บทที่ 10 การตายทางสังคม
เมื่อชายทั้งสามคนเดินออกจากลานบ้านไปแล้ว พวกเขาก็ไปกินเหล้าและอาหารกันเย็นกันอย่างร่าเริง
ส่วนหลี่ซิงเหอนั้นเธอนอนกองอยู่บนพื้น ด้วยความเ็ปไปทั่วร่างกาย เธอเจ็บจนไม่รู้ว่ามีส่วนไหนที่ไม่เจ็บบ้าง หยางเฉินค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบมีดจากมือของหลี่ฝู่แล้วโยนไปอีกฝั่งของลานบ้าน จากนั้นจึงตรวจดูอาการาเ็ของหลี่ซิงเหอ เขาพบว่าาแไม่ลึกไม่ตื้นเกินไป โชคดีที่ไม่โดนที่คอและเส้นเืแดงใหญ่
"ลุงหลี่ครับ ผมจะพาเธอไปที่สถานีอนามัยในหมู่บ้าน แผลค่อนข้างลึก ควรจะเย็บแผล"
หลี่ฝู่แค่นเสียงหึ "หยางเฉิน วันนี้ลุงไม่ได้ฟันมันให้ตายเพราะให้เกียรติหลานนะ แต่จะให้เสียเงินรักษามันอีก หลานอย่าหวังเลย" หลี่ฝู่พูดด้วยเสียงต่ำ จากนั้นก็คว้าคอเสื้อของหลี่ซิงเหอดึงขึ้นมาจากพื้น
"ยัยตัวดี! อายุแค่นี้ก็ออกไปยั่วผู้ชายแล้วใช่ไหม? ลุกขึ้นมา! อย่ามาแกล้งตายให้ฉันเห็นอีก!" เขาลากตัวหลี่ซิงเหอที่เืไหลเป็ทางทั้งดึงทั้งผลักเข้าไปในห้องเก็บของเล็ก ๆ ห้องนั้น
"ลุงหลี่!" หยางเฉินกำลังจะก้าวเข้าไปแต่ถูกหลี่เฉิงเฉวียนห้ามไว้
"เื่นี้เป็เื่ในครอบครัวพวกเรานะ นายไม่ต้องยุ่งดีกว่า ถ้านายเข้าไปยุ่ง พ่อฉันจะโกรธหนักกว่าเดิม"
หลังจัดการกับหลี่ซิงเหอแล้ว หลี่ฝู่ก็หันมาลากตัวหวังฟางขึ้น แล้วโยนเข้าไปในห้องเก็บของด้วยเช่นกัน จากนั้นก็หยิบกุญแจมาใส่กลอนจากด้านนอก
"ไอ้ตัวไร้ค่า! อยู่ในนี้แหละ อย่าออกไปทำให้ฉันขายหน้าอีก"
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว เขามองหยางเฉินแวบหนึ่ง "หลานชาย… นายกลับไปได้แล้ว"
หยางเฉินเดินตามหลี่ฝู่เข้าไปในบ้าน "ลุงหลี่ครับ ผมเป็ตำรวจนะ ลุงฟังผมก่อน เื่นี้ไม่ว่ายังไง สิ่งที่ซิงเหอทำก็ถือว่าเป็การป้องกันตัวโดยชอบธรรม ในทางกฎหมายมันไม่ผิด ถ้าลุงแจ้งความ..."
ไม่ทันที่หยางเฉินจะพูดจบ หลีฝู่ก็พูดขัดขึ้นอย่างหงุดหงิด "ลุงรู้ว่าหลานเป็คนมีการศึกษา แต่ลุงมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า ครอบครัวเราไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทางการหรอก อีกอย่าง… เื่นี้เป็เื่ที่น่าอับอาย ถ้ามันไม่ไปที่เปลี่ยว เื่ก็คงไม่เกิดเื่แบบนี้ขึ้น ยังไงเื่นี้ก็เป็เื่ในครอบครัวของเรา ลุงว่าไม่ต้องพูดอะไรให้มากความแล้ว หลานกลับบ้านไปเถอะ"
หยางเฉินรู้จักนิสัยผู้ชายในตระกูลหลี่ดี เขารู้ว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ จึงทำได้เพียงถอนหายใจยาว ๆ แล้วเดินออกจากบ้านมา
เสียงร้องไห้สะอื้นดังมาจากห้องเก็บของ เขารู้ทันทีว่านั่นเป็เสียงของป้า ไม่ใช่เสียงของหลี่ซิงเหอ
เขาละสายตาจากห้องเก็บของ แล้วเดินออกจากลานบ้านเล็ก ๆ อย่างอาลัยอาวรณ์
หยางเฉินเดินยังไม่ทันได้เข้าบ้าน แม่ของเขาก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที "เกิดอะไรขึ้นที่บ้านหลี่ มีเื่วุ่นวายใหญ่โตอะไรกัน"
"แม่ครับ… ยาฆ่าเชื้อกับผ้าก๊อซยังอยู่ที่เดิมไหม?"
