ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 23/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 89฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 7
สายลมปลายฤดูหนาวกรูซัดเข้ามาในลานกว้างเบื้องหน้าโถงใหญ่ของวังมาร พัดปลายชายผ้าห้อยระย้าของเหล่าขุนนางและทหารระดับสูงที่รวมตัวกัน ณ ศาลาวังเพื่อร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์อย่างเป็ทางการ
ภายใต้หลังคาสูงโปร่งนั้น โคมไฟกระดาษสีแดงโยกไกวเบา ๆ ตามแรงลม เสียงขลุ่ยไม้ไผ่บรรเลงท่วงทำนองแ่เบา กลบเสียงสนทนาเบียดเสียดให้เจือจาง
ที่นั่งกลางศาลา คือเฮยหลง เ้าของสายเืมารผู้สง่างามเกินผู้ใดในลาน เขาเอนกายพิงพนักบัลลังก์ไม้สีเข้ม ท่วงท่าเยือกเย็นดั่งธารน้ำแข็งไม่แปรเปลี่ยน ด้านข้างของเขา ชิงเยว่ในชุดแพรสีขาวสะอาดนั่งสงบ เส้นผมดำขลับถักรวบอย่างเรียบง่าย ไม่ประดับตกแต่งเกินตัว แต่งดงามจับตาจนหลากหลายสายตาในงานอดเหลียวมองมิได้
การนั่งเคียงข้างเฮยหลงครั้งนี้ มิใช่เื่เล็กในสายตาผู้คน
หลี่เฉิงหู่แม่ทัพชายแดนผู้มีอำนาจในดินแดนตะวันตก ก้าวออกจากกลุ่มขุนนางด้วยท่วงท่าสง่างาม สีหน้าที่บ่งชัดว่าฝืนยิ้มยังฝืนจนเห็นได้ถนัด เขาค้อมกายคารวะเฮยหลงอย่างสุภาพ ราวมิอาจหาญแสดงกิริยาอวดดีต่อหน้าอำนาจสูงสุดแห่งวังมาร
"ข้าน้อย หลี่เฉิงหู่ ขอคารวะองค์มาร" เสียงของเขาหนักแน่นแต่ฝืนข่มความเคืองไว้ไม่มิด
เฮยหลงเหลือบมองผ่านดวงตาเรียบเย็น ปรายตามองเพียงแวบ ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดเป็การต้อนรับ
อากาศกลางลานแข็งตัวลงในบัดดล
หนึ่งในขุนนางใต้บัญชาหลี่เฉิงหู่ พลันฉวยจังหวะนี้ก้าวออกมาก้าวหนึ่ง ยิ้มเยาะเชิงยกหยัน เขาโค้งกายคารวะเช่นกัน ทว่าเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววเยาะหยันชัดเจน
"คุณหนูท่านนี้...สง่างามนัก" เขาเว้นจังหวะยิ้มเย็น "แต่ตำแหน่งหมอหญิงชั้นต่ำ คงเหมาะนักกับตำหนักคนใช้ในวัง หาได้คู่ควรกับการนั่งเคียงข้างองค์มารไม่"
คำพูดนั้นดังพอให้ทุกคนในงานได้ยิน
ขุนนางบางคนหลุบตาลง บางคนเบือนหน้าหนี หลายคนรอฟังอย่างตั้งใจ ลมหายใจในศาลาวังมารราวกับหยุดชะงักชั่วขณะ
ชิงเยว่นิ่งราวรูปสลัก ริมฝีปากที่เม้มแน่นคล้ายถูกกระแสลมเย็นเฉียบพัดกดทับ ดวงตาสะท้อนเงาวูบไหวในวังตา ก่อนกลับมาเยียบเย็นอีกครั้ง
เฮยหลงเองก็ยังไม่เอ่ยวาจาปกป้องแม้สักครึ่งคำ
...ปล่อยให้ลมหนาวและสายตาเหยียดหยันรุมตีกระแทก
ราวกับเป็การทดสอบ
ชิงเยว่สูดลมหายใจอย่างแเี ร่างบางลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งโดยไม่ก่อเสียงดังแม้แต่น้อย ก่อนจะโค้งกายคารวะอย่างอ่อนช้อยแก่ขุนนางผู้กล่าววาจาดูิ่นั้น
"ข้าขอบพระคุณใต้เท้าที่ให้เกียรติเห็นข้าผู้ต่ำต้อยปานนี้" เสียงของนางอ่อนโยนดุจสายน้ำ กลับเย็นเยียบเสียจนคนได้ยินขนลุก "หากผู้ถือครองตำแหน่งแพทย์ยังถูกมองว่าต่ำต้อย เช่นนั้นก็คงต้องนับว่าผู้ที่พึ่งพายาและวิชาแพทย์ในการยืดอายุตัวเอง...สมควรถูกส่งไปอยู่หลังเรือนเสียกระมัง"
น้ำเสียงของนางเรียบนิ่งไร้การยกเสียงหรือแสดงโทสะ ทว่าถ้อยคำนั้นคมกริบ เฉือนลึกจนทั้งศาลาราวกับถูกสาปให้เงียบงันลงชั่วพริบตา
ขุนนางผู้พูดดูิ่ก่อนหน้าเบิกตาโพลง ใบหน้าขาวซีดในบัดดล
รอบข้างไร้แม้เสียงหายใจดัง
ชิงเยว่ค่อย ๆ ผินกายกลับมานั่งข้างเฮยหลงอีกครั้งอย่างสงบ มือเรียววางอยู่บนตักอย่างนุ่มนวล ดวงตาคู่งามไม่กระเพื่อมไหวแม้แต่น้อย
