เมื่อเ้าทิพกลับมาถึงเรือนพักของตนก็เป็เวลามืดค่ำใกล้สิ้นยามหนึ่งยังไม่ทันได้ขึ้นเรือนก็สังเกตเห็นแสงไฟส่องสว่างอยู่ บนเรือนนอกชานมีพระคลังเ้าท่าเมืองนครฯนั่งเด่น ครั้นเห็นตนก็รีบลุกขึ้นมารอที่หัวบันได
“ท่านอากลับมาพักที่เรือนหลังนี้แล้วหรือ”เ้าทิพกล่าวถามขณะก้าวขึ้นบนเรือนมา
“ไม่ใช่หรอกเดี๋ยวก็จะกลับไปพักที่เรือนข้างตำหนักหลวง จะมาพาเ้าไปเฝ้าพระธิดาตามที่พระองค์มีรับสั่ง”
ตำหนักหลวงที่ท่านพระคลังเ้าท่ากล่าวถึงก็คือพระตำหนักที่พระเ้าศรีมหาราชและพระราชธิดาประทับอยู่
“รับสั่งให้หาตัวข้าพเ้าด้วยเื่อันใดหรือท่านอา”
“เ้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าเพราะเื่อะไรรีบไปกันเถิด เข้าเฝ้าดึกไปจะไม่งาม” ท่านเ้ากรมไม่รอให้เ้าทิพกล่าวกระไรอีกก็เดินนำลงบันได เ้าทิพจึงมีแต่ต้องเดินตามลงไป
ระหว่างทางท่านเ้ากรมไม่ได้ซักถามว่าชายหนุ่มไปไหนหรือเื่อันใดเลยคล้ายเกรงว่าการสนทนาจะทำให้การเดินทางไปเฝ้าพระราชธิดาล่าช้า หรืออาจเกรงว่าชายหนุ่มจะหาเื่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตามไปฝ่ายเ้าทิพเองในหัวมีความคิดหลากหลายเื่ประดังมา หาได้สนใจรับรู้สิ่งใดไม่จึงเห็นคนทั้งสองเดินตามกันไป คนหนึ่งตามองเขม็งไปเบื้องหน้าอีกคนเดินก้มหน้าตามหลังอยู่หนึ่งก้าว นอกจากเสียงฝีเท้าแล้วไม่มีเสียงอื่นใดอีก จนล่วงมาถึงตำหนักหลวง
บนพระตำหนัก พระราชธิดาประทับอยู่บนพระแท่นใหญ่รายล้อมด้วยเหล่านางข้าหลวงทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นพระคลังเ้าท่านำเ้าทิพขึ้นมาเฝ้าพระพักตร์ซึ่งหม่นหมองโทมนัสก็กลับปิติโดยพลัน
“ขอบใจท่านเ้ากรมเป็อย่างมากที่เป็ธุระพาตัวเ้าทิพมาเฝ้าเรานี่ก็มืดค่ำเรารบกวนท่านเ้ากรมมากไปแล้ว” พระนางตรัสขอบพระทัยและเป็นัยขอรับสั่งธุระเฉพาะกับเ้าทิพ
“เป็เื่เล็กน้อยพระเ้าค่ะขอเพียงพระองค์มีรับสั่งมาเกล้ากระหม่อมยินดีถวายงานด้วยความเต็มใจ.. บัดนี้เื่ก็เรียบร้อยแล้วเกล้ากระหม่อมขอกราบทูลลาเลย พระเ้าค่ะ” เ้ากรมทำความเคารพแล้วก็ลุกขึ้นจากตั่งที่นั่งกลับไปยังเรือนพำนักของบรรดาอำมาตย์ซึ่งอยู่ถัดไป
องค์หญิงวิสาณีประทับนิ่งไม่รับสั่งกระไรทอดพระเนตรมายังเ้าทิพแล้วเบือนพระพักตร์หนีส่วนเ้าทิพที่นั่งราบอยู่บนพื้นก็ได้แต่ก้มหน้านิ่งอยู่ สุดท้ายพระนางทรงอดรนทนไม่ไหวรับสั่งขึ้น
“นี่ท่านจะไม่อธิบายหน่อยหรือว่ากำลังคิดจะทำสิ่งใดอยู่”
“ทรงหมายถึงเื่ที่เกล้ากระหม่อมเข้าร่วมพิธีประลองหรือพระเ้าค่ะ”
“ก็ใช่นะสิ..นี่ท่านคิดอะไรอยู่กันแน่ จะพาตัวเข้าไปหาความตายเพื่อประชดพระบิดาของท่าน.. หรือ้าเรียกร้องความสนใจจากใครอยู่”พระนางตรัสด้วยพระอารมณ์ขุ่นมัว ครั้นเห็นเ้าทิพนั่งนิ่งก็ยิ่งกริ้วเข้าไปอีกจนอดตรัสเป็เชิงหยันไม่ได้ว่า
