สวนดอกไม้เทพธิดาในฤดูใบไม้ผลิเปรียบดั่งสรวงสวรรค์บนพื้นดินดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งทั่วอากาศ ลมเย็นพัดเอื่อย ๆพัดปลิวกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยลงมากระทบกับใบไม้เขียวชอุ่มบรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนอย่างยิ่ง
ฮวาเสี่ยวซีนำบุตรชายเดินเล่นในสวนอย่างรื่นรมย์ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสุขเมื่อนั่งดูลูกน้อยวิ่งเล่นไล่จับดอกไม้ท่ามกลางดอกไม้เบ่งบานนั้น หยวนอ๋องปรากฏตัวอย่างสุภาพ มีอาการเคารพเต็มที่เขาเดินเข้ามาอย่างสง่างาม ใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนสะท้อนความจริงใจ
“พระชายา…เป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้พบท่านที่นี่ในสวนดอกไม้เทพธิดา”หยวนอ๋องกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ฮวาเสี่ยวซีทรงถือความสุภาพในตัวเขาและตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่มีระยะห่าง “หยวนอ๋องเจ้าเยี่ยมย่างมาหาอย่างไม่คาดฝันท่านช่างมีความคิดละเอียดอ่อนจริงๆ ข้าน้อมรับด้วยความเคารพ”
หยวนอ๋องค้อมศีรษะเล็กน้อย แล้วยิ้มอย่างจริงใจ“ข้าหวังว่าได้มีโอกาสสนทนาเพื่อเรียนรู้พระชายาให้ดียิ่งขึ้น หากท่านไม่รังเกียจ”
ฮวาเสี่ยวซีหันไปดูบุตรชายที่กำลังเล่นอย่างร่าเริงก่อนตอบ“แน่นอน หากท่านมีใจจริงและเคารพข้าพร้อมบุตรชายของข้า ข้ายินดี”
ทั้งสองเริ่มพูดคุยเรื่องราวทั่วไปบรรยากาศเต็มไปด้วยความสุภาพและเกรงใจหยวนอ๋องเล่าว่ามีความสนใจในศิลปะดอกไม้และธรรมชาติส่วนฮวาเสี่ยวซีก็แบ่งปันเรื่องราวของครอบครัวอย่างละมุนละไม
แต่เบื้องหลังความสงบนี้อี้หานเฟิงและอี้เฟยหลงได้รับรายงานว่ามีบุรุษแปลกหน้ามาใกล้ชิดฮวาเสี่ยวซีทั้งสองไม่อาจทนอยู่เฉย จึงรีบละทิ้งงาน ขี่ม้าด้วยความเร็วออกตามหา
พวกเขาเข้าใกล้สวนดอกไม้ได้ยินเสียงพูดคุยจึงหยุดม้าท่าทางหึงหวงแสดงออกแต่ไม่ตำหนิภรรยาแต่อย่างใด อี้หานเฟิงกระซิบกับเฟยหลง“ต้องดูแลนางและลูกให้ดีที่สุด ห้ามปล่อยให้คนอื่นมาใกล้ชิดนานเกินไป”
เฟยหลงพยักหน้าและตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ข้าไม่ปล่อยให้ใครมาแทรกกลางแน่”
หยวนอ๋องเมื่อเห็นสองสามีขี่ม้ามาก็ทราบสถานการณ์ จึงรีบก้มหัวค้อมตัวกล่าว “ขออภัยท่านทั้งสองหากข้ามารบกวนเวลาพระชายา กระหม่อมขอตัวกลับก่อน”
อี้หานเฟิงและอี้เฟยหลงส่งสายตาที่จับจ้องแต่ไม่แสดงท่าทีรุนแรงเพียงแค่เตือนเป็นนัยถึงความไม่พอใจ หยวนอ๋องจึงถอยไปอย่างเนียนๆ
ขณะที่หยวนอ๋องถอนตัวออกไปจากสวนมีชายปริศนาคนหนึ่งแอบยืนดูอยู่ในเงามืด ดวงตาของเขาแฝงความวิปริต มีประกายอำมหิตใบหน้าคมชัด ภายใต้หมวกปิดบังคือ ‘ไป่หลิง’ จอมวิปริตแห่งยุทธภพผู้มีวิทยายุทธ์เก่งกาจและจิตใจมืดมน ก็แอบซุ่มมองสถานการณ์อยู่ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังร่างระหงของฮวาเสี่ยวซีไม่วางแววตาของเขาฉายความปรารถนาแรงกล้าราวกับเสือที่จ้องจะตะครุบเหยื่อยิ่งเห็นรอยยิ้มหวานๆ ของนางที่ส่งให้หยวนอ๋องแม้จะเป็นรอยยิ้มแบบรักษามารยาทก็ตาม ไฟในอกของไป่หลิงก็ยิ่งลุกโชนเขาเริ่มคิดหาวิธีที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับแม่นางน้อยผู้นี้บ้าง
