ความอัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อมีพลังชีวิตคลื่นสีขาวขุ่นออกมาจากส่วนลึกของจุดตันเถียนมันหลอมรวมเข้ากับร่างกายของชายหนุ่ม ทำให้รู้สึกสบายตัวชายหนุ่มหลับตาลงทำการฟื้นพลังต่อไปเพียงระยะเวลาหนึ่งก้านธูปก็สามารถฟื้นคืนกำลังได้สำเร็จ
แต่แล้วตัวของชายหนุ่มก็ได้หายไปจากป่าสมบัติแห่งโชคชะตาอย่างไร้ร่องรอยมาปรากฏอยู่ที่สถานที่ปริศนาที่คุ้นเคยนั่นคือบ้านหลังหนึ่งที่มันพบหลังจากมันทะลวงจุดเสร็จสถานที่นี้เต็มไปด้วยพลังชีวิตมหาศาลมากมายเสียยิ่งกว่าต้นไม้ชีวิตโลกาไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่าหากจะเทียบความอัศจรรย์ง่ายๆก็คือ หากชายหนุ่มเกิดการต่อสู้ในที่นี้มันแทบจะไร้เทียมทานไม่มีวันตายการฟื้นฟูของที่นี่นับเป็จุดสูงสุดของพลังชีวิตความรู้สึกของมันรับรู้ได้เช่นนั้น
“ทำไมข้าถึงเข้ามาที่นี่อีกแล้วเอาหละคราวที่แล้วเรากำลังจะเดินเข้าไปในนั้น แต่ก็ต้องออกมาอย่างกะทันหันคราวนี้ข้าจะไม่เข้าไป” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งที่แผ่พลังชีวิตออกมามากกว่าต้นอื่นใดเข้มข้นขนาดทำให้รู้สึกว่าหากอยู่ใกล้ชีวิตนี้มันจะไม่ตายแต่แล้วมันก็ต้องหยุดชะงักทันทีเมื่อรับรู้ได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ที่มากกระทั่งเพียงเหยียดกายเล็กน้อยเข้าใกล้มันคงได้ขึ้น์เป็แน่!
“พะ..พลัง..ชี....วิต...นี่มันมากเกินไป....พรวด!”หนิงเฟยหลงกระอักโลหิตออกมา แล้วรีบสาวเท้าออกไปพักฟื้นรักษาตัวมันนั่งลมหวุนเวียนลมปราณสูบเอาพลังชีวิตเข้ามารักษา ไม่นานก็กลับมาเป็ปกติ
“รับมากเกินไปไม่ได้สินะ แต่ข้ารู้สึกได้ว่าทุกครั้งหลังจากที่าเ็ร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งและพลังหยวนก็เพิ่มมากขึ้นด้วย การดูดซับพลังก็ด้วย แปลกจริงๆ”หนิงเฟยหลงไม่ยอมเสียเวลาคิดต่อรีบนั่งโคจรลมปราณต่อหวังจะใช้พลังชีวิตเลื่อนขั้น
เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งวัน หนิงเฉิงสามารถทะลวงขอบเขตได้แล้วตอนนี้มันกำลังคงสภาพพลัง แต่ยังคงห้ามมีการรบกวนเช่นเดิมเหล่าองครักษ์เองก็เริ่มฟื้นตื่นกันทีละคนพากันโคจรพลังรักษาตนเอง
ระหว่างที่ทุกคนกำลังวุ่นกับการโคจรพลังอยู่นั้นก็ได้เกิดสิ่งที่ไม่น่าปรากฏในเวลานี้มากที่สุด เพราะเป็่เวลาแห่งความเป็ความตายเงาร่างนั้นใหญ่โตมากมันเยื้องย่างกายเข้ามาใกล้ทิศที่ชงหยางอยู่เสียงฝีเท้าหนักแน่น ดัง ปัง! ปัง! ปัง! เข้ามาชนต้นไม้ระเนระนาดมันคือสัตว์อสูรร่างั์ ั์ตาสีแดงฉาน พ่นลมหายใจฟึดฟัด!ออกมาเป็ไอร้อนตลอดเวลา
มันเดินตรงเข้ามาเรื่อยๆเหมือนจะตั้งใจเข้าไปหาต้นไม้ชีวิตโลกาชงหยางต้องตื่นตระหนกสุดขีด! เมื่อเห็นหน้าของมัน
กระทิงโลหิต!!
