ความมืดในส่วนลึกของถ้ำหนาแน่นจนรู้สึกได้ถึงน้ำหนัก
หลินเย่หยุดอยู่ตรงตำแหน่งที่เท้าทั้งสองข้างจดจำไว้ ลมหายใจสั้นและช้า ทุกอย่างในร่างกายนิ่ง ยกเว้นจุดตันเถียนที่สั่นเบาๆ อย่างต่อเนื่อง
กลิ่นของไข่ลอยมาจากข้างหน้า อุ่นและซับซ้อน และใต้กลิ่นนั้นมีกลิ่นของสัตว์ร้ายหมอบอยู่ หนักและเย็น
ในความมืดที่ลึกที่สุด มีสิ่งเรืองแสงเบาสีขาวอมทอง เรียงกันเป็กลุ่มราวสิบก้อน แต่ละก้อนใหญ่กว่าหัวคน ผิวเรียบและโปร่งแสงเล็กน้อย ปราณที่ไหลออกมาจากไข่เ่าั้หนักและต่อเนื่อง
จุดตันเถียนของหลินเย่กระตุกขึ้นรุนแรงกว่าตอนที่เห็นแก่นอสูรบนฝ่ามือของกงหยางอวี้หลายเท่า
ปากแห้ง ลำคอตึง มีอะไรบางอย่างในร่างกายที่อยากเดินเข้าไปหาไข่เ่าั้มากกว่าจะถอยออกมา มันไม่สนใจเลยว่าอะไรขดอยู่รอบมัน
หลินเย่กัดด้านในกระพุ้งแก้มตัวเองจนรู้สึกถึงรสเืจางๆ ความอยากนั้นจึงถอยกลับลงไป
รอบไข่นั้นมีความมืดที่เคลื่อนไหว
ลำตัวหนาเท่าต้นสนใหญ่ ขดเป็วงล้อมไข่เอาไว้อย่างเป็ธรรมชาติ เกล็ดสีขาวอมเขียวสะท้อนแสงเรืองของไข่เป็ประกายจางในความมืด
หลินเย่ไม่เห็นดวงตาของมันจากตรงนี้ กลับรู้ทันทีว่ามันรู้แล้วว่าเขายืนอยู่
หัวของไป๋หมางยกขึ้นช้าๆ กว้างเท่าประตูเรือนสายรอง ลิ้นสองแฉกแลบออกมาลิ้มอากาศ เสียงที่เปล่งออกมาต่ำและช้าจนรู้สึกได้ผ่านฝ่าเท้า
ความคิดวิ่งเร็วในขณะที่ทุกอย่างในร่างกายยังยืนนิ่ง
กงหยางฮ่าวเคยว่าไว้ว่าไป๋หมางจะไม่จู่โจมผู้ที่ไม่ใช่ภัยต่อไข่โดยตรง ทว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าไม่ใช่สัตว์ที่จะปล่อยให้ใครยืนอยู่เฉยๆ ได้
มันกำลังประเมินเหยื่ออย่างเ็า
ฝ่ามือขวาของหลินเย่แตะยันต์ใบแรกที่แปะไว้บนผนัง เขาดึงปราณจากตันเถียน รับรู้ถึงความอุ่นที่เคลื่อนขึ้นมา แล้วผลักมันออกไปตามนิ้วสู่กระดาษ
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ยันต์ยังคงเย็นเฉียบ ไม่ตอบสนองกับปราณที่ส่งไปแม้แต่น้อย
ไป๋หมางเริ่มเลื้อยขยับ มันไม่ได้พุ่งอย่างสัตว์ที่หิวโหย มันเคลื่อนอย่างสิ่งที่รู้ว่าตัวเองเร็วกว่าสิ่งที่กำลังจะหนี
เขาออกวิ่งโดยไม่มีการตัดสินใจ ไม่มีการชั่งใจ มีเพียงฝีเท้าที่ปล่อยออกไปเต็มแรง
รอยขีดบนผนังวาบขึ้นในแสงจากมือขวา หนึ่ง ซ้าย สอง ตรง สาม ซ้าย
เสียงเกล็ดครูดหินดังขึ้นข้างหลัง ไม่ห่างเท่าที่ควรจะห่าง
ในขณะที่ขายังวิ่ง หัวของเขาไล่ย้อนกลับไปที่ยันต์ใบแรก
เขาผลักปราณออกไป
หลินตงเคยบอกไว้ั้แ่วันแรกที่สอน ลมปราณเคลื่อนด้วยเจตจำนง ไม่ใช่กำลัง ไม่ใช่การฝืน