"หา? อ๋อ ใช่ ๆ แต่บอกแม่มาก่อนสิว่าเกิดอะไรขึ้น"
"ไม่มีอะไรหรอก… แม่ไม่ต้องสนใจหรอกครับ รีบเข้าไปเตรียมอาหารเถอะ เดี๋ยวพ่อก็เลิกงานก็กลับมาแล้ว" หยางเฉินตรงไปหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อกับผ้าก๊อซแล้วกลับไปทางบ้านหลี่อีกครั้ง
ในห้องเก็บของเล็ก ๆ หวังฟางช่วยถอดเสื้อคลุมที่สกปรกของลูกสาวออก าแจากคมมีดยังคงมีเืไหลตามตัวไม่หยุด เธอตัวสั่นพลางร้องไห้แ่เบาจนไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี
"ทำยังไงดีลูก เืยังไหลไม่หยุดเลย"
หลี่ซิงเหอไม่ได้ตอบกลับ เพียงแค่นอนนิ่ง ๆ สายตาจ้องมองกำแพงมืด ๆ อย่างเหม่อลอย
หวังฟางพลิกเสื้อคลุมที่ขาดมารองใต้ตัวลูกสาว คอยซับเืที่ยังไหลอยู่ แล้วจึงห่มผ้าบาง ๆ ให้ จากนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไรได้อีก เวลาผ่านไปชั่วครู่ หวังฟางยังคงนั่งร้องไห้สะอื้นอยู่ข้าง ๆ
โชคดีที่าแของหลี่ซิงเหอไม่ได้โดนเส้นเืใหญ่ ส่วนเืที่ไหลออกมาก็แข็งตัวแล้ว าแค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีม่วงเข้ม และมีเืซึมออกมาทีละหยดเป็ครั้งคราว
ปึง! ปึง!
เสียงเคาะหน้าต่างเบา ๆ ดังขึ้นสองครั้ง
"ป้าครับ มาทางนี้หน่อย"
แน่นอนว่าเป็เสียงกระซิบของหยางเฉิน
หวังฟางลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างแล้วเปิดมันออก
"ป้าครับ อันนี้เป็ยาสำหรับฆ่าเชื้อ ช่วยเช็ดให้ซิงเหอหน่อย ส่วนอันนี้ผ้าก๊อซเอาไว้ใช้ห้ามเื"
"อ๋อ… ขอบใจนะลูก" หวังฟางรับของมาอย่างเกรงใจ ทุกครั้งที่โดนตี หยางเฉินก็เคยเอามาให้ เธอจึงรู้วิธีการใช้ของพวกนี้ดี
"ซิงเหอเป็ยังไงบ้างครับป้า"
"เืไม่ไหลมากแล้วจ้ะ" หวังฟางขยับตัวหลบให้หยางเฉินดูเอง
ในห้องเก็บของเล็ก ๆ ที่มืดสลัว เด็กสาวร่างผอมบางนอนอยู่บนแคร่เล็ก ๆ ร่างบางของเธอนั้นดูเหมือนจะรับน้ำหนักของผ้าห่มบนตัวไม่ไหว เธอขดตัวอยู่อย่างนั้นเงียบ ๆ
"ขอบคุณสำหรับยาพวกนี้นะลูก นายกับแม่นายช่วยเหลือพวกเราสองคนแม่ลูกเสมอ ซิงเหอเคยบอกป้าว่าเธอได้อาหารจากแม่นายหลายครั้ง"
"ป้าอย่าพูดแบบนั้นเลย ของพวกนั้นก็ไม่ได้ให้เสียเปล่าสักหน่อยครับ ซิงเหอเอาของมาแลกเองทั้งนั้น"
หน้าต่างที่แตกของห้องเก็บของเล็ก ๆ นี้หันไปทางถนนด้านหลัง มักจะมีคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา หยางเฉินก็ไม่สะดวกที่จะยืนอยู่ตรงนี้นาน ๆ
เขามองหาหลี่ซิงเหออีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับบ้านทันที
หลี่ซิงเหอดูเหมือนจะไม่ได้ยินเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ปล่อยให้หวังฟางทำแผลและห้ามเืให้
หยางเฉินก้มหน้าเดินกลับบ้าน พอมาถึงถนนเล็ก ๆ ตรงทางเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงแม่ของเขาคุยกับผู้หญิงอีกคน
"จริงเหรอ? เด็กคนนั้นถีบของสำคัญของผู้ชายงั้นเหรอ?"
