ภายหลังจากที่ได้รับเบาะแสสำคัญจากงานเลี้ยงที่ผ่านมา หลงเทียนและเหมยฮัวก็มุ่งมั่นที่จะขยายผลการสืบสวนไปยังแหล่งกบดานของกลุ่มอาชญากร พวกเขาสืบทราบว่าสินค้าผิดกฎหมายจำนวนมากถูกเก็บซ่อนไว้ในโกดังร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองอย่างมาก โกดังดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่เปลี่ยวร้างที่ล้อมรอบไปด้วยป่าเขา แสงไฟสีนวลในห้องทำงานของหลงเทียนดูสลัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับความมืดมิดและความลึกลับของโลกภายนอกที่พวกเขากำลังจะเผชิญหน้า แผนที่และเอกสารต่างๆ กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะทำงาน บ่งบอกถึงความตั้งใจแน่วแน่และความมุ่งมั่นที่จะไขปริศนาของคดีนี้ให้จงได้
“จากแผนที่ โกดังนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือพอสมควร” หลงเทียนกล่าวพลางใช้นิ้วชี้ไปยังจุดเล็กๆ บนแผนที่ที่ถูกวงกลมสีแดงล้อมรอบไว้
“เราต้องเดินทางด้วยรถยนต์เท่านั้นถึงจะไปถึงที่นั่นได้”
เหมยฮัวพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่หลงเทียนพูด เธอมองแผนที่แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล
“ดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด” เธอกล่าว
“เส้นทางค่อนข้างซับซ้อนและส่วนใหญ่เป็เส้นทางที่ผ่านป่าเขา อาจมีอุปสรรคระหว่างทาง”
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นภายใต้แสงแดดยามเช้าที่สดใส ทั้งสองขับรถยนต์เก่าๆ ของหลงเทียนไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระและเต็มไปด้วยหลุมบ่อ รถยนต์คันเก่าส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดตลอดทาง ราวกับจะประท้วงการเดินทางที่แสนทรหดนี้ บรรยากาศภายในรถเต็มไปด้วยความเงียบและความตึงเครียด หลงเทียนตั้งใจขับรถอย่างระมัดระวัง ในขณะที่เหมยฮัวคอยดูแผนที่และสังเกตเส้นทาง
“รถของคุณเก่าขนาดนี้แล้ว ทำไมคุณถึงไม่คิดจะเปลี่ยนรถใหม่สักที?” เหมยฮัวถามขึ้นด้วยความสงสัยและอดที่จะแซวไม่ได้
“มันเป็รถคู่ใจของผม” หลงเทียนตอบด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในรถคันเก่าของเขา
“ถึงมันจะเก่าไปบ้าง แต่ก็ยังใช้งานได้ดีนะ” เขาพูดติดตลก
แต่แล้วสิ่งที่เหมยฮัวกังวลก็เกิดขึ้นจริง รถยนต์ของหลงเทียนเกิดเสียกลางทางในป่ารกที่ห่างไกลจากบ้านคน รถดับสนิทและเครื่องสตาร์ทไม่ติดอีกต่อไป หลงเทียนพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์หลายครั้งแต่ก็ไม่เป็ผล เสียงเครื่องยนต์ที่พยายามจะติดดังแฮ่กๆ ก่อนจะเงียบไป
“ดูเหมือนว่า ‘รถคู่ใจ’ ของคุณจะงอแงเสียแล้ว” เหมยฮัวพูดด้วยน้ำเสียงปนขำขัน พลางมองไปที่หลงเทียนที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ใต้ฝากระโปรงรถ
หลงเทียนถอนหายใจออกมาอย่างแรงและก้มลงเปิดฝากระโปรงรถเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ พบว่าสายพานเครื่องยนต์ขาดออกจากกัน
“แย่แล้ว สายพานเครื่องยนต์ขาด” หลงเทียนกล่าวด้วยสีหน้ากังวลและหนักใจ
ทั้งสองไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเดินเท้าเข้าไปในป่าเพื่อหาความช่วยเหลือหรือหาหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด บรรยากาศในป่าเงียบสงัดและวังเวง มีเพียงเสียงนกร้องและเสียงแมลงที่ดังเป็ระยะๆ ทั้งสองเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ ที่คดเคี้ยวไปมาในป่ารก
“ฉันว่าเราหลงทางแล้ว” เหมยฮัวพูดขึ้นหลังจากที่พวกเขาเดินมาได้สักพักใหญ่
“เส้นทางมันดูวกวนและสับสนไปหมด”
หลงเทียนมองไปรอบๆ ตัวและสังเกตเห็นว่าพวกเขาสูญเสียทิศทางไปจริงๆ ป่ารกทึบทำให้ยากต่อการสังเกตทิศทาง
“ผมก็คิดอย่างนั้น เฮ้อ...” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความกังวล
“เราต้องหาที่พักก่อนที่ฟ้าจะมืดค่ำ”
ในที่สุด หลังจากที่เดินหลงทางอยู่ในป่าเป็เวลานาน พวกเขาก็พบกระท่อมไม้หลังเล็กๆ กลางป่า มันดูเก่าและทรุดโทรม แต่ก็พอใช้เป็ที่พักพิงชั่วคราวได้ ทั้งสองตัดสินใจที่จะพักค้างคืนที่กระท่อมหลังนั้น
บรรยากาศภายในกระท่อมเงียบสงัดและวังเวง มีเพียงแสงจันทร์นวลที่ลอดผ่านช่องว่างของผนังกระท่อมเข้ามา แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าของเหมยฮัว ทำให้เธอดูสวยงามอย่างบอกไม่ถูก หลงเทียนแอบมองเธอด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจและไม่สามารถอธิบายได้