เฮยหลงซึ่งนั่งสงบข้างกาย นิ่งงันครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากเขาจะกระตุกขึ้นเบา ๆ ราวกับรอย 'เขินระเรื่อมุมปาก' ที่ฉายวูบเพียงพริบตาเดียว เร็วเสียจนแทบไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น
หลี่เฉิงหู่ซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า เห็นภาพนั้นเต็มตา ใบหน้าหนาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นข่มกลั้น
บรรยากาศในศาลาวังตึงเครียดยิ่งนัก ทว่าท่ามกลางความตึงเครียดนั้น ชิงเยว่กลับสงบนิ่งดุจสายน้ำเย็นยามฤดูหนาว ปล่อยให้ศรพิษพุ่งมากระแทกตน แล้วสะท้อนกลับไปอย่างสง่างาม
หลังความตึงเครียดในศาลาวังจางหาย ศาลาเล็กที่ทอดตัวอยู่เบื้องนอกพลันตกอยู่ในความเงียบสงัดยามค่ำคืน มีเพียงเสียงพิณอ่อนหวานจากทิศไกล เล็ดลอดมาตามสายลมหนาวที่พัดกรูอย่างเงียบเชียบ
ชิงเยว่ยืนอยู่ใต้ชายคาเรือน ระเบียงไม้เก่ารองรับปลายเท้าของนางอย่างเบามือ มือบางกำชายแขนเสื้อตนเองแน่นยามสายลมกรูเข้าใส่ ทั่วเรือนร่างบอบบางสั่นไหวจนเห็นได้ชัด
นางไม่รู้ตัวว่าชายคนหนึ่งยืนมองอยู่นานเท่าใด จวบจนผืนผ้าหนาอุ่นถูกยื่นมาตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ
เสื้อคลุมสีหมึกเข้มตัดเย็บประณีต กลิ่นอายจาง ๆ ของมวลบุปผาเย็นเยียบติดอยู่ในเนื้อผ้า เป็กลิ่นเดียวกับที่เขาห่อหุ้มตัวเองตลอดมา
เฮยหลงนิ่งเงียบ ไม่เร่งเร้า เพียงยืนอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ความอบอุ่นที่ถืออยู่ในมือส่งสารเงียบ ๆ ไปถึงนาง
ชิงเยว่เม้มริมฝีปากแน่น ั์ตาหลุบต่ำ หัวใจที่ควรแข็งเย็นกลับสั่นระริกอย่างมิอาจห้าม
...รับหรือไม่รับดี
'หากรับไว้ ข้าจะอ่อนแออีกครั้งหรือไม่'
ความลังเลนั้นไหลบ่าขึ้นมาก่อนความกลัวเก่า ๆ จะพัดกลับมาเต็มอก กลัวถูกทอดทิ้งอีกครา กลัวความอบอุ่นนี้จะกลายเป็แผลร้าวในวันข้างหน้า
ขณะที่นิ้วเรียวสั่นไหวอยู่อย่างชั่งใจนั้นเอง ลมหอบหนึ่งพลันพัดโบกชายเสื้อของเฮยหลงปลิวแ่ ภาพหนึ่งแทรกซ้อนขึ้นกลางใจของเขา
เสื้อคลุมสีเดียวกันนี้...
...ครั้งหนึ่ง เขาเคยยื่นให้สตรีอีกคน ผู้ที่มีเสียงหัวเราะอบอุ่นและดวงตาอ่อนโยนยิ่งกว่าแสงจันทร์
มารดา
เฮยหลงชะงักในห้วงใจ สายตาเรียบเย็นที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด พลันสั่นคลอนเล็กน้อยอย่างที่เ้าตัวเองยังไม่ทันรู้ตัว
เขาก้าวเข้าไปอีกก้าว ท่ามกลางอากาศหนาวะเืที่ดูเหมือนทั้งโลกหยุดหายใจ
ชิงเยว่เบิกตากว้าง ยังมิทันได้ตัดสินใจ ผืนผ้าอุ่นก็ค่อย ๆ วางลงบนบ่าเล็กอย่างแเี มือใหญ่แน่วแน่ไม่ให้โอกาสนางปฏิเสธ นิ้วเรียวยาวที่เต็มไปด้วยรอยสึกกร่อนจากการจับอาวุธตลอดชีวิต ลูบััผ่านไหล่บอบบางเบา ๆ ...มั่นคง และไม่เปิดทางให้หลีกหนี
ความร้อนระลอกหนึ่งวิ่งพรวดขึ้นมาจากจุดัันั้น ราวกับไฟลามไม้แห้ง
ระบบกระซิบเสียงแ่ขึ้นทันทีในโสตประสาท
[ระบบแจ้งเตือน : อัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย...ผิดจังหวะแล้ว]
เสียงกระซิบนั้นดั่งเสียงระฆังสะท้อนในอกชิงเยว่
สองข้างแก้มซับสีเืเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางก้มหน้าแทบจะมุดลงในปกเสื้อของตนเอง มือบางที่ซุกอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นราวกับจะหยุดแรงสั่นของหัวใจให้ได้
ลมหอบเย็นยังคงโหมกระหน่ำ เสียงพิณจากที่ไกลพลิ้วลอยแ่ขับกล่อมค่ำคืน แต่ในโลกของชิงเยว่เวลานั้น...มีเพียงไออุ่นผืนเดียวที่แนบอยู่บนบ่ากับััแ่เบา...ซึ่งกรีดลึกลงกลางใจ
สายตาเฮยหลงทอดมองร่างบอบบางในเสื้อคลุมที่กว้างเกินตัวนั้น แววตาเ็าของเขาเจือรอยบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
อาจจะเป็เพียงเงาแ่เบา...