มุมขวาอีกสิบก้าว รอยขีดอยู่บนผนังด้านซ้าย
เขาเลี้ยวโดยไม่ลดความเร็ว ไหล่ขวากระแทกผนังหิน ไม่หยุด
เพดานถ้ำต่ำลงมา ผนังสองด้านบีบเข้าหากัน มุมเลี้ยวแรกอยู่ตรงหน้า
ฝ่ามือซ้ายแตะยันต์ใบที่สอง
คราวนี้เขาไม่ผลัก เขาเปิดทางให้มัน แล้วดึงเข้าหาตัว
แสงสีส้มะเิออกจากผนัง
เสียงดังดุจฟ้าผ่าที่ถูกขังไว้ในกล่อง หินร่วงลงมาจากเพดานทั้งแผง แรงะเิดันร่างของหลินเย่ออกไปข้างหน้า เขาล้มกระแทกพื้นแล้วกลิ้งไปตามแรง ฝ่ามือและเข่าแฉะเืจากหินขรุขระ
เขาลุกขึ้นก่อนที่ความเจ็บจะทันเดินทางมาถึง
และตอนที่ลุกขึ้นนั้นเอง เขาจึงรู้ตัวว่ามือซ้ายยังกำอยู่
ก้อนน้ำตาลสี่เหลี่ยมเล็กก้อนนั้นยังอยู่ในกำปั้น ผิวมันเริ่มละลายจากไออุ่นและเืที่ปนอยู่บนฝ่ามือ
เขาไม่ทิ้งมัน
เสียงคำรามสั่นะเืไปทั้งถ้ำ กองหินถล่มลงมาปิดทางเดินด้านหลัง
ไป๋หมางชะงักฝีเลื้อยลงชั่วอึดใจหนึ่ง
หลินเย่วิ่งต่อในความมืดตามรอยที่จำไว้ในหัว ซ้าย ตรง ตรง ขวา
ร่างกายทำงานโดยไม่รอให้สมองสั่ง ราวกับกล้ามเนื้อจำเส้นทางได้เองหลังเดินผ่านมาแล้วเพียงหนึ่งครั้ง
ข้างหลังมีเสียงหินถล่มต่อเนื่อง มันไม่ได้หยุดไป๋หมาง เพียงยื้อเวลาให้เท่านั้น
แสงสีส้มจางปรากฏขึ้นข้างหน้า
"วิ่ง!"
หลินจ้าวไม่รอให้บอกซ้ำ หันตัวแล้วพุ่งออกไปข้างหน้าทันที คบเพลิงในมือสั่น ไม่ดับ แสงนั้นเป็จุดสีส้มที่นำทางไปข้างหน้า ความมืดสองข้างของแสงผ่านไปเป็กำแพงทึบ
เสียงหินะเิอีกครั้ง ดังกว่าทุกคราที่ผ่านมา ผนังถ้ำสั่นะเื
ไม่ใช่ยันต์
หากเป็ไป๋หมางที่ทะลุกองหินขวางทางออกมาได้แล้ว เสียงเกล็ดครูดพื้นดังกระชั้นขึ้นอีก
ปากถ้ำปรากฏขึ้นราวกับรอยแตกในความมืด แสงกองไฟจากข้างนอกสาดเข้ามาเป็เส้นบางที่แสบตา
หลินจ้าวออกไปก่อน หลินเย่ตามออกมาในก้าวถัดมา
อากาศข้างนอกกระทบผิวหน้า ร่างกายหันกลับไปที่ปากถ้ำโดยไม่รู้ตัว
ความมืดในถ้ำกำลังเคลื่อนไหว พื้นดินสั่นะเืขึ้นเป็ระลอกถี่จนรู้สึกได้ถึงฝ่าเท้า
ไป๋หมางพุ่งตัวออกมาจากปากถ้ำ หัวที่ใหญ่เท่าบานประตูทะลุออกมาพร้อมเสียงหินแตก เกล็ดขาวอมเขียวสะท้อนแสงกองไฟ ลิ้นสองแฉกแลบออกแล้วหดกลับ
มันหยุดชั่วขณะ แสงในดวงตาแนวตั้งจับไปที่สิ่งที่เคลื่อนไหวในพื้นที่โล่ง
จากนั้นแสงสีแดงก็ะเิออกจากทุกทิศ
ค่ายกลดาราสังหารเริ่มทำงาน เส้นแสงสีแดงพวยพุ่งออกจากจุดยืนของทหารแต่ละคน ผสานกันเป็ตาข่ายรอบร่างของไป๋หมาง เสียงที่เกิดเมื่อแสงกระทบเกล็ดดังราวกับดาบหลายร้อยเล่มฟาดใส่พร้อมกัน
