพราะชั้นชอบเค้า! 55555 นิยายเรื่องนี้คนเขียนชอบเขียนอวยตัวละครผู้ชายแก่ ๆ มากกกก 555555 ชอบความเป็นคุณลุงผู้ทรงภูมิค่ะ ชอบหนุ่มแก่ มันกร้าวใจเจง ๆ =.,= เดี๋ยวบทหลัง ๆ ก็จะได้รู้ว่ามีคุณลุงเท่ ๆ ออกมาอีกเพียบ55555 (และมีตัวละครผู้หญิงน้อยมาก555555 เดี๋ยวจะเขียนเพิ่มแน่นอนค่ะ) @aruune_writer นะคะ