หลังจากพวกชายชุดดำหนีไปทั้งสามคนก็รีบเดินทาง อีกไกลกว่าจะถึงตัวเมืองพวกเขาพักเอาแรง่ใกล้เช้านิดหน่อย ฟงอี้เฉินก่อกองไฟเล็กๆ ไว้ตรงหน้า หวังซูลี่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างกองไฟพลางเหลือบมองฟงอี้เฉินที่เหนื่อยจนเผลอหลับไป บรรยากาศตอนนี้ประหลาดเกินไปจริงๆ
“ทำไมข้าถึงละสายตาจากชายคนนี้ไม่ได้เสียที”
หวังซูลี่ได้แต่มองฟงอิ้เฉินอยู่อย่างนั้นจนเช้ากองไฟเริ่มอ่อนลง ฟ้าเริ่มสว่าง ฟงอี้เฉินค่อยลืมตาขึ้นใบหน้าแรกที่เห็นคือหวังซูลี่ ในยามเช้าขนาดนี้ใบหน้านั้นก็ยังดูผุดผ่องแจ่มใสดูแล้วไม่ค่อยเหมือนผู้ชายเขาค่อยๆเลื่อนสายตาลงมาเรื่อยๆ
“ถ้าเป็ผู้ชายล่ะก็....มันต้อง....ชูชันในยามเช้า”
เขาส่ายหัวไปมา และรีบหันหน้าหนี
“คิดบ้าอะไรของเ้าเนี้ยฟงอิ้เฉิน”
ทั้งหวังซูลี่และหวังชุนเหม่ยต่างมองท่าทางประหลาดของเขาด้วยความสงสัย
“ทำอะไรของเ้าน่ะ ลู่ิ?”
“อย่าได้ใส่ใจเลย ออกเดินทางกันเถอะ”
ฟงอี้เฉินรีบพูดปัดและเร่งให้ทั้งสองคนออกเดินทาง
เมืองชิงเหอในยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเสียงพ่อค้าเร่ร้องขายของดังระงมไปทั่วถนน ผักผลไม้และอาหารสดวางขายอยู่เต็มไปหมดทำให้ทั้งสามคำเริ่มหิว
“หาอะไรกินรองท้องกันก่อนเถอะ”
ฟงอี้เฉินเดินไปที่ร้านขายหมั่นโถวเหมือนเขาคุยบางอย่างกับคนขายอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับหมั่นโถวสามก้อน
“เ้าคุยอะไรกับพ่อค้างั้นหรือ?”
“ก็ถามทางไปบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เ้าว่านั่นแหละดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดนะ”
หวังซูลี่ทำหน้าเป็กังวลเล็กน้อยปากก็กัดหมั่นโถวไปและคิดไป ริมฝีปากสีชมพูที่ค่อยๆกัดก้อนหมั่นโถวนั้นมันดูอ่อนนุ่มเสียจนทำให้ฟงอี้เฉินหยุดมองนางไม่ได้
“เ้าจะมองข้าอีกนานหรือไม่”
หวังซูลี่หันมาถามเสียงเรียบฟงอี้เฉินยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ข้าเพียงแต่สงสัย.....เหตุใดคุณชายท่านนี้ถึงหน้าตางดงามกว่าสตรีทั่วไปเสียอีก”
หวังซูลี่ชะงัก ก่อนรีบหันหนีใบหูเริ่มแดงขึ้นมาเล็กน้อย
“พูดจาเหลวไหล”
ฟงอวี้เฉินหัวเราะเบาๆก่อนเดินตามนางเข้าไปในโรงเตี๊ยมเก่าแห่งหนึ่ง
ที่นี่เป็สถานที่รวมตัวของพ่อค้าและนักเดินทางจากทั่วสารทิศข่าวลือมากมายมักเริ่มต้นจากที่นี่ ทั้งสองเลือกนั่งโต๊ะมุมในสุด ฟงอี้เฉินเรียกเ้าของโรงเตี๊ยมเข้ามาหา
“ข้า้าถามเื่หนึ่งท่านเคยได้ยินเื่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถชำระคำสาปหรือไม่”
เ้าของโรงเตี๊ยมที่กำลังถือถ้วยชาชะงักทันทีสายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“พวกท่านถามเื่นั้นทำไม”
