บทที่ 3-1 ขายถั่งเช่า
หวังหลินข่ายนำรถเข็นมาใส่กวาง ไก่ป่า และตะกร้าถั่งเช่าที่ล้างทำความสะอาดแล้วเพื่อนำเข้าไปขายในตำบลโดยหวังิเยว่เลือกที่จะขายถั่งเช่าแบบสด เพราะนางไม่มีความรู้ทางด้านสมุนไพรกลัวว่าถ้านำไปตากจนแห้งมากเกินไป อาจทำให้เสียสรรพคุณทางยาได้ให้ผู้เชี่ยวชาญเป็คนจัดการจะดีกว่า
‘แต่ที่สำคัญที่สุดคือ หนูรีบ หนูร้อนเงินค่ะ!!!’
จากนั้นทั้งสี่คนเดินเท้าเข้าไปในตำบล หวังหลินข่ายเป็คนลากรถเข็นและคอยถามบุตรสาวอยู่ตลอดว่าเหนื่อยหรือไม่ ถ้าเหนื่อยให้ขึ้นไปบนนั่งบนรถเข็น ตนเองและหวังหนิงเฉิงจะช่วยกันลากรถให้นางนั่งหวังิเยว่รีบปฏิเสธทันที เพราะนาง้าเดินออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพวกนางใช้เวลาเดินทางประมาณสองเค่อจึงถึงจุดหมาย หวังหลินข่ายแยกตัวไปขายสัตว์กับบุตรชายคนรองส่วนหวังิเยว่ไปขายสมุนไพรกับหวังหนิงเฉิง
(*หนึ่งเค่อเท่ากับสิบห้านาที, ครึ่งชั่วยามเท่ากับหนึ่งชั่วโมง,หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมง*)
“เมื่อพวกเ้าเสร็จธุระแล้ว มาเจอพ่อที่นี่”หวังหลินข่ายเอ่ยบอกลูก
“เ้าค่ะท่านพ่อ / ขอรับท่านพ่อ”
“เย่วเอ๋อร์ ถ้าขายถั่งเช่าไม่ได้ก็มิเป็ไรไม่ต้องเสียใจนะลูก วันนี้พ่อนำกวางไปขายน่าจะได้เงินมากอยู่ พ่อจะซื้อขนมให้ลูก ๆกิน” หวังหลินข่ายบอกกับบุตรสาว
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ”
‘ใครจะขายได้มากกว่ากันแน่ท่านพ่อข้าจะทำให้ท่านใจนอ้าปากหวอเลย ผู้หญิงศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดซะอย่าง ฮาฮา’
หวังิเยว่มองดูความคึกคักของผู้คนในย่านตลาดจากนั้นเมื่อนางเดินผ่านหน้าแผงร้านซาลาเปา จึงเอ่ยร้องถามเ้าของร้านว่า
“ท่านน้าเ้าคะ ข้ารบกวนถามท่านว่า ถ้าจะซื้อขายสมุนไพรควรไปที่ร้านใดดีเ้าคะ”
“ไปร้านขายยาของเถ้าแก่กัว ร้านใหญ่ตรงหัวมุมนั้นได้เลยราคายุติธรรม เถ้าแก่กัวใจดีจ้ะ”
“ขอบคุณมากเ้าค่ะท่านน้า ขอให้ขายดีนะเ้าคะ”
“ขอบใจจ้ะแม่หนู”
หวังิเยว่และหวังหนิงเฉิงเดินไปที่ร้านสมุนไพรของเถ้าแก่กัวทั้งคู่เห็นชายชรานั่งอยู่ในร้าน เมื่อชายชราหันมาเห็นสองพี่น้องมิได้แสดงอาการรังเกียจใด ๆ ออกมา ทั้งที่เห็นว่าทั้งสองคนใส่ชุดเก่าและสีซีดมากชายชราที่เห็นว่าทั้งสองคนยังคงหยุดอยู่ที่หน้าร้านของตนมิได้เดินจากไปจึงร้องทักออกไปว่า
