ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 เรื่องนี้มันน้ำเน่าสิ้นดี

            ลู่เหยียนชูสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน "ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่แต่หลิงซีไม่อยู่..."

            เขากำลังจะบอกว่าคนไม่ได้อยู่ที่เขาแล้วทว่าจู่ๆ จี้ทิงที่นั่งอยู่อีกฝั่งกลับผุดลุกขึ้นยืนในทันที

            ชายหนุ่มทั้งสองหันไปมองพร้อมกันเห็นเพียงใบหน้าที่เรียบเฉยทว่าเย็นเยียบราวกับผิวน้ำที่นิ่งสนิทหากแต่มันกลับแผ่ซ่านความโกรธเกรี้ยวลึกๆ ในใจออกมาอย่างน่าประหลาด

            "จี้เยี่ยนจื๋อ ลู่เหยียนชู" จี้ทิงหลุบตาลงครึ่งหนึ่งน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก "พวกคุณทำแบบนี้มันออกจะเกินไปหน่อยนะ"

            พูดจบเขาก็คว้าแขนสวีเหรินที่กำลังมึนงงกับสถานการณ์ให้ลุกตามมา"กลับกันเถอะ"

            ตอนที่คนทั้งสองก้าวเดินออกไปจี้ทิงมองตรงไปข้างหน้าโดยไม่ชายตามองใครทั้งสิ้นราวกับว่าผิดหวังในตัวคนทั้งคู่มาก

            "จี้..." ลู่เหยียนชูอ้าปากหมายจะรั้งตัวไว้แต่บานประตูห้องรับรองกลับปิดลงอย่างเย็นชาไร้เยื่อใย

            เขาหลุบตาลงต่ำภายในใจเริ่มรู้สึกนึกเสียใจ วันนี้เขาตั้งใจมาคุยเรื่องงานแท้ๆแต่สุดท้ายนอกจากจะทะเลาะกับจี้เยี่ยนจื๋อแล้วทั้งยังลากเอาจี้ทิงเข้ามาพัวพันด้วยอีกคน

            ผิดกับจี้เยี่ยนจื๋อที่พอจี้ทิงพ้นสายตาไปใบหน้าของเขาก็เคร่งขรึมเย็นชาลงทันที เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ขุ่นมัวไม่แพ้กัน

            ทว่าในขณะที่ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในห้วงความคิดเสียงของจี้ทิงก็พลันดังก้องขึ้นในหัวของพวกเขาทั้งคู่...

             [รีบไปเร็วเข้า ขู่ให้หงอได้แค่ชั่วคราวไม่ได้แปลว่าจะได้ผลตลอดไปถ้าพวกเขารู้ตัวเมื่อไหร่ ฉันหนีไม่พ้นแน่]

            นัยน์ตาคมเข้มของจี้เยี่ยนจื๋อหรี่ลงก่อนจะแค่นยิ้มเย็นในลำคอ

            นึกไม่ถึงว่าพอสิ้นเสียงหัวเราะเยาะเขากลับได้ยินเสียงลู่เหยียนชูหลุดหัวเราะออกมาเช่นกันเขาตวัดสายตาคมกริบมองอีกฝ่ายทันที "ขำอะไรของนาย?"

            จี้เยี่ยนจื๋อรู้ดีอยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายขำเรื่องอะไรแต่เขาก็แค่รู้สึกหงุดหงิดจนอยากหาเรื่องระบายอารมณ์ก็เท่านั้น

            ใบหน้าของลู่เหยียนชูยังคงประดับรอยยิ้มที่มุมปากไม่จางหาย"ผมอารมณ์ดีก็เลยยิ้มเรื่องแค่นี้ประธานจี้ต้องเข้ามาก้าวก่ายด้วยหรือไง?"

            จี้เยี่ยนจื๋อเหยียดยิ้มเย้ยหยัน"ถ้าฉันจำไม่ผิดวันนี้ก็นายไม่ใช่เหรอที่มาอ้อนวอนขอให้ฉันยุ่งด้วยน่ะ"

            "ถ้าประธานจี้กลับไปแล้วไม่หาเรื่องลำบากใจให้จี้ทิงผมยอมล้มเลิกเรื่องขอความช่วยเหลือจากกลุ่มบริษัทซื่อลี่ก็ได้" ลู่เหยียนชูกล่าว

            สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้มลง"เขาเป็นน้องชายของฉัน ฉันจะปฏิบัติกับเขายังไงมันกงการอะไรของนายที่ต้องมาชี้นิ้วสั่ง"

            "แต่ที่จี้ทิงต้องทำแบบนี้ ก็เพราะเรื่องของผม..."

            จี้ทิงไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มสองคนข้างบนนั้นเริ่มเปิดศึกกันอีกรอบเพราะเสียงในใจของเขาหลังจากออกมาแล้ว เขาก็พาสวีเหรินขึ้นรถและขับออกจากคลับไปอย่างรวดเร็ว

            เมื่อพ้นหัวโค้งแรกมาได้เขาก็เอ่ยปากถาม "สวีเหรินให้ผมไปส่งที่มหาวิทยาลัยเลยไหม?"

            สิ้นคำถามอีกฝ่ายกลับนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ จี้ทิงจึงหันไปมอง เขาก็เห็นสวีเหรินอ้าปากค้างดวงตาทั้งสองข้างจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างเซ่อซ่า

            "เป็นอะไรไป ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"

            สวีเหรินส่ายหน้าไปมาก่อนจะเอ่ยถามอย่างเลื่อนลอย "อาจารย์จี้ครับผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?"

            จี้ทิงพอจะเดาออกว่าเขาจะถามเรื่องอะไรจึงตอบกลับไปว่า "เมื่อกี้คุณฟังไม่ผิดหรอกหลิงซีคือรักแรกของผม แต่ตอนนี้เราไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันแล้ว"

            "เธอ..." สวีเหรินเลียริมฝีปากที่แห้งผาก"ผู้หญิงคนนั้นดูเป็นคนพิเศษมากเลยใช่ไหมครับ..."

            "หลิงซีเป็นผู้ชาย"

            ห้าคำนี้เปรียบเสมือนการดีดหน้าผากสวีเหรินอย่างแรงจนเขามึนงงไปหมด"อาจารย์จี้... อาจารย์เป็นเกย์เหรอครับ?!"

            จี้ทิงนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "คุณรังเกียจเหรอ?"

            "เปล่าครับ เปล่าๆๆ ไม่เลย" สวีเหรินโบกมือพัลวันรีบอธิบายทันควัน "ผม... ผมเคารพในทุกรสนิยมทางเพศจริงๆนะครับ"

            แม้ว่าในประเทศจีนการแต่งงานเพศเดียวกันจะยังไม่ถูกกฎหมาย แต่ค่านิยมในสังคมก็เปิดกว้างขึ้นมากแล้วเรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป

            สวีเหรินแค่คาดไม่ถึงว่าจี้ทิงจะชอบผู้ชาย...ไม่ใช่สิ เขาไม่ได้ติดใจที่ชอบผู้ชายแต่เขาแค่ตกตะลึงว่าคนอย่างจี้ทิงจะมีความรักกับเขาเป็นด้วย

            ในใจของเขาอาจารย์จี้คือตัวตนที่เกิดมาเพื่อจุดประกายวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีของโลกเป็นอัจฉริยะทางฟิสิกส์โดยกำเนิดแม้แต่อัจฉริยะในสายตาชาวโลกก็ยังดูเล็กจ้อยเหมือนเม็ดฝุ่นเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

            เทพเจ้าเดินดินแบบนี้จะมีความรู้สึกหวั่นไหวเหมือนปุถุชนทั่วไปได้ยังไงกัน

            สวีเหรินใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะสงบใจลงได้แต่สุดท้ายก็อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากถาม "อาจารย์จี้ครับแล้วอาจารย์กับหลิงซีไปรักกันได้ยังไงเหรอครับ?"

            "เมื่อก่อนเขาเป็นลูกชายเพื่อนสนิทแม่ผมน่ะ ต่อมาตระกูลหลิงล้มละลายหลิงซีเลยย้ายมาพักที่บ้านผมชั่วคราว" น้ำเสียงของจี้ทิงเรียบเฉยราวกับกำลังเล