แต่แล้วก็ต้องตกตะลึงมากกว่านั้นเมื่อพบว่ากระทิงโลหิตเลื่อนระดับจากสี่ไปห้าอย่างรวดเร็ว เดิมทีสัตว์อสูรปกติกว่าจะเลื่อนระดับได้ใช้เวลานานเป็ปีแต่นี้เพียงไม่กี่สิบวันก็เลื่อนจากระดับสี่ไปห้าแล้ว น่าอัศจรรย์ยิ่ง!
ชงหยางไม่ได้ะโเรียกเหล่าองครักษ์แต่อย่างใดเกรงว่าจะทำให้เ้ากระทิงนี้ใจนคลั่ง นายท่านของมันจะเป็อันตรายมันจึงตัดสินใจที่จะเสี่ยงชีวิตยื้อเวลาเ้ากระทิงนี้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
กระทิงโลหิตรับรู้ได้ถึงชงหยางแล้วตอนนี้มันวิ่งด้วยความเร็วเสียงเท้ากระทืบพสุธาดั่งลั่น ปัง ปัง! ควันฝุ่นตลบอบอวนอยู่ห่างจากชงหยางเพียง ยี่สิบจั้งเท่านั้น! ชงหยางตื่นกลัวสุดขีด! ความน่าสะพรึงนี้มัน...มันเทียบเท่าจอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพ!! ไหนเลยชงหยางจะยืนอยู่ได้ด้วยอาการไม่หวาดกลัวตัวมันสั่นเทาอย่างหนักแต่ก็ทำใจดีสู้เสือ พยายามข่มอารมณ์นั้นไว้
“มะ.....มา...เลย...จะ.....จา...เ้า...วัว...โลหิต....ขะ....คา..ข้า..ไม่กลัว.....เ้า...........หรอก!”ชงหยางตื่นกลัวแต่ก็ยังพยายามตะเบ็งเสียงออกมาไม่หยุดเพื่อสร้างความฮึกเหิมให้ตนเอง
ชงหยางตื่นตระหนกเกินกว่าที่จะทำตัวถูกมันจึงลืมที่เบี่ยงตัวหลบหรือแม้กระทั่งโคจรพลังหยวนป้องกันตนเอง
กระทิงโลหิตเห็นดังนั้นมันจึงยิ่งได้ใจเร่งฝีเท้าขึ้นอีกฝุ่นควันโขมงเป็แนวยาวจวบจนจะถึงตัวชงหยาง
ปัง!!