“พวกเ้าอยากได้สิ่งใดหรือ”
“ข้ามาขายสมุนไพรเ้าค่ะ” หวังิเยว่เอ่ยตอบคำถาม
“อืม สมุนไพรอะไรล่ะ”
“ถั่งเช่าเ้าค่ะ”
“ห๊ะ ถั่งเช่า!” เถ้าแก่กัวร้องเสียงดัง
“ไหน ขอข้าดูหน่อย”
“อยู่นี่เ้าค่ะ”
“ถั่งเช่า จริง ๆ ด้วย”เถ้าแก่กัวมองหน้าเด็กน้อยด้วยความแปลกใจว่า เหตุใดชาวบ้านธรรมดาถึงรู้จักถั่งเช่าได้เพราะถั่งเช่าเป็สมุนไพรหายากและไม่เป็ที่รู้จักแพร่หลายในชนบทเหมือนโสมและเห็ดหลินจือโดยที่หัวเมืองใหญ่จะขายถั่งเช่าได้ราคาดีมาก แต่เมื่อเห็นหวังิเยว่มีกิริยามารยาทดีพูดจาฉะฉาน จึงคิดว่าอาจจะเป็คนในตระกูลใหญ่ที่ตกยากก็เป็ได้
“เถ้าแก่จะรับซื้อถั่งเช่ารึไม่เ้าคะ” หวังิเยว่เอ่ยถาม
“ซื้อ ข้าซื้อทั้งหมด”
“เถ้าแก่ รับซื้อในราคาเท่าใดเ้าคะ”
“สภาพสมบูรณ์ดี ข้าให้จินละหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง”
“หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง!!!” หวังหนิงเฉิงเอ่ยเสียงดังด้วยความใ
(*หนึ่งตำลึง เท่ากับ หนึ่งร้อยอีแปะ*)
“ตกลงเ้าค่ะ ข้าขายในราคาจินละ หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง”หวังิเยว่เป็ผู้ตอบตกลง
เถ้าแก่กัวร้องเรียกคนงานในร้านของตน ให้นำถั่งเช่าไปชั่งน้ำหนักแล้วหันหน้ากลับมาถามหวังิเยว่และพี่ชายว่า
“พวกเ้ายังมีถั่งเช่าอีกหรือไม่ ข้าคือเถ้าแก่กัวถ้าเ้ามีถั่งเช่ารึว่าสมุนไพรตัวอื่น สามารถนำมาขายให้ข้าได้ ข้าให้ราคาดีแน่นอน”
“ยัง...ม” หวังหนิงเฉิงยังไม่ทันกล่าวจบประโยค เป็หวังิเยว่ที่เอ่ยแทรกขึ้นมาว่า
“ยังมี แต่ไม่มากเ้าค่ะพวกข้าจะลองเข้าไปหาในป่าลึกกว่านี้ ซึ่งมันค่อนข้างอันตรายเ้าค่ะ”
“ได้ ขอจะรอพวกเ้า ข้าขอเข้าไปเอาเงินให้พวกเ้าก่อน”
“ขอบคุณเ้าค่ะเถ้าแก่กัว”
เมื่อเถ้าแก่กัวเดินเข้าไปหลังร้าน หวังิเยว่จึงเอ่ยกับพี่ชายว่า
“พี่ใหญ่เ้าคะ ท่านต้องจำไว้ว่า อย่าให้ใครรู้ว่า พวกเรายังมีถั่งเช่าอยู่และพวกเราเก็บจากที่ใด มิเช่นนั้นจะมีคนแย่งไปเก็บหมดเ้าค่ะ”
“ได้น้องสาม พี่ใหญ่เข้าใจแล้ว”หวังหนิงเฉิงพยักหน้าตอบรับคำของน้องสาว
เถ้าแก่กัวเดินออกมาพร้อมกับตั๋วเงินในมือ แล้วเอ่ยกับทั้งสองคนว่า
“ถั่งเช่าทั้งหมดราคาสองร้อยสี่สิบตำลึงนี่คือตั๋วเงินสองร้อยตำลึง และเงินอีกสี่สิบตำลึง พวกเ้าเก็บไว้ให้ดี ๆ ล่ะ”
หวังิเยว่เอื้อมมือไปรับเงินเก็บเงินสี่สิบตำลึงไว้ที่ตนเอง แล้วส่งตั๋วเงินสองร้อยตำลึงให้กับพี่ชาย หวังหนิงเฉิงที่ยังคงใอยู่เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“น้องสามเงินตั้งมากมาย พี่ไม่กล้าเก็บหรอก”
“แล้วพี่ใหญ่จะให้เด็กอย่างข้าเป็คนเก็บรึเ้าคะ” หวังิเยว่มองค้อนพี่ใหญ่ของตน
“เอ่อ...ได้ พี่จะเก็บเงินเอง” หวังหนิงเฉิงเอื้อมมือที่สั่นของตนเองไปรับตั๋วเงินจากมือน้องสาว
หวังิเยว่หันไปส่งรอยยิ้มขอบคุณให้กับเถ้าแก่กัว
“ขอบคุณเ้าค่ะเถ้าแก่ พวกเราสองคนขอลาเ้าค่ะ”
“ขอให้โชคดี”
จากนั้นสองพี่น้องจึงเดินไปยังจุดที่ได้นัดหมายกับบิดาไว้ผ่านไปสักพักหวังหลินข่ายและหวังหนิงเทียนเดินเข้ามาสมทบ
“วันนี้ท่านพ่อขายสัตว์ป่าได้เงินมาตั้งสี่ตำลึงยี่สิบอีแปะ” หวังหนิงเทียนร้องบอกด้วยความดีใจ ส่วนหวังหนิงเฉิงได้แต่ยืนอมยิ้มมองหน้าบิดาและน้องชาย
“เยว่เอ๋อร์ ขายสมุนไพรได้ใช่รึไม่ พ่อเห็นตะกร้าว่างเปล่า”หวังหลินข่ายเอ่ยถามบุตรสาว หวังิเยว่ได้ส่งยิ้มไปให้ผู้เป็บิดา
‘รับรองว่าท่านพ่อและพี่รองจะต้องอ้าปากหวอให้ยุงบินเข้าไปแน่ ถ้ารู้ว่าข้าได้เงินมาเท่าใด’
“ลูกขายถั่งเช่าได้เงิน สองร้อยสี่สิบตำลึงเ้าค่ะ”
“หา / อะไรนะ!” เสียงของหวังหลินข่ายและหวังหนิงเทียนสองพ่อลูกะโออกมาพร้อมกันแล้วอ้าปากหวอเหมือนกัน เพียงแต่ไม่มียุงบินเข้าไป
“น้องสามได้เงินมาสองร้อยสี่สิบตำลึงจริง ๆ ขอรับตอนนี้ในตัวลูกมีตั๋วเงินอยู่สองร้อยตำลึง ขาของลูกสั่นมากขอรับท่านพ่อ”หวังหนิงเฉิงเอ่ยบอกบิดา
“เฉิงเอ๋อร์เก็บไว้ให้ดี อย่าได้นำออกมาในตอนนี้” หวังหลินข่ายกำชับบุตรชายคนโตส่วนหวังหนิงเฉิงพยักหน้าตอบรับคำของบิดา แต่ขาของเขายังมีอาการสั่นอยู่
“ท่านพ่อตอนนี้เรามีเงินแล้วพวกเราไปหาซื้อของเข้าบ้านกันเถอะ ลูกอยากได้ของหลายอย่างเ้าค่ะ” เมื่อได้ยินคำพูดของหวังิเยว่ทั้งสามคนได้แต่ทำตาปริบ ๆ มองเด็กหญิง
หวังิเยว่และคนทั้งสามเดินไปยังร้านขายของ นางซื้อข้าวสารเกลือ น้ำตาล กระเทียม พริกไทย แป้ง และเครื่องปรุงต่าง ๆ จำนวนมากในราคาสองตำลึงสี่สิบอีแปะ จากนั้นจึงตรงไปยังร้านผ้า หวังิเยว่ขอซื้อผ้าเนื้อดีห้าพับและผ้าห่มเจ็ดผืนสำหรับทุกคนในครอบครัว ทดแทนผืนเก่าที่มีแต่รอยปะชุน