เสียงไก่ขันในยามเช้าได้ปลุกให้ชาวบ้านรวมถึงตัวของเซี่ยเฉินให้ตื่นนอนและกิจวัตรในยามเช้าของเขาก็ไม่มีอะไรมากนอกจากฝึกเพลงหมัดมวยให้ร่างกายได้ตื่นตัวก่อนจะเดินไปอุ่นข้าวผักจากนั้นก็เดินไปให้อาหารไก่และอาบน้ำเซี่ยเฉินที่กินข้าวเช้าแล้วก็เตรียมตัวที่จะไปรดน้ำยังแปลงผักของตนก็ถูกเสียงเอะอะโวยวายดึงดูดความสนใจของตนเองและสาถานที่ที่เป็ต้นเสียงเอะอะโวยวายนั้นก็คือลานบ้านของผู้ใหญ่บ้านนั้นเองเซี่ยเฉินที่กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงอะไรขึ้นจึงรีบวิ่งไปดู
“ตาเฒ่าหวังเหลนของข้าจนป่านนี้ยังไม่กลับมาจากเก็บผักป่าเลยเ้าช่วยส่งคนไปดูให้ข้าที”เสียงหญิงชราหลังงุ้มผู้หนึ่งเอ่ยบอกกับผู้ใหญ่บ้านด้วยความสิ้นหวัง
“ใช่ลูกชายของฉันด้วย”และก็มีหญิงสาวอีกจำนวนสองสามคนพูดต่อๆกันมา
“อืมพวกเ้าวางใจเดี๋ยวข้าจะพาผู้ชายในหมู่บ้านออกไปตามหา”เสียงตาเฒ่าหวังพูดเซี่ยเฉินที่มาทันได้ยินแม่เฒ่าและหญิงสาวต่างคร่ำครวญถึงบุตรชายที่หายตัวไประหว่างขึ้นเขากันก็อดเป็ห่วงไม่ได้เพราะเขาและกังจือเพิ่งเจอหมีไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง
“ตาหวังงั้นผมจะไปด้วยครับ”ด้วยความเป็ห่วงเซี่ยเฉินจึงขันอาสาไปอีกแรง
“ขอบใจนะเสี่ยวเฉิน”เป็แม่เฒ่าหลินหญิงชราหลังงุ้มเอ่ยขอบคุณเขาจึงได้แต่ส่งยิ้มให้กับหญิงชราผู้นั้นเหล่าชายหนุ่มในหมู่บ้านต่างเตรียมอาวุธกันไปครบมือไม่ว่าจะมีดพร้า หรือเคียว
“ตาหวังอยู่ทางนี้เถอะครับ”เซี่ยเฉินพูดกับตาเฒ่าหวังที่เตรียมถือมีดนำหน้าเหล่าชายหนุ่มไปด้วย
“ได้อย่างไรตาเป็ถึงผู้ใหญ่บ้าน”ตาเฒ่าหวังพูดแต่เซี่ยเฉินที่เห็นว่าชายชราก็อายุมากแล้วจึงหว่านล้อมอย่างเต็มที
“ก็ได้”พอได้ฟังเซี่ยเฉินพูดว่าหากเจอเด็กๆแล้วได้รับาเ็ก็ต้องมีคนคอยพาไปส่งโรงพยาบาลทำให้ผู้เฒ่าหวังที่คิดตามก็พยักหน้ายอมคอยอยู่ที่บ้านชายหนุ่มจำนวนนับสิบพากันเดินขึ้นเขาไปด้วยความคุ้นชิน
“อาเฉินเ้าว่าเด็กซนพวกนั้นคงไม่ถูกหมีกินไปหรอกนะ”กังจือที่เป็หนึ่งในนั้นพอเห็นเขาก็วิ่งเข้ามาพูดคุยด้วยและเสียงที่พูดคุยก็ทำให้ชายหนุ่มที่ตามมาด้วยได้ยินกันถ้วนหน้าและสีหน้าของพวกเขาก็ล้วนซีดประหนึ่งไก่ต้มสุก
“ภาวนาให้เด็กพวกนั้นรอดดีที่สุด”เซี่ยเฉินพูดแล้วเดินนำเหล่าชาวบ้านผู้ชายไปตามทางอย่างระมัดระวังเดินไปไม่ไกลก็พบกับรอยเท้าเล็กๆสี่รอย
“เจอรอยเท้าของพวกเด็กๆแล้ว”ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เห็นรอยเท้าก็ใจชื้นขึ้นมา
สวบ สวบ สวบเป็เสียงฝีเท้าที่เดินผ่านพงหญ้าเหล่าชาวบ้านต่างก็กระชับมีดในมือด้วยใจที่เต้นระรัวและเมื่อสิ่งมีชีวิตโผล่มาจากพงหญ้าก็คือกระต่ายจึงทำให้หัวใจของชาวบ้านที่เต้นรัวก่อนหน้าผ่อนคลายลงมาเ้ากระต่ายที่ทำให้ใจึงถูกจับตัวไว้ในที่สุด