“ที่นี่ก็พอใช้ได้ อย่างน้อยเราก็มีที่พักหลบฝนหลบแดด” เหมยฮัวเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่ภายในกระท่อม สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ สภาพกระท่อมที่เก่าโทรม ผนังไม้ผุพังมีช่องว่างให้อากาศและแสงลอดผ่าน พื้นไม้กระดานส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว กลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม้เก่าอบอวลอยู่ภายใน
หลงเทียนพยักหน้าเห็นด้วยกับเหมยฮัว
“ใช่แล้ว ถึงมันจะไม่สะดวกสบายนัก แต่ก็ดีกว่าต้องนอนกลางป่า” เขาตอบพลางสำรวจสภาพกระท่อมอย่างละเอียดเช่นกัน ความรู้สึกกังวลใจยังคงอยู่ แม้พวกเขาจะมีที่พักพิงแล้ว แต่สถานการณ์โดยรวมก็ยังคงน่าเป็ห่วง
ทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดกระท่อมเท่าที่ทำได้ เหมยฮัวหาผ้าเก่าๆ ที่พอจะใช้เช็ดถูฝุ่นและหยากไย่ ส่วนหลงเทียนก็ออกไปหาฟืนมาก่อไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นภายในกระท่อม แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบกับพื้นดิน ทำให้พวกเขามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้บ้าง
หลังจากที่ก่อไฟเสร็จ บรรยากาศภายในกระท่อมก็อบอุ่นขึ้น เหมยฮัวนำเสบียงที่ติดตัวมาออกมาจัดเตรียม อาหารง่ายๆ เช่น ขนมปังแห้งและผลไม้ ทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ทั้งสองนั่งกินอาหารด้วยกันอย่างเงียบๆ แต่ในความเงียบนั้นกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองเข้าหากัน ความรู้สึกใกล้ชิดและความเข้าใจกันเพิ่มมากขึ้น
หลังจากกินอาหารเสร็จ เหมยฮัวก็เริ่มรู้สึกง่วง เธอหาที่เหมาะๆ ในกระท่อมเพื่อนั่งพิงผนังและพักผ่อน หลงเทียนเห็นดังนั้นก็รู้สึกเป็ห่วง เขาหาผ้าห่มเก่าๆ ที่อยู่ในกระท่อมมาให้เหมยฮัวห่ม
“ขอบคุณนะ” เหมยฮัวเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้ม
หลงเทียนยิ้มตอบ
“ไม่เป็ไร พักผ่อนเถอะ” เขากล่าว
ทั้งสองนั่งพักผ่อนอยู่ในกระท่อม แสงไฟจากกองฟืนส่องสว่างเพียงเล็กน้อย บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านช่องว่างของผนังกระท่อมและเสียงไฟที่ลุกไหม้เบาๆ หลงเทียนมองไปที่เหมยฮัวที่กำลังหลับตาพักผ่อน ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจของเขา ความรู้สึกห่วงใยและความเอ็นดู
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในกระท่อมปลุกให้ทั้งสองตื่นนอน พวกเขารีบเก็บของและเดินทางต่อ พวกเขาเดินไปตามเส้นทางที่คาดว่าจะนำไปสู่โกดังเป้าหมาย
หลังจากเดินเท้าเป็เวลานาน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโกดังเก่าๆ ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวในพื้นที่เปลี่ยวร้าง โกดังมีลักษณะเก่าและทรุดโทรม ผนังปูนมีรอยแตกร้าวและมีเถาวัลย์เลื้อยพันโดยรอบ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดและวังเวง ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่ในบริเวณนี้ ทั้งสองเดินเข้าไปในโกดังอย่างระมัดระวัง ภายในโกดังเต็มไปด้วยลังสินค้ามากมายวางซ้อนกันอย่างไม่เป็ระเบียบ ฝุ่นละอองปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาเริ่มตรวจสอบลังสินค้าทีละลังอย่างละเอียด หลังจากค้นหาอยู่พักใหญ่ พวกเขาก็พบลังสินค้าที่ซ่อนอยู่ด้านในสุดของโกดัง ลังสินค้าถูกปิดผนึกอย่างแ่า เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าภายในบรรจุสินค้าผิดกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งยืนยันถึงการลักลอบค้าของเถื่อนที่พวกเขาเคยได้รับข้อมูลมา
“เราเจอแล้ว!” หลงเทียนพูดด้วยความดีใจและโล่งอก
“นี่คือหลักฐานที่เรา้า”
แต่ในขณะนั้นเอง พวกเขาก็ได้ยินเสียงคนจากด้านนอกโกดัง เสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา พวกเขามองออกไปทางหน้าต่างก็พบว่ามีกลุ่มคนร้ายจำนวนมากล้อมโกดังไว้
“เราถูกล้อมแล้ว!” เหมยฮัวพูดด้วยความใและกังวล
กลุ่มคนร้ายเริ่มบุกเข้ามาในโกดัง หลงเทียนและเหมยฮัวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดและปกป้องหลักฐานที่พวกเขาค้นพบ
หลงเทียนและเหมยฮัวต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มคนร้ายจำนวนมาก พวกเขาต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดและนำหลักฐานที่ได้มาส่งมอบให้ทางการเพื่อเปิดโปงขบวนการค้าของเถื่อนนี้ให้ได้