กลับมาที่สวนดอกไม้ฮวาเสี่ยวซีพร้อมสองสามีและบุตรชายพากันเดินทอดน่องในสวนดอกไม้รอบกายดูสดใสขึ้นเมื่อได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวบรรยากาศเต็มไปด้วยความรักและความผูกพัน
อี้หานเฟิงจับมือฮวาเสี่ยวซีเบา ๆพลางพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “แม้พวกเราจะรักและหวงแหนเจ้ามาก แต่ข้าก็ไว้ใจเจ้าไม่ตำหนิเจ้าแม้แต่น้อย”
อี้เฟยหลงเสริมด้วยรอยยิ้ม“เราเดินไปด้วยกันในเส้นทางนี้ และเราจะปกป้องครอบครัวของเราเสมอ”
ฮวาเสี่ยวซีมองหน้าสามีทั้งสองด้วยความอบอุ่นใจเธอรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในรักของพวกเขา
กลับมาที่สวนดอกไม้เทพธิดา ท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆที่ลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ ฮวาเสี่ยวซีและสองสามี อี้หานเฟิงและอี้เฟยหลง พาอ้วนน้อยเดินทอดน่องช้าๆ ไปตามทางเดินปูหินที่โอบล้อมด้วยดอกไม้หลากสีสันสายลมเย็นพัดพากลิ่นหอมของกลีบดอกไม้ลอยมากระทบจมูกท่ามกลางความสดชื่นของธรรมชาติและความสงบของสวนทั้งสี่คนต่างรู้สึกอบอุ่นใจจนแทบจะลืมทุกความวุ่นวายภายนอก
อี้หานเฟิงกุมมือฮวาเสี่ยวซีอย่างอ่อนโยนดวงตาของเขาเปี่ยมด้วยความรักและความเอาใจใส่ส่วนอี้เฟยหลงนั้นเดินเคียงข้างพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภูมิใจในครอบครัวที่เขาร่วมสร้างขึ้นมาเจ้าอ้วนน้อยวิ่งเล่นไปตามทางโดยมีดอกไม้หลากสีผลัดกันโบกสะบัดให้พวกเขาอย่างเป็นมิตร
ฮวาเสี่ยวซีโน้มตัวลงหยิบดอกลิลลี่สีขาวมาประดับผมให้บุตรชายดวงหน้าของเจ้าตัวอ้วนน้อยแดงระเรื่อด้วยความเขินอายและตื่นเต้นที่ได้รับความเอาใจใส่เช่นนี้
อี้เฟยหลงหัวเราะเบา ๆ และลูบหัวบุตรชาย “ช้า ๆอย่าให้แมลงหนีไปหมดเสียก่อน”
อี้หานเฟิงหันไปพูดกับฮวาเสี่ยวซีด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“วันนี้ดีจริง ๆ ที่เราได้มาใช้เวลาร่วมกันแบบนี้ท่ามกลางความสงบและความงดงามของธรรมชาติ”
ฮวาเสี่ยวซีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ใช่…บางครั้งเราก็ต้องถอยออกมาจากความวุ่นวาย เพื่อเติมเต็มใจให้เต็มอีกครั้ง”
หลังจากเดินชมดอกไม้ไปได้สักพักทั้งสี่คนก็มาถึงลานน้ำพุที่มีรูปปั้นเทพธิดากวนอิมประดับประดาอยู่กลางสวนน้ำพุพุ่งขึ้นสูงเป็นสายใสสะอาด เสียงน้ำกระทบลั่นเบา ๆสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสงบเงียบอย่างยิ่ง
ฮวาเสี่ยวซีพาลูกชายไปนั่งบนม้านั่งหินข้างน้ำพุพร้อมทั้งหยิบผลไม้สดและขนมหวานที่เตรียมมาให้เด็ก ๆ ทานระหว่างพักผ่อน เจ้าอ้วนน้อยจับผลไม้เข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