ไป๋หมางคำรามก้องจนยอดไม้รอบพื้นที่โล่งสั่นไหว
มันไม่ถอยหนี หันหัวและสะบัดหางออกไปทางซ้าย หางที่หนาเท่าลำตัวคนปัดทหารสองคนกระเด็นออกไป ค่ายกลสั่นสะท้าน — ยังคงอยู่
กงหยางฮ่าวพุ่งออกมาจากทางซ้าย ดาบชักออกจากฝักในการเคลื่อนไหวเดียว แสงปราณสีน้ำเงินหุ้มใบดาบบางๆ
ก้าวสั้นหนึ่งก้าว หมุนเอวในมุมที่หลินเย่จำได้
แล้วดาบก็กวาดลงที่บริเวณหัวของไป๋หมางตรงจุดที่เกล็ดบางกว่าจุดอื่น
เสียงโลหะกระทบเกล็ดดังสนั่น ดาบไม่ทะลุ ไป๋หมางสะดุ้ง หัวงูกระแทกลงพื้นจนพื้นดินแตกร้าว
กงหยางอวี้พุ่งเข้าจากอีกด้านพร้อมกัน สองมือปล่อยปราณออกมาเป็กระแสสีขาว กระแทกที่ลำตัวส่วนกลาง แรงะเิดันตัวงูออกไปเล็กน้อย ไม่พอจะขัดจังหวะมัน
รอยแผลตรงเกล็ดบางบริเวณขอบหัวเริ่มซึมเืสีดำออกมาหลังดาบลงไปหลายครา
มันไม่ยอมหยุด มันเคลื่อนเร็วขึ้นกว่าเดิม สะบัดหาง พุ่งหัว ยกลำตัวขึ้นกลางอากาศ
หลินเย่ยืนอยู่ที่ขอบพื้นที่โล่ง มองและเห็นทุกอย่าง
กงหยางอวี้สะดุดกลางจังหวะ ขาขยับไปในมุมที่้า กลับช้ากว่าที่สมองสั่งอยู่เพียงเสี้ยว
หางของไป๋หมางกวาดถูกไหล่ขวาของเขา ร่างหมุนกระเด็นออกไปสามก้าวก่อนจะทรงตัวได้ มือขึ้นไปกุมที่ไหล่ แล้วรีบปล่อยลงเพื่อไม่ให้พี่ชายเห็น
ทว่าหลินเย่เห็น
ปอดของเขาเองก็ยังหอบอยู่ ความร้อนติดค้างที่หลอดลมจากการวิ่งเต็มแรงออกมาจากถ้ำ เขากลืนลมหายใจเข้าลึกสองครั้งโดยไม่ให้สีหน้าเผยอะไรออกมา
ร่างกายอายุสิบสองปีที่เพิ่งหนีอสูรระดับนี้ออกมาได้ ไม่ต่างจากถังน้ำที่เหลือน้ำติดอยู่แค่ก้นถัง
กงหยางฮ่าวหันไปทางน้องชายเพียงเสี้ยวเดียว แล้วหันกลับมาทันที ไป๋หมางพุ่งเข้าหาเขาโดยไม่ให้เวลาแม้แต่จะมองให้จบ
กงหยางอวี้ยังต้านอยู่ ยังปล่อยปราณพอพยุงร่างให้เคลื่อนไหวได้ ทุกก้าวเริ่มผิดจังหวะไปทีละน้อย เหมือนมีอะไรหนักคั่นอยู่ระหว่างคำสั่งกับการกระทำ
กงหยางฮ่าวต้องรับศึกหนักขึ้น เคลื่อนเร็วขึ้นเพื่อครอบคลุมพื้นที่ที่น้องชายเริ่มรักษาไม่อยู่ ดาบกวาดออกไปถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ค่ายกลยังทำงาน แสงสีแดงจางลงทุกครั้งที่หางฟาด
สมดุลของสนามพลิกแล้ว และทุกฝ่ายในที่นั้นล้วนรู้
"พาพวกเขาออกทางตะวันตกแล้ววกไปที่รถม้า" หลินเย่เอ่ยกับหลินจ้าว เสียงไม่ดัง "ยันต์ที่แปะไว้บนคันรถจะกันมันได้ วิ่งเดี๋ยวนี้"
หลินจ้าวไม่ถาม ไม่โต้แย้ง พุ่งเข้าหากลุ่มเด็กที่เกาะกลุ่มกันอยู่ห่างออกไป
"ทุกคนวิ่งตามข้า! อย่าหันหลังเด็ดขาด!"