“เย็นนี้ก็มีกระต่ายตุ๋นกินแล้ว”เป็กังจือที่เอ่ยออกมาเซี่ยเฉินที่เห็นก็ส่ายหัวแล้วเดินนำเหล่าชาวบ้านต่อตามรอยเท้า
“รอยเท้าถูกแยกเป็สี่ทางเสี่ยวเฉินพวกเราจะทำอย่างไรต่อ”เสียงชายคนหนึ่งหันมาถามเขา
“งั้นเราก็แยกเป็สี่กลุ่มก็แล้วกัน”เซี่ยเฉินเอ่ยตอบพวกเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยและพากันจับคู่เดินแยกทางกันไปแต่เ้ากังจือยังคงอยู่กับเขา พวกเขาเดินตามรอยเท้าจนมาเจอเข้ากับถ้ำแห่งหนึ่ง
“ไม่เข้าไปได้ไหม”เ้ากังจือที่โตแต่ตัวพูดออกมา
“งั้นก็รออยู่หน้าถ้ำรอเจอเสือก็แล้วกัน”เซี่ยเฉินเอ่ยบอก ก่อนจะควานหาโทรศัพท์ออกมากดเปิดไฟฉายเดินเข้าไปในถ้ำกังจือที่มองซ้ายแลขวาก็ให้รู้สึกหวาดกลัวจึงรีบวิ่งตามเข้ามาด้วย
“คิดอีกทีตามนายเข้ามาดีกว่า”กังจือที่วิ่งเข้ามาพูดแบบนี้จนเซี่ยเฉินได้แต่กรอกตาให้กับอีกฝ่ายทั้งสองคนเดินเข้ามาจนถึงกลางถ้ำก็ไม่เห็นเงาร่างของสิ่งมีชีวิต จึงเดินเข้าลึกเข้าไปอีก
“เด็กคงไม่ได้อยู่ในนี้หรอก”เป็กังจือที่เอ่ยขึ้นมา
“อืม”เซี่ยเฉินเองก็เห็นด้วยจึงตัดสินใจที่จะเดินออกจากถ้ำพลันก็ได้ยินเสียงน้ำหยดลงมา
“กังจือ นายออกไปก่อน”เขาเอ่ยบอกกังจือพยักหน้ารับแล้วก็เดินออกจากถ้ำไป ส่วนเซี่ยเฉินที่ได้ยินเสียงน้ำหยดลงมาก็เดินเข้าไปยังที่เกิดเสียงนั้นเดินตามเสียงไปก็พบว่าถ้ำมีหินย้อยลงมามากมาย น้ำก็คงจะหยดลงมากระทบกับพื้นเซี่ยเฉินส่องไฟเข้าไปก็เห็นว่ามีต้นอ่อนของต้นไม้อยู่ใต้หินย้อยและดำลังได้รับน้ำที่หยดลงมาด้วยความที่เซี่ยเฉินสนใจพวกพันธ์ไม้จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ มองดูก็ไม่รู้ว่าเป็ต้นอะไรเซี่ยเฉินจึงถือวิสาสะขุดมันขึ้นมาด้วยความอยากรู้หากเอาไปปลูกที่บ้านเมื่อมันโตขึ้นก็คงรู้ได้ไม่ยาก
“อาเฉิน อาเฉินเจอพวกเด็กๆแล้ว”เสียงกังจือที่ะโจากหน้าปากถ้ำทำให้เซี่ยเฉินที่ประคองต้นไม้ออกมาได้ยินกับเสียงโวยวายทันทีเขาเดินออกมาก็เห็นว่ามีชาวบ้านและเด็กยืนรออย่างพร้อมหน้า
“เ้าเด็กพวกนี้ทำไมถึงเข้ามาในป่าลึกแบบนี้”เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถาม
“พวกเราพียงตามไก่ป่าเข้ามาครับ”เป็เด็กหนุ่มอายุสิบสองปีซึ่งโตสุดในบรรดาเด็กทั้งสามอย่างเหลนแม่เฒ่าหลินที่เป็คนเอ่ยตอบ
“ต่อไปจะทำอะไรก็คิดให้รอบคอบไม่ใช่นึกอยากจะทำก็ทำเลยยายรวมไปถึงพ่อแม่ของพวกแกนะเป็ห่วง”ชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยสั่งสอนทำให้บรรดาเด็กน้อยต่างก็คอตกหูตกกันไปหมด
