แม่ทัพฉิน หย่งเทียน ฉายแววความเป็พ่อที่ดีอีกครั้งเมื่อบุตรชายของเขา ซึ่งเกิดจากสาวใช้และเคยให้มันทำหน้าที่เป็เพียงคนเลี้ยงม้า สามารถเข้าโรงเรียนของกองทัพได้ หลังจากที่ฉิน เหวินเจี๋ย ได้รับโอกาสทางการศึกษาและแสดงศักยภาพที่โดดเด่น แม่ทัพฉิน หย่งเทียน จึงตัดสินใจลงทุนสร้างตำหนักใหม่ให้กับลูกชายและแม่ของเขาอย่างเต็มที่ การลงทุนนี้ไม่ได้เพียงแต่แสดงถึงการสนับสนุนที่ไม่อั้น แต่ยังเป็การให้ความสำคัญและยอมรับในความสามารถของฉิน เหวินเจี๋ย ความใส่ใจนี้เป็การพิสูจน์ถึงความรักและการสนับสนุนของพ่อที่มอบให้กับลูกชาย
“ท่านพี่ท่านจะมากไปแล้ว นี่ท่านถึงขนาดไปสร้างตำหนักใหม่ให้ไอ้เ้าเด็กเลี้ยงม้าและแม่ของมันอย่างงั้นเชียวเหรอ ข้าและลูกไม่เห็นจะได้อะไรบ้างเลย” เหยา เหม่ยหลิง ฮูหยินใหญ่ กล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เพราะในตอนนี้บุตรที่เกิดจากคนรับใช้นั้นกลับมีสถานะที่โดดเด่นและเกินหน้าเกินตาไปมากกว่าบุตรในสายเืของนางเอง ความรู้สึกอิจฉาและคับแค้นใจยิ่งทำให้เหยา เหม่ยหลิงรู้สึกว่าตนเองและลูกของนางถูกมองข้ามและไม่ได้รับความสนใจหรือการสนับสนุนที่เท่าเทียมกัน
“หุบปากของเ้าซะ เหยา เหม่ยหลิง แล้วลูกชายลูกสาวของเ้ามันได้เื่สักคนไหมล่ะ หากปีนี้มันไม่สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่น ข้าจะให้มันไปเป็คนเลี้ยงม้าซะ ส่วนลูกสาวของเ้าหากนางยังทำตัวไม่ดี ข้าจะหาสามีขุนนางแก่ๆ ให้กับนาง” ท่านแม่ทัพกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเ็าและหนักแน่น
เมื่อเหยา เหม่ยหลิง ฮูหยินใหญ่ ได้ยินคำพูดดังกล่าว นางเริ่มสงบปากสงบคำของตนเองลงทันที เพราะนางรู้ดีว่าท่านแม่ทัพนั้นมีความเด็ดขาดและสามารถทำตามที่พูดได้จริง ชายผู้นี้เป็คนที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาและเกียรติยศอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้เหยา เหม่ยหลิงไม่กล้าที่จะโต้เถียงอีกต่อไป
“ท่านพี่ ท่านก็รู้ว่าลูกของเรานั้นเป็คนมีความสามารถ แต่พวกเขาทั้งคู่้าเวลาพิสูจน์ตัวเองสักพัก ท่านก็อย่าได้กดดันเขาเลย” เหยา เหม่ยหลิง กล่าวเสียงอ่อน เสริมด้วยความหวังว่าคำพูดนี้จะช่วยลดแรงกดดันจากท่านแม่ทัพและให้เวลาลูกๆ ของนางได้แสดงศักยภาพของตนเอง
นางพยายามปรับเสียงให้สุภาพและอ่อนโยน เพื่อให้ท่านแม่ทัพเห็นใจและเข้าใจถึงความยากลำบากของลูกๆ ที่กำลังพยายามพิสูจน์ความสามารถของตนเองภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน
“อืม คราวหลังเ้าอย่าได้มาลองดีกับโทสะของข้าอีก” ท่านแม่ทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเคร่งขรึม แต่ก็มีแววของความผ่อนคลายบ้าง หลังจากที่ได้รับฟังข้อเสนอของเหยา เหม่ยหลิง
ท่านแม่ทัพรู้สึกว่าความสามารถของลูกๆ ของเหยา เหม่ยหลิงยังมีโอกาสเติบโตได้ แต่ก็้าให้การกระทำของพวกเขาเป็ที่น่าพอใจและไม่ให้การกระทำของพวกเขาล่าช้าเกินไป คำพูดนี้เป็การเตือนอย่างชัดเจนว่าไม่ควรมีการละเมิดขีดจำกัดอีกในอนาคต
ทุกๆ ปีภายในวังหลวงจะมีการจัดงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็โอกาสที่ขุนนางและสมาชิกของราชวงศ์ต่างพากันมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง ท่านแม่ทัพเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมงานนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้เป็เวทีสำคัญที่ให้บุตรหลานของแต่ละคนได้มีโอกาสอวดความสามารถของตน
การแสดงความสามารถของบุตรหลานไม่เพียงแต่เป็การแสดงถึงศักยภาพของแต่ละคน แต่ยังเป็การเพิ่มเกียรติยศให้กับพ่อแม่ของพวกเขาอีกด้วย
วันนี้ท่านแม่ทัพได้พาบุตรชายและบุตรสาวมาร่วมงานเลี้ยงถึง 4 คน ได้แก่ ฉิน เจียงหลง, ฉิน เจิ้งเหม่ย ซึ่งเป็บุตรที่เกิดจากฮูหยินใหญ่, และฉิน เสี่ยวเฟิง, ฉิน เหวินเจี๋ย บุตรที่เกิดจากสาวใช้
ทุกคนที่มาร่วมงานต่างพากันชื่นชมความสามารถของลูกๆ ของท่านแม่ทัพเป็อย่างมาก ความสามารถของพวกเขาไม่เพียงแต่โดดเด่นในด้านบุคลิกภาพที่น่าประทับใจ แต่ยังรวมถึงทักษะและความสามารถที่เป็ที่น่าพอใจ นี่เป็โอกาสที่ดีที่ได้แสดงศักยภาพของแต่ละคนและสร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวและท่านแม่ทัพเอง
ฉิน เสี่ยวเฟิง รู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมากที่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงภายในวังหลวงเป็ครั้งแรก บรรยากาศของสถานที่นั้นช่างตื่นตาตื่นใจเต็มไปด้วยความหรูหราและงดงาม เด็กสาวตัวน้อยไม่สนใจแขกบ้านแขกเมืองหรือกิจกรรมรอบข้างเลย แต่ให้ความสนใจไปที่อาหารอันหลากหลายและน่าลิ้มลองตรงหน้า
นางกินอย่างอร่อยและไม่รีบร้อน โดยมีพี่ชายของนาง, ฉิน เหวินเจี๋ย, ยืนอยู่เคียงข้างเป็เพื่อน พี่ชายคอยเฝ้าดูแลและให้การสนับสนุนให้น้องสาวได้เพลิดเพลินกับงานเลี้ยงอย่างเต็มที่
“สตรีนางนี้เป็ใครกัน?” เด็กชายที่เต็มไปด้วยความสง่าราศีถามคนรับใช้ของตนด้วยความสนใจ บุคลิกของนางมีความโดดเด่นเป็อย่างมาก โดยเฉพาะการที่นางเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงเป็ครั้งแรกและพุ่งความสนใจไปที่อาหารมากกว่าการสนทนาหรือกิจกรรมอื่น ๆ ในงาน
คนรับใช้ได้ตอบอย่างสุภาพว่า “นางคือฉิน เสี่ยวเฟิง หนึ่งในบุตรสาวของท่านแม่ทัพ ฉิน หย่งเทียน เป็ครั้งแรกที่นางเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวง และนางดูเหมือนจะตื่นเต้นมากกับบรรยากาศที่นี่ ขอรับองค์ชาย ซู เจิ้งเหวิน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นางดูเป็คนมีความเป็ธรรมชาติดีนะ” องค์ชายซู เจิ้งเหวิน แอบหัวเราะออกมาอย่างเบาๆ เมื่อเห็นฉิน เสี่ยวเฟิงที่ไม่ได้พยายามทำตัวให้เหมาะสมกับบรรยากาศของงานเลี้ยงในวังหลวง
เขาพบว่าสิ่งที่น่าสนใจคือความเป็ธรรมชาติและความซื่อสัตย์ของนาง ซึ่งแตกต่างจากผู้หญิงภายในวังหลวงหรือผู้หญิงที่มาร่วมงานเลี้ยงแห่งนี้ที่มักจะต้องรักษาความสงวนตัวและพยายามทำตัวให้เหมาะสมตามกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ความเป็ธรรมชาติของฉิน เสี่ยวเฟิงที่ทุ่มเทให้กับการเพลิดเพลินกับอาหารโดยไม่คำนึงถึงการแสดงตัวหรือการปฏิบัติตามกฎที่เคร่งครัด ทำให้เขารู้สึกสนุกและตกหลุมรักในลักษณะของนาง
คนรับใช้ถึงกับตื่นใเมื่อเห็นองค์ชายซู เจิ้งเหวินที่มักจะเ็ามาตลอด กลับหัวเราะออกมาอย่างสดใสขณะแอบมองดูสาวน้อยคนหนึ่งในงานเลี้ยง ความรู้สึกของเขายิ่งทำให้แปลกใจมากขึ้น เพราะปกติแล้วองค์ชายผู้นี้ไม่เคยให้ความสนใจใครเลย แม้ว่าตัวเขาจะมีอายุ 18 ปีแล้วก็ตาม
การที่องค์ชายซู เจิ้งเหวินแสดงอาการเช่นนี้ทำให้การรับรู้ของคนรับใช้เกี่ยวกับองค์ชายซู เจิ้งเหวินเปลี่ยนไปทันที องค์ชายที่เคยมีชื่อเสียงในเื่ของความเยือกเย็นและไม่แยแสกลับแสดงความรู้สึกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นี่อาจเป็สัญญาณว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกพิเศษ
ซู เจิ้งเหวินจ้องมองสาวน้อยด้วยความเพลิดเพลินและยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขารู้สึกสนุกและรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นความเป็ธรรมชาติของนาง อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะรู้สึกดีต่อภาพที่เห็น แต่เขาก็ไม่ได้ไปกล่าวทักทายนาง เพราะนางยืนอยู่เคียงข้างกับพี่ชายของนาง ฉิน เหวินเจี๋ย
ซู เจิ้งเหวินตระหนักดีถึงความสุภาพและความเหมาะสมในการเข้าหา หากนางยังมีพี่ชายอยู่ข้างๆ เขาจึงเลือกที่จะไม่เข้าไปขัดจังหวะหรือสร้างความไม่สะดวกให้กับสถานการณ์ที่นางอยู่ การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงความเคารพและการคำนึงถึงมารยาทของเขาที่มีต่อนาง