“ท่านคิดว่าจะมีใครมาสนใจท่านหรือต่อให้ท่านตายไปคนทั้งเมืองอาจจะดีใจก็ได้ จะได้หมดสิ่งอัปมงคลไป”
“คงเป็ดั่งเช่นพระองค์รับสั่งหากเกล้ากระหม่อมตายไปคงมีแต่คนยินดี ถ้ากระนั้นแล้วเื่ที่เกล้ากระหม่อมเข้าร่วมประลองอาวุธคงจะไม่เป็โทษแก่ผู้ใดหากเป็เื่น่ายินดีถ่ายเดียว”
พระองค์หญิงทรงระลึกได้ว่ารับสั่งผิดไปครั้นจะให้รับสั่งออดอ้อนใดๆ ก็กริ่งเกรงนางข้าหลวงที่หมอบเฝ้ารับใช้อยู่จะเอาไปพูดให้เสื่อมพระเกียรติยศจึงรับสั่งไปกลางๆ ว่า
“คนเมืองปตานีไม่ห่วงใยท่านแล้วคนเมืองนครฯ ซึ่งดูแลจนท่านเติบใหญ่ล่ะ.. ท่านอาเซียงจือกงของท่านก็อีกคน.. ท่านจะไม่สนใจว่าเขาเ่าั้จะเป็ห่วงท่านมากแค่ไหนเลยหรือท่านจะทำอะไรก็ควรคิดถึงพวกเขาบ้าง ไม่ใช่หุนหันทำอะไรโดยไม่คิดถึงตัวเอง.. ไม่คิดถึงคนที่รักท่าน”
เ้าทิพก้มหน้านิ่ง ไม่กล่าวตอบโต้พระธิดาจึงตรัสว่า
“เราขอร้องท่าน..ไม่ว่าอย่างไรพรุ่งนี้ท่านอย่าได้เข้าร่วมประลองอาวุธเป็อันขาดท่านไปแจ้งถอนตัวต่อท่านขุนพลสิงหลเถอะ”
เ้าทิพยังนั่งนิ่งคล้ายไม่ยอมสนองพระประสงค์ของพระราชธิดา จนพระนางตรัสซ้ำ
“อย่างน้อย เราขอให้ท่านทำเพื่อเรา”
เ้าทิพเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์สายพระเนตรวิงวอนจนใจของตนแทบอ่อนละลาย แต่ข่มใจกราบทูลด้วยเสียงเด็ดเดี่ยวว่า
“เกล้ากระหม่อมทราบดีว่าพระองค์และคนอื่นๆทรงเป็ห่วงและเป็กังวล แต่ในเมื่อเกล้ากระหม่อมได้ประกาศอ้างสิทธิ์ของสายพระโลหิตพระเ้าปตานีเพื่อเข้าร่วมประลองอาวุธหากมากลับคำถอนตัวเพราะกลัวอันตราย เกรงจะเสียหายไปถึงพระเ้าปตานีแม้พระองค์จะไม่ทรงรักไยดีต่อบุตรคนนี้ แต่เกล้ากระหม่อมก็ยังต้องรักษาพระเกียรติยศของพระองค์สืบไปขอพระราชธิดาทรงเข้าพระทัยด้วยเถิด พระเ้าค่ะ”
พระองค์หญิงทรงสดับน้ำคำของชายคนรักซึ่งยืนยันจะเข้าสู่การต่อสู้ประลองอาวุธให้ทรงรู้สึกชาวาบในพระทรวง รับสั่งด้วยเสียงสั่นเครือขึ้นมาทันที
“เราท้วงท่านเพราะสิ่งใดท่านก็รู้อยู่นี่ท่าน.. ท่านจะไม่สนใจเราเลยหรือ”
ชายหนุ่มรำลึกถึงพระทัยที่ร้าวรอนของพระนางคนรักจึงกราบทูลปลอบไปว่า
“อันที่จริงการประลองขุนพลฉลูนักษัตรแม้จะยิ่งใหญ่แต่ก็ใช่จะอันตรายต่อผู้ด้อยฝีมือไม่ ด่านเริ่มต้นคือประลองฝีมือธนูคัดเลือกเพียงสองคนเข้าไปต่อสู้ประลองอาวุธกันถ้าฝีมือธนูไม่เป็หนึ่งในสองลำดับต้น ก็ถูกคัดออกแล้ว พระเ้าค่ะ”