อี้เฟยหลงนั่งลงเคียงข้างฮวาเสี่ยวซีและเจ้าอ้วนน้อยเขาจับมือฮวาเสี่ยวซีแน่นก่อนจะกล่าวเบา ๆ “ขอบคุณเจ้าที่ทำให้พวกเรามีวันนี้…มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ”
ฮวาเสี่ยวซียิ้มตอบ “พวกเราเดินมาด้วยกัน…ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
อี้หานเฟิงวางมือไว้บนไหล่ของทั้งสองคนแล้วมองลูกชายอย่างอ่อนโยน “โตขึ้นเราจะพาพวกเจ้ามาเที่ยวที่นี่อีก บ่อย ๆ”
หลังจากพักผ่อนเสร็จทั้งครอบครัวเดินต่อไปยังสะพานไม้โค้งเล็ก ๆ ที่ทอดข้ามลำธารใสสายน้ำเย็นไหลรินผ่านก้อนหินเรียงรายเสียงน้ำซัดกระทบหินเป็นจังหวะเพลงธรรมชาติที่งดงาม
อ้วนน้อยพยายามโยนก้อนหินเล็ก ๆ ลงในน้ำพลางหัวเราะคิกคักเมื่อน้ำกระจายเป็นวงกว้าง เจ้าตัวร้ายยังคงสนุกสนานกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่สดใส
อี้เฟยหลงสอนลูกชาย “ยิงลูกศรให้ตรงเป้าหมายแล้วลูกจะรู้ว่าความตั้งใจสำคัญแค่ไหน”
ฮวาเสี่ยวซีมองภาพครอบครัวพร้อมกันด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยม“ขอให้พวกเราผูกพันกันเช่นนี้ตลอดไป ไม่ว่าจะผ่านอะไรมาก็ตาม”
ขณะนั้น แสงแดดอ่อน ๆ ค่อย ๆ ลับขอบฟ้าท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มทองความสงบของสวนดอกไม้เทพธิดากลายเป็นภาพจำที่อบอุ่นและล้ำค่าที่สุดในใจของทุกคนเป็นวันที่พวกเขาได้เติมเต็มความรัก และเก็บความสุขเอาไว้ในหัวใจ...เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตในวันข้างหน้า
ใต้ร่มไม้ใหญ่ ท่ามกลางสายลมอ่อน ๆและกลิ่นหอมของดอกไม้ พวกเขากันเดินทางกลับจวนด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเต็มเปี่ยมแสงดาวเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหมือนเป็นสักขีพยานของความรักที่มั่นคงและอบอุ่นในวันนี้...
ในขณะเดียวกันฮ่องเต้ได้รับรายงานจากสายลับเกี่ยวกับเรื่องหยวนอ๋องกับลูกชายคนที่สี่ของตนเองที่แอบติดต่อกันอย่างลับๆ ข่าวนี้สร้างความไม่พอใจในพระองค์แต่พระองค์ยังต้องเก็บความสงบไว้
“ต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหากมีความเคลื่อนไหวต้องรายงานให้ข้าทราบทันที” พระองค์ตรัสเสียงหนักแน่น
หน้าจวนชินอ๋อง แสงแดดยามเย็นคล้อยอ่อนลงเรื่อยๆ เงาเรือนอันโอ่อ่ายาวเหยียดทอดผ่านลานหินเรียบเฉียบพ่อบ้านใหญ่ในอาภรณ์ผ้าไหมสีเข้มยืนประสานมืออยู่หน้าประตูหางตาเหลือบเห็นขบวนรถม้าทั้งสามเคลื่อนมาหยุดตรงหน้าก็รีบสาวเท้าก้าวออกมาต้อนรับทันที
“ชินอ๋อง จิ้นอ๋อง พระชายา และคุณชาย พระองค์เสด็จกลับมาแล้ว”พ่อบ้านโค้งคำนับพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมใบหน้าทว่าฉายแววกังวลอย่างมิอาจปิดบังได้
อี้หานเฟิงเพียงพยักหน้าแต่แววตาเขาเคร่งขรึมเมื่อสังเกตเห็นท่าทางของพ่อบ้าน “มีเรื่องด่วนหรือ?”
พ่อบ้านใหญ่ก้มศีรษะอีกครั้งก่อนรายงานเสียงเรียบ “ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงมา รออยู่ที่ห้องโถงขอรับพาสหายหนึ่งท่านมาด้วย บอกว่ามีธุระสำคัญจะเข้าเฝ้าท่านอ๋องทั้งสองโดยเฉพาะ”
“สหายหรือ?” อี้เฟยหลงเลิกคิ้วหรี่ตา