"ใช่น่ะสิ! ใครจะไปรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้! อาจจะเป็เธอนั่นแหละที่ยั่วยวนก่อน ไม่งั้นจะไปที่เปลี่ยว ๆ แบบนั้นทำไม?"
"ฉันว่าไม่น่าจะใช่นะ ซิงเหอดูเป็เด็กสาวที่ซื่อ ๆ คนหนึ่ง แล้วยังทำงานทั้งวันทั้งคืนอีกด้วย"
"ใครจะไปรู้ล่ะ? บางทีอาจจะอยากหาผู้ชายสักคนเพื่อออกจากบ้านนั้นเร็ว ๆ ก็ได้ อาจจะเป็เพราะตกลงอะไรกันไม่ได้ เลยมีการลงไม้ลงมือ! ผู้หญิงสมัยนี้นะ แต่ละคนเหมือนนางจิ้งจอกตัวน้อย มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะแยะไปหมด!"
หยางเฉินยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดใจ ในที่สุดเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูรั้ว เขาก็ผลักประตูเปิดออกอย่างแรง
"เอ๊ะ ลูกชายกลับมาแล้ว… ไว้คุยกันคราวหน้านะ"
"ได้ ๆ ฉันไปก่อนละ"
แม่ของหยางเฉินเห็นสีหน้าไม่ดีของลูกชาย จึงรีบกลับเข้าบ้านอย่างเก้อเขิน หลังจากจัดโต๊ะอาหารเสร็จ พ่อของหยางเฉินก็กลับมา
ทั้งสามคนนั่งกินข้าวด้วยกัน
ในที่สุดแม่ของหยางก็ทนไม่ไหว "ลูกเอ๋ย ต่อไปนี้ลูกไม่ควรไปบ้านนั้นอีก หลังจากนี้ลูกก็จะไปทำงานในเมืองแล้ว คงช่วยเธอไม่ได้ตลอด ลูกก็เห็นว่าครอบครัวหลี่มีทั้งพ่อและพี่ชายแบบนั้น ผู้ชายในหมู่บ้านคนไหนจะกล้าแต่งงานกับลูกสาวบ้านพวกเขากันล่ะ? ช่างน่าสงสารเหลือเกิน"
พ่อหยางที่ไม่รู้เื่ราวจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น
แม่หยางเล่าข่าวที่เพิ่งได้มาให้สามีฟังอีกครั้ง แต่เพราะรู้ว่าหยางเฉินสนิทสนมกับหลี่ซิงเหอ จึงละเว้นคำพูดอย่าง 'แม่มดจิ้งจอก' 'ยั่วยวนผู้ชาย' และคำซุบซิบนินทาอื่น ๆ ไว้
พ่อหยางได้ฟังแล้วถอนหายใจ "ครอบครัวของพวกเขาเป็ภัยต่อเราจริง ๆ ยิ่งเป็เด็กผู้หญิงที่เกิดมาในครอบครัวแบบนั้น บางทีอาจจะมาใช้หนี้กรรมก็ได้ ต่อไปก็อย่าไปมาหาสู่มากเลย"
หยางเฉินก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่พูดจากับใคร หลังจากกินเสร็จก็กลับเข้าห้องของตัวเอง เขารู้ว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดนั้นถูกต้อง ต่อไปเขากับหลี่ซิงเหอก็จะเดินคนละเส้นทางอยู่แล้ว ชีวิตของหลี่ซิงเหอไม่ใช่สิ่งที่เขาจะแบกรับได้ แต่ความสงสารที่มีต่อหลี่ซิงเหอนั้น เขาก็คงต้องเก็บมันไว้ในใจต่อไป
เื่ราวดูเหมือนจะจบลงแล้ว
แต่ความจริงแล้วมันเพิ่งจะเริ่มต้น!
เมื่อเื่วุ่นวายจบลง เวลากลางคืนก็มาเยือนอีกเช่นเคย
แต่ข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแล้ว ชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่น่าเบื่อหน่าย กลับมีข่าวความรัก ระหว่างสาวน้อยกับชายโสดวัยกลางคนได้เติมสีสันให้กับหมู่บ้านที่เงียบเหงาแห่งนี้
ผ่านไปแค่วันเดียว เื่ซุบซิบนินทาที่ทำให้ชาวบ้านเล่าต่อกันอย่างเลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