“ในเมื่อเจอแล้วก็ควรกลับกันได้แล้ว”เซี่ยเฉินเอ่ยขึ้นมาเหล่าชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและก็พากันเดินลงจากูเาด้วยความระมัดระวัง
เมื่อลงจนมาถึงตัวหมู่บ้านผู้เฒ่าผู้แก่ต่างก็พากันโอบล้อมเข้ามาเพื่อดูว่าลูกหลานของตนเป็อะไรกันหรือไม่แต่ก็ไม่มีใครเป็อะไร
“เดี๋ยวเย็นนี้จะเอาเนื้อไปให้”เสียงกังจือเอ่ยในขณะที่เขาแยกออกมาจากกลุ่มแล้ว
“ขอบใจ”เพื่อนให้ของย่อมต้องรับไว้เขาต้องรีบพาเ้าต้นไม้นี้ไปปลูกเสียก่อนและพื้นที่ที่จะปลูกย่อมเป็หลังบ้านไม่ไกลจากแปลงผักที่ถูกยกร่องสักเท่าไร เซี่ยเฉินจัดการขุดหลุมและนำต้นไม้ใส่ลงไปจากนั้นก็ตักน้ำในถังรดลงไปพูดถึงรดน้ำเขายังไม่ได้ไปรดที่แปลงผักเลย แต่ช่างเถอะปลูกผักที่เหลือก่อนแล้วค่อยรดที่เดียวก็ได้
เซี่ยเฉินหยอดเมล็ดมะเขือเทสและผักบุ้งจนหมดก็ตักน้ำมารดเรียบร้อยแล้วก็แบกถังใส่น้ำไปรดยังแปลงผักใหญ่น้ำสองถังสามารถใช้รดได้เพียงครึ่งแปลงเท่านั้นเซี่ยเฉินจึงเดินไปตักน้ำมาเพิ่มอีกสองรอบก็เป็อันเสร็จงานจึงเดินกลับไปจัดการหุงข้าวรอกินเนื้อกระต่ายตุ๋นของกังจือดีกว่า
“ขอบใจมาก”เซี่ยเฉินเอ่ยบอกเมื่อได้รับเนื้อตุ๋นจากกังจือแล้วซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มและขอตัวกลับเพราะยังมีภรรยารอกินข้าวอยู่ที่บ้านเซี่ยเฉินเองก็ไม่รั้งไว้พร้อมทั้งปิดบ้านให้เรียบร้อยและมานั่งกินเนื้อตุ๋นอย่างสบายใจ
เช้าวันต่อมา
เซี่ยเฉินก็ทำกิจวัตรดังเดิมเมื่อได้ยินเสียงไก่ขันจะมีเพิ่มมาก็คือรดน้ำที่แปลงผักและต้นไม้ที่ถูกขุดมาจากในถ้ำตอนที่เซี่ยเฉินรดน้ำไปยังต้นไม้เซี่ยเฉินก็รู้สึกว่าต้นไม้สูงขึ้นมากคงเป็เพราะได้รับแสงแดดหรือไม่เขาอาจจะคิดไปเองรดน้ำแปลงผักในบ้านก็ต่อด้วยแปลงผักใหญ่โชคดีที่วันนี้อากาศดีและเงียบสงบจึงทำให้เซี่ยเฉินกลับมานั่งแกะไม้ต่อได้อย่างสบายใจแต่แล้วความสบายใจก็อยู่ได้ไม่นานเพราะตอนเย็นเขาต้องรดน้ำแปลงผักอีกรอบนึงก็พบว่าต้นไม้ที่ถูกขุดมาดูสูงถึงระดับเอวของเขาเสียอย่างนั้น
“ไม่จริงน่ะ”เซี่ยเฉินอุทานออกมาเล็กน้อยแล้วก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็วต้นไม้นี้ต้องมีความลับบางอย่างเป็แน่
ทุกวันเซี่ยเฉินจะจดบันทึกการเติบโตของต้นไม้ว่าวันนี้โตขึ้นเท่าไรแล้วและ่สามวันที่ผ่านมาก็โตจนเลยหลังคาบ้านของเขาไปเสียแล้วแถมใต้ต้นไม้ยังมีบ่อน้ำผุดขึ้นมาอีกต่างหาก เซี่ยเฉินได้แต่กลุ้มใจหากแต่บ่อน้ำที่ผุดออกมากลับมีรสชาติหวานเหมือนน้ำแร่แต่พอกินแล้วร่างกายสดชื่นเป็อย่างมากพอเป็แบบนั้นเซี่ยเฉินจึงเอาน้ำรดผักและผลไม้ของตน ปรากฏว่ามันทำให้ผักโตเร็วขึ้นแต่สิ่งที่มากกว่านั้นก็คือนอกจากต้นไม้แล้วชาวบ้านไม่เห็นบ่อน้ำแห่งนี้นั้นเอง