แสงเช้าอ่อน ๆ ลอดผ่านกิ่งไม้หนาทึบ สาดลงบนใบหญ้าที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำค้าง ร่างของเด็กสาวในชุดเก่าโทรมขยับตัวบนเตียงไม้กระท่อมเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านใจดีมอบให้ชั่วคราว กลิ่นหญ้าแห้งและฟางผสมกับกลิ่นซุปผักที่ถูกอุ่นไว้ในหม้อเล็ก ๆ ส่งกลิ่นหอมลอยคลุ้ง เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ พลางหายใจลึกเพื่อเรียกสติ
“ที่นี่…คือที่ไหนกันแน่” ลิราพึมพำกับตัวเอง ดวงตากลมโตมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา และหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนแต่งตัวด้วยผ้าลินินเรียบง่าย แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดไม่ใช่ทุ่งหรือผู้คน หากเป็ภาพไกล ๆ ของ ปราสาทสูงตระหง่าน ที่ตั้งอยู่กลางเมืองใหญ่ ้ามีเสาเรืองแสงเหมือนพลังงานบางอย่างปกคลุมไว้
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น
“เ้าฟื้นแล้วหรือ”
ลิราสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่ประตูไม้จะเปิดออกอย่างเงียบงัน ร่างสูงในชุดเกราะสีเงินดำก้าวเข้ามา ดวงตาสีเงินของเขายังคงเ็าและทรงอำนาจจนคนทั่วไปคงต้องก้มหลบ แต่หัวใจของเธอกลับสั่นไหวรุนแรง
เขา…คือชายที่เธอรักในชาติก่อน แม้โลกนี้เขาจะไม่รู้จักเธอ แต่เพียงแค่ยืนอยู่ตรงหน้า ความทรงจำทั้งหมดก็หลั่งไหลเข้ามา
“ท่าน…!” เธอเผลอเรียกออกไปเสียงสั่น ก่อนรีบเม้มปากแน่น ดวงหน้าแดงระเรื่อ
เ้าชายเลิกคิ้วเล็กน้อย “เ้ารู้จักข้าด้วยหรือ”
“มะ…ไม่ ข้าเพียงแต่ใที่ท่านเข้ามาโดยไม่เคาะให้ดังเท่านั้น” เธอรีบแก้ตัว
เขามองนิ่ง ราวกับพยายามจับพิรุธ ก่อนถอนหายใจสั้น ๆ “ชาวบ้านเล่าว่าเ้าฟื้นขึ้นมากลางป่า และไม่รู้ว่ามาจากไหน ข้าอยากรู้…เ้าคือใครกันแน่”
ลิรานิ่งไปสักครู่ ก่อนตอบเรียบ “ข้าชื่อ…ลิรา ข้ามาจากที่ไกลมาก และ…ความทรงจำบางส่วนยังสับสน” (เธอเลือกโกหก เพราะคงไม่มีใครเชื่อว่ามาจากอีกโลกหนึ่ง)
ชายหนุ่มพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้ซักไซร้ต่อ เพียงหันหลังจะก้าวออกไป “หากเ้าหวังจะอยู่รอดในอาณาจักรนี้ เ้าต้องหาที่พึ่ง อย่าเดินไปโดยไร้เป้าหมาย โลกนี้โหดร้ายกว่าที่เ้าเห็น”
ลิรากัดริมฝีปาก พยายามเก็บความรู้สึกไว้ แต่คำพูดของเขา…ยังแฝงความห่วงใยบางเบา แม้เขาจะปิดบังมันไว้ภายใต้ท่าทีเ็า
หลายวันผ่านไป ลิราได้ยินชาวบ้านพูดถึงสถานที่หนึ่งบ่อยครั้ง—สถาบันเวทมนตร์เอลดรา สถานที่ที่ผู้มีพลังเวททุกคนต้องเข้าเรียนเพื่อฝึกฝนและพิสูจน์ตนเอง หากไม่มีพลัง เ้าจะถูกมองว่าไร้ค่า หากมีพลัง ก็จะได้โอกาสไต่เต้าในสังคม
หัวใจเธอเต้นแรง—นี่อาจเป็หนทางเดียวที่จะหาคำตอบว่าทำไมเธอถึงได้มาอยู่โลกนี้ และอาจได้อยู่ใกล้ชิดเขา
วันทดสอบความสามารถเวทมนตร์มาถึง ผู้คนมากมายหลั่งไหลสู่ลานพิธีที่กลางเมือง ด้านหน้าเป็แท่นหินโบราณสลักด้วยอักขระเวทมนตร์นับพันตัว เด็กหนุ่มสาวจากทั่วสารทิศต่อแถวขึ้นไปวางมือทีละคน แสงที่เปล่งออกจากแท่นคือเครื่องชี้วัดพลังของพวกเขา
“ต่อไป…ลิรา” เสียงผู้คุมพิธีเอ่ยเรียก
ลิราก้าวขึ้นไปด้วยหัวใจสั่นระรัว มือเล็กวางลงบนแท่นหินทันทีที่ัั—พลังงานมหาศาลปะทุออกมา รุนแรงกว่าทุกคนก่อนหน้า
อักขระเวทมนตร์พวยพุ่งขึ้นกลางอากาศ แปรเปลี่ยนเป็สัญลักษณ์ประหลาดที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน มันเรืองแสงสีม่วงเข้มปกคลุมทั้งลานพิธี ผู้คนต่างพากันอื้ออึง
“นั่น…มันสัญลักษณ์ต้องห้าม!”
“เด็กคนนี้…มาจากตระกูลใดกันแน่!”
ลิราใจนหัวใจแทบหยุด เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แสงนั้นดูคล้ายพลังที่เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากทางด้านหลัง ลานพิธีเงียบกริบ เมื่อเ้าชายหนุ่มก้าวออกมาท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน
“ั้แ่นี้ไป ข้าจะเป็คนดูแลการทดสอบของเด็กคนนี้เอง”
ทุกสายตาเบิกกว้าง—เ้าชายผู้เป็ตำนานต้องสาปมาปรากฏตัวด้วยตนเอง…
ลิรามองเขา ดวงตาสีเงินของเขาสบกับเธอราวกับกำลังสื่อสารบางสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจได้
คืนนั้น ลิราหลบเข้าไปในหอคัมภีร์ของสถาบันอย่างเงียบ ๆ หวังจะหาคำตอบเกี่ยวกับสัญลักษณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับตนเอง แต่เธอกลับสะดุดกับคัมภีร์เล่มหนึ่งที่ถูกผนึกด้วยตราเวทหนาแน่น มันตกอยู่ในซอกลึกของห้องเก็บ
เมื่อปลายนิ้วัั สมุดเล่มนั้นส่องแสงจาง ๆ ตราประทับแตกสลายราวกับยอมรับเธอเพียงผู้เดียว ตัวอักษรโบราณปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ
“ทุกชะตาสามารถเขียนใหม่ได้ แต่ต้องแลกด้วยความทรงจำของเ้า”
ดวงตาลิราสั่นไหว—เธออ่านต่อไปเพียงหน้าเดียว ภาพหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวทันที
ภาพของเ้าชายหนุ่มคนนั้น…
และคำสาปอันโหดร้าย—
“หากเขามีความรักแท้ เขาจะสิ้นชีพ”
มือเธอสั่นระริก น้ำตาเอ่อคลอทันทีที่รับรู้ความจริง หัวใจแทบแตกสลาย แต่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในห้องเงียบงัน
“เ้ามาทำอะไรที่นี่…ลิรา”
เธอสะดุ้งสุดตัว หันกลับไป—เขายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ดวงตาสีเงินจ้องเธอเขม็ง แววตาเ็า แต่ในความลึกนั้น…มีบางอย่างที่เหมือนกำลังสั่นไหว