ฟงอี้เฉินไม่ตอบตรงๆเขาหยิบเงินจำนวนหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะเ้าของโรงเตี๊ยมหันมองซ้ายขวา ก่อนลดเสียงลง
“ข้าเคยได้ยินเพียงข่าวลือว่ามีหุบเขาแห่งหนึ่งอยู่ทางเหนือเรียกว่า.…หุบเขาดื่มิญญา ได้ยินว่ามีบ่อน้ำโบราณซ่อนอยู่ที่นั่นมันสามารถชำระได้ทุกสิ่ง ไม่ว่าจะพิษ คำสาป หรือโรคร้าย”
“แล้วจะไปที่นั่นได้อย่างไร”
ฟงอี้เฉินถามขึ้น แต่ชายคนนั้นกลับเงียบไปก่อนหัวเราะแห้งๆ เขาลดเสียงลงอีก
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะไปที่นั่นได้อย่างไรแต่คนที่เคยไป…แทบไม่มีใครกลับมาได้อีกเลย”
บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงทันทีเ้าของโรงเตี๊ยมยังกล่าวต่ออีกว่า
“เพราะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับมีทั้งหมอกพิษ ภูตผี และสัตว์ร้าย ว่ากันว่าคนที่เข้าไป…จะเริ่มมองเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น”
เ้าของโรงเตี๊ยมมองทั้งสามคนอีกครั้งก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าพวกท่านถามถึงที่นั่นทำไมแต่ข้าคิดว่ามันเป็สถานที่ที่ไม่ควรไปเป็อย่างยิ่ง”
ฟงอี้เฉินหันไปมองหวังซูลี่ในขณะที่หวังชุนเหม่ยจับแขนหวังซูลี่แน่นด้วยความกลัว
พวกเขาตัดสินใจพักที่ชิงเหอหนึ่งคืนเพื่อเตรียมเสบียงอาหารและของใช้สำหรับเดินทางต่อฟงอี้เฉินที่ไม่สามารถหลับได้อย่างสนิทใจเพราะยังเป็กังวลเื่ชายชุดดำที่ตามมาอยู่จึงได้แง้มหน้าตาไว้นิดหน่อยเพื่อคอยเฝ้ายาม
เขาเห็นชายคนหนึ่งใส่ชุดดำทำตัวมีพิรุธอยู่หน้าโรงเตี๊ยมเขาแหงนหน้าขึ้นมามองที่ห้องที่หวังซูลี่กับหวังชุนเหม่ยอยู่เขาส่งใส่จึงได้กระโจนลงไป
หวังซูลี่ที่นอนไม่หลับเพราะคิดถึงแต่เื่หุบเขาที่แสนอันตรายนั่นได้ยินเสียงกุกกักจึงได้เปิดหน้าต่างออกมองนางเห็นฟงอี้เฉินกำลังะโลงจากหน้าต่างออกไป ด้วยความไม่ทันคิด นางจึงวิ่งตามไปแต่พอลงไปถึงด้านล่างก็ไม่เห็นฟงอี้เฉินเสียแล้ว นางเริ่มกลัวและหันซ้ายหันขวา
อยู่ๆก็มีมือที่ใหญ่และหยาบกร้านมาปิดปากไว้นางพยามยามดิ้นเพื่อหนี
“เงียบไว้ ตอนนี้พวกมันยังไม่รู้ตัว”
ฟงอี้เฉียนกระซิบข้างหูหวังซูลี่เบาๆ เขาคว้ามือนางโดยไม่ทันคิด
“ไปเถอะข้าอยากรู้ว่าชายคนนั้นเป็ใคร”
หญิงสาวชะงักเล็กน้อยเมื่อถูกจับมือ แต่ก่อนจะทันได้พูดอะไรเขาก็พานางวิ่งออกทางหลังโรงเตี๊ยมแล้ว พอเข้าไปถึงป่าด้านหลังโรงเตี้ยมชายคนนั้นก็หายไป หวังซูลี่จึงก้มมองมือของเขาที่ยังจับมือนางไว้อยู่ ฟงอี้เฉินเพิ่งรู้ตัวจึงรีบปล่อยทันที
“ขะ...ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“อืม.....”
นางตอบสั้นๆ แต่ใบหูใต้เส้นผมกลับแดงจางๆโดยไม่รู้ตัวเมื่อครู่เขารีบจึงไม่ทันได้สังเกต มือที่นุ่มราวกับมือผู้หญิงนั้นมันทำให้เขายิ่งสงสัย ทันใดนั้นลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านป่าลึก ฟงอี้เฉินพลันขมวดคิ้ว
“มีบางอย่างกำลังมา”
เสียงฝีเท้าหนักๆดังขึ้นจากความมืด จากนั้นเงาร่างคนผู้หนึ่งก็ค่อยๆเดินออกมาจากใต้ต้นไม้ใหญ่ ชายชราสวมชุดคลุมสีดำขาดรุ่งริ่งผมขาวยาวยุ่งเหยิง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือดวงตาของเขา มันขาวขุ่นราวกับไม่ใช่ดวงตาชายชรายิ้มช้าๆ
“เ้าเป็ใคร?”
ฟงอี้เฉินะโถาม ชายคนนั้นได้แต่หัวเราะและพูดเื่ที่พวกเขาไม่เข้าใจ
“ชะตากรรมได้ถูกกำหนดขึ้นแล้วไม่ว่าอย่างไร พวกเ้าก็เลี่ยงไม่ได้”
ชายชราหัวเราะเสียงแหบก่อนจะเริ่มพูดอีกครั้ง
“ข้าเป็ใครอย่างนั้นรึ?.......ข้าคือคนที่รอดชีวิตจากหุบเขาดื่มิญญาและเป็คนเดียว...ที่รู้ทางไปที่นั่นยังไงล่ะ”
ทั้งสองใจนตาเบิกกว้างและรีบเดินเข้ามาใกล้ชายแก่คนนั้นทันที
“ถ้าท่านรู้ได้โปรดบอกพวกเราด้วยเถิด”
ชายแก่คนนั้นมองหน้าหวังซูลี่และยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหยิบป้ายหินแกะสลักในกระเป๋าออกมาให้
“นี่เป็หินแกะสลักที่ทำมาจากหินของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์มันจะส่องแสงบอกทางให้เ้า ตรงไปยังหุบเขากวงซาน หากหินส่องแสงขึ้นเมื่อใดแสดงว่าเ้าใกล้จะถึงมันแล้ว”
ทั้งสามคนแสดงความขอบคุณกับชายแก่คนนั้นแต่สิ่งที่ฟงอี้เฉินยังคงสงสัยอยู่นั่นก็คือ
“ขอถามท่านอย่างหนึ่งจะได้หรือไม่ท่านไปที่บ่อน้ำนั่น เพื่อล้างคำสาปอะไรอย่างนั้นหรือ”
ชายแก่ยืนอมยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบออกมาว่า
“ข้าคงไม่สามารถบอกเื่นั้นกับเ้าได้”
เขาหันไปมองหวังซูลี่และพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“คำสาปของใคร คนนั้นต้องแก้ไม่สามารถแก้คำสาปให้คนอื่นได้ จงระวังให้มาก อย่าหลงเชื่อใครและอย่าเชื่อสิ่งที่เห็น ใช้ความรู้สึก และสัญชาตญาณนั่นเป็ทางรอดเดียวของพวกเ้า”
ชายแก่พูดจบและเดินจากไปหวังซูลี่ยืนมองป้ายหินที่ชายแก่มอบให้และเก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างดี
หวังซูลี่คิดว่านางมีความจำเป็ต้องไปที่นั่นแต่เหตุใดลู่ิ ถึง้าไปที่นั่นด้วยเช่นกัน
“เ้ามีเหตุผลใดที่ต้องไปที่นั่นเ้าก็โดนคำสาปอย่างนั้นหรือ”
ฟงอี้เฉินนั่งทำท่าสบายใจราวกับไม่ได้มีความกังวลใดๆกับเื่นี้
“เปล่าเลย....ข้าก็แค่คิดว่ามันสนุกดีเท่านั้น”