การประลองชิงตำแหน่งาาสิบสองนักษัตรจาก๑๒ เมือง เริ่มรอบแรกโดยการประลองวิชาธนูและจะคัดเลือกผู้ที่มีฝีมือยิงธนูระดับสูงเข้าไปประลองอาวุธในด่านถัดไปดังนั้นการประลองคัดเลือกตัวแทนของเมืองปตานีจึงเลียนการทดสอบทักษะฝีมือแบบเดียวกันและเน้นวิชาฝีมือยิงธนูเป็อันดับแรกแต่คัดเพียง ๒ คนลำดับต้นเข้าไปประลองในด่านต่อไป เพราะหากไม่มีฝีมือธนูเป็สองอันดับแรกของนครปตานีความหวังที่จะเป็หนึ่งในผู้ผ่านด่านทดสอบธนูของการประลอง ๑๒ เมืองคงยากเต็มที
“ท่านพูดเหมือนการแข่งขันยิงธนูไม่มีอันตรายใด..เท่าที่เรารู้ผู้เข้าแข่งขันต้องยิงธนูให้ตรงเป้าหมายใกล้เชิงเทิน ๑๒ เป้าในขณะที่มีพลแม่นธนู ๑๒ คนรุมยิงเข้าใส่ตัวผู้เข้าแข่งขันต่อให้สวมเกราะหนังหรือหน้ากากหวายแต่ก็ใช่จะมิดชิดรูร่องรอยช่องโหว่ก็มีเต็มตัวไปหมด หลายสิบปีก่อนก็เคยเกิดกรณียิงเข้าเบ้าตามาแล้วนี่ท่านเสียสติไปแล้วหรือ ตัวท่านเคยหัดจับธนูบ้างหรือไม่.. ถ้าไม่กลัวเจ็บก็กลัวอายเสียบ้าง อย่าลงไปให้คนเขาหัวเราะเยาะเลย”
จริงดังพระดำรัส.. ผู้เข้าแข่งขันยิงธนูจะได้ชุดผ้าไหมสีดำสวมรัดรูปคลุมทั้งร่างเหลือเพียงช่องตา ข้อดีของผ้าไหมคือเมื่อถูกธนูยิงปักใส่ ตัวผ้าไหมซึ่งมีความเหนียวยืดหยุ่นจะช่วยห่อรัดหัวลูกธนูไว้ทำให้หัวธนูไม่ปักลึกถึงอวัยวะภายใน และสามารถรวบดึงผ้าไหมพร้อมปลายธนูออกจากร่างได้ง่ายทำให้าแไม่ฉกรรจ์
ถัดออกมาอีกชั้นคือสวมชุดเกราะหนังอ่อนป้องกันร่างกายแต่ก็มีหลายจุดที่ปล่อยว่างเช่นใต้ซอกแขน ่ลำคอ และตามข้อพับ มีหน้ากากที่ร้อยดัดด้วยไม้หวายป้องกันส่วนศีรษะเปิดช่องตาและช่องหูไว้
จากชุดซึ่งสวมปิดบังใบหน้าและร่างกายทำให้พลแม่นธนูไม่อาจจำแนกได้ว่าผู้เข้าแข่งขันที่ก้าวออกมายังลานประลองในแต่ละรอบคือใครและไม่สามารถจะช่วยเหลือผู้ใดเป็พิเศษได้
เ้าทิพค่อนข้างแปลกใจที่องค์หญิงวิสาณีทรงรู้ถึงรูปแบบการประลองด่านธนูแต่ก็คะเนเอาว่าพระนางอาจทรงสอบถามจากพวกขุนทหารหลังทรงรู้ว่าตนจะเข้าประลองขุนพลฉลูนักษัตร
“พระราชธิดาอย่าได้ทรงกังวลพระทัยไปเลยชุดเกราะป้องกันแม้ไม่ครอบคลุมสมบูรณ์ แต่โอกาสที่จะโดนลูกธนูยิงใส่ในจุดอับต่างๆก็ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย.. ส่วนเื่ความอับอายที่จะเกิด เกล้ากระหม่อมไม่ได้ใส่ใจเท่ากับวาจาที่ประกาศเข้าร่วมพิธีประลองกลางท้องพระโรงเมื่อเช้านี้พระเ้าค่ะ”
“นี่ท่าน.. จะไม่ฟังเราเลยหรือ.. จะให้เราต้องทำเช่นไรจึงจะให้ท่านยอมล้มเลิกความตั้งใจเอาตัวเข้าเสี่ยงภัย..ทั้งที่รู้ว่าตัวท่านจะไม่ได้อะไรเลยจากการประลองในครั้งนี้”
พระนางทรงรำพันด้วยอัดอั้นพระทัยต่อความดื้อรั้นของเ้าทิพทั้งห่วงทั้งเคือง ทรงไม่เข้าพระทัยว่าอะไรทำให้ชายที่พระนางทรงรู้จักมากว่าสิบปีตัดสินใจเข้าร่วมประลองอาวุธในครั้งนี้
--------------------------------------------------