เด็กหลายคนสะดุ้งก่อนจะออกวิ่ง ฝีเท้าโกลาหลและสับสน กระนั้นก็ยังตามหลินจ้าวไป
หลินเย่มองจนเห็นว่าหลินจ้าวนำกลุ่มพ้นแนวต้นไม้ไปแล้ว จึงหันกลับมาดูการต่อสู้
กงหยางอวี้ยืนแข็งอยู่กลางสนาม
ไม่ใช่การหยุดที่เลือกเอง ขาทั้งสองข้างชะงักพร้อมกันในขณะที่ตัวบนยังโน้มไปข้างหน้าตามคำสั่งที่ส่งไปแล้ว
เขาก้มมองขาตัวเอง
จากตรงที่หลินเย่ยืนอยู่ก็ยังเห็นได้ชัด เส้นเืบนขาทั้งสองข้างปูดโปนขึ้นผิดปกติและสั่นระริกอยู่ใต้ิั เหมือนมีอะไรดิ้นอยู่ข้างใน
สีหน้าที่ตามมาคือสีหน้าที่หลินเย่เคยเห็นในคนที่เพิ่งเข้าใจว่าตัวเองยืนอยู่บนน้ำแข็งบาง
"ท่านพี่..."
เสียงต่ำกว่าปกติ ไม่มีความดีอกดีใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
กงหยางฮ่าวสบตาน้องชายชั่วขณะ ในสายตานั้นมีความหนักของคนที่เคยเจอเื่แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง ทว่าครานี้หนักกว่าทุกครา
เขาไม่เอ่ยสิ่งใด หันกลับไปรับมือไป๋หมางเพียงลำพัง
กงหยางอวี้หันมาที่หลินเย่ สายตาจับอยู่ที่ใบหน้าของเด็กร่างเล็กอายุสิบสองปีที่ยืนอยู่ขอบพื้นที่โล่ง
"เป็เ้า!"
"ไอ้เม็ดยานั่นมันมีพิษ!" กงหยางอวี้ขบฟัน มือกุมที่ต้นขาที่เริ่มแข็งขึ้น ร่างกายขยับไม่ได้ดั่งใจสั่งอีกต่อไป
ดวงตาแดงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่จากความโกรธเพียงอย่างเดียว
"เ้ารู้ั้แ่แรก!"
สายตาของหลินเย่ทอดออกไปที่กงหยางฮ่าวที่กำลังรับมือไป๋หมางอยู่คนเดียว
"ข้าไม่รู้ว่ามันจะส่งผลดีหรือเสียกับท่าน" เสียงเบา "ข้าบอกความจริง"
นั่นไม่ใช่คำตอบของคำถามที่กงหยางอวี้ถาม หากแต่เป็คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดเท่าที่เขาจะได้รับ
"ข้าจะฆ่าเ้า"
เสียงกงหยางอวี้เงียบ ไม่ะโ ไม่ขู่ แค่บอก
"เช่นนั้น..." หลินเย่มองกลับไปที่ตาที่แดงขึ้นเรื่อยๆ คู่นั้น "ท่านต้องรอดชีวิตไปจากที่นี่ให้ได้เสียก่อน"
เสียงดังขึ้นจากทางขวา
กงหยางฮ่าวถูกหางกวาดกระเด็นออกไป กลิ้งไปกับพื้นแล้วยืนขึ้นได้ มือที่กุมดาบสั่นเพียงน้อย
ไป๋หมางหันมาอีกครั้ง
แสงค่ายกลจางลงจนเหลือเพียงเส้นบางๆ ปราณสีน้ำเงินที่หุ้มใบดาบก็จางกว่าตอนแรกมาก
กงหยางฮ่าวยืนอยู่ตรงหน้าไป๋หมางเพียงคนเดียว
เขายกดาบขึ้นอีกครั้งอย่างช้าๆ และหลินเย่ก็สังเกตเห็นว่ามุมดาบนั้นต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่มุมของคนที่เตรียมจะฟาดลง หากเป็มุมของคนที่เตรียมจะรับเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้