แต่สำหรับเขา มันร้อนแรงนัก
สายลมหนาวแห่งราตรียังคงโอบคลุมทั่วทั้งจวน
ชิงเยว่ซุกตัวใต้ผ้าห่มบาง ทว่าเปลือกตาเบื้องล่างกลับไร้ซึ่งความง่วงงุน ราวกับหัวใจที่เพิ่งเต้นผิดจังหวะเมื่อไม่นาน ยังคงส่งเสียงสะท้อนแว่วในอกอย่างดื้อรั้น
เสียงพิณบางเบาดังมาจากที่ไกล...แ่เบาเกินกว่าจะเรียกว่าบรรเลงเพื่อผู้ใด แต่ก็มิใช่เพียงสำเนียงลมพัดพา
ชิงเยว่พลิกกายลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ ผ้าคลุมไหล่ที่เฮยหลงวางให้นั้นยังห่อหุ้มตัวอยู่ นางดึงมันกระชับขึ้นขณะย่องออกจากห้อง ฝีเท้าเบาราวเงา
ลานเรือนทอดตัวสู่ศาลากลางน้ำผ่านสะพานไม้เล็ก เสียงพิณบางเบานั้นพลิ้วลอยเหนือผิวน้ำเย็นเยียบ เสียงแต่ละโน้ตไล่เรียงอย่างช้า ๆ ราวสายลมหวนคืน
ในความมืดนั้น เงาเดี่ยวหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ใต้โคมไฟริบหรี่
เฮยหลง
บุรุษร่างสูงในชุดเรียบง่าย นั่งพิงเสาไม้ ศีรษะก้มต่ำเหนือพิณโบราณ เส้นผมปลิวระเรี่ยไหล่ตามแรงลมบางเบา นิ้วเรียวยาวเคลื่อนเหนือสายพิณด้วยท่วงท่าแข็งแกร่งแต่เปี่ยมความอ่อนโยน
ชิงเยว่ชะงักเท้าในเงาไม้ สายตาแแ่ไปยังภาพตรงหน้าไม่กล้ารบกวน
บทเพลงที่เขาบรรเลง...มิใช่ท่วงท่าใดที่พบได้ทั่วไป
ท่วงท่าลมหวน
บทเพลงที่ครั้งหนึ่ง...มารดาของเขาเคยบรรเลงเพื่อลูกชายตัวน้อยในคืนที่พายุโหมกระหน่ำ
หัวใจชิงเยว่ราวกับหยุดเต้นครู่หนึ่ง ก่อนความอุ่นซ่านประหลาดจะไหลเอ่อจากอก
นางย่องเข้าใกล้เงียบ ๆ นั่งลงยังขอบศาลา หยิบกาน้ำชาที่ตั้งทิ้งไว้กลางโต๊ะมารินชาลงถ้วยเบา ๆ
กลิ่นชาอ่อนจางระเหยเคล้ากับสายลม ร่างเล็กประคองถ้วยชาไว้ในสองมือ สูดไออุ่นระเหยช้า ๆ ดั่ง้าซึมซับทุกวินาทีแห่งความสงบ
ปลายนิ้วบางแตะขอบถ้วยช้า ๆ ไอน้ำอุ่นเกาะพราวตามขนตายาวของนางโดยไม่รู้ตัว
เฮยหลงยังไม่เอื้อนเอ่ยวาจาสักคำ เพียงปล่อยเสียงพิณไหลเอื่อยดั่งสายน้ำ ทั้งท่วงท่า ทั้งัับนสายพิณล้วนสะท้อนก้นบึ้งแห่งหัวใจที่เขาไม่เคยเปิดเผยต่อผู้ใด
และในห้วงราตรีนั้น ท่ามกลางลมหวนและเสียงพิณแ่ ชิงเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาเขาเงียบ ๆ
ไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ย
ทว่าดวงตาสีเข้มลึกล้ำของเฮยหลง...สะท้อนเพียงประโยคเดียวที่ดังก้องอยู่ในใจ
'อยู่ด้วยกันไปเถิด'