“นะ...นายน้อย!”ใช่แล้วหนิงเฟยหลงออกจากมิติปริศนาแล้ว มันหยุดการโจมตีของกระทิงโลหิตเอาไว้ตัวของชายหนุ่มเต็มไปด้วยออร่าแห่งพลังชีวิต เสียงสนั่นหวั่นไหวนั่นเกิดจากฝ่ามือเพลิงสีชาดปะทะเข้ากับศีรษะของกระทิงโลหิต‘เป็ไปไม่ได้!’ คำพูดนี้บังเกิดขึ้นในหัวของชงหยางทันที
“ทำไมนายน้อยถึงรับการโจมตีนั่นได้ สุดยอดนี่มันสุดยอดอัจฉริยะเกินไปแล้ว” ชงหยางอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
ความจริงแล้วหนิงเฟยหลงนั้นยังไม่สามารถที่จะต่อกรกับกระทิงโลหิตตนนี้ได้ด้วยระดับพลังที่มีอยู่ เพียงแต่ที่สามารถต่อกรเ้ากระทิงนี้ได้ นั่นเพราะเพลิงสีชาดมันพัฒนาสู่ขั้นที่หนึ่งสูงสุดแล้วรวมกับพลังชีวิตที่สะสมมาก่อนหน้านี้ จึงสามารถหยุดยั้งกระทิงโลหิตได้
เพลิงสีชาดของมันมีความแข็งแกร่งทวีคูณกว่าเดิมถึงสิบเท่า!รวมถึงมันได้ใช้เวลาในมิติปริศนาเป็เวลาหนึ่งปีเท่ากับว่าหนึ่งวันในโลกปกติเท่ากับหนึ่งปีในมิตินั้น หนิงเฟยหลงจึงเข้าสู่ขั้นที่สามได้แล้วรวมเพลิงสีชาติขั้นที่หนึ่งสูงสุดเข้ากับพลังหยวนขั้นสามก็พอรับมือสัตว์อสูรขั้นห้าได้อยู่ แต่คงต่อกรด้วยไม่ได้
“เพลิงชาดผลาญปฐี!” ชายหนุ่มโจมตีกระทิงโลหิตอีกครั้งทั้งสองเซถอยหลังสามก้าวจึงหยุดลง ใบหน้าชายหนุ่มปรากฏโลหิตที่มุมปาก“พี่ชงหยางหนีไป! รีบไปบอกองครักษ์คนอื่นด้วยให้คอยป้องกันท่านพ่อให้ดี ทางนี้ข้าจัดการเอง”
“แต่.....” ชงหยางยังไม่ทันพูดจบก็ต้องหยุดคำพูดลง
“ข้าไหวหนะ แค่นี้สบายๆท่านรีบไปเถอะเดี๋ยวจะได้สั่นสู้อีกนะ” หนิงเฟยหลงหันหน้ามายิ้มเยาะให้ชงหยางมันเช็ดโลหิตที่เปื้อนอยู่ออกไป
"นี่ท่าน..." ชงหยางรู้สึกทั้งอับอายทั้งโมโหตนเองที่มันโดนนายน้อยแซวมันจึงพยักรับคำแล้วรีบวิ่งไปหาองครักษ์คนอื่นทันที
“หึ สบาย..สบายกับผีนะสิ ตัวใหญ่ซะขนาดนี้พลังการต่อสู้ก็มากกว่าข้า ข้าจะเอาอะไรไปสู้ คงได้สบายสมใจอยากข้าแน่ๆ”ชายหนุ่มต้องหัวเราะทั้งน้ำตาหลังกล่าวจบ มันรู้สึกสมเพศตนเองขึ้นมาทันใด มันแทบอยากจะร้องไห้
“นี่เ้าจะหัวเราะหรือร้องไห้กันแน่ เ้ามนุษย์!”ชายหนุ่มที่เคร่งเครียดอยู่แล้วกลับต้องเคร่งเครียดเข้าไปอีก
“นี่เ้าพูดได้....?!” ชายหนุ่มเริ่มระแวงจากสิ่งที่บอกชงหยางและบ่นพึมพรำเมื่อครู่
“ก็ใช่นะสิฟระ!” กระทิงโลหิตตอบด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวมันอยากจะที่จะไปยังต้นโลกาชีวิตแล้ว “อย่ามัวแต่พูดน่ารำคาญจะสู้ต่อหรือไม่ถ้าไม่สู้ข้าจะฆ่าเ้าเสีย!”
“อย่างเ้านะหรือ? เ้ากระทิงน้อยเอ๋ย..อีกร้อยปีถึงจะสู้ข้าได้ละนะฮ่าๆ” หนิงเฟยหลงลากเสียง 'กระทิงน้อย' อย่างนุ่มนวล พยายามยียวนกวนประสาทให้เ้ากระทิงหัวเสียมันจะได้ขาดสติไร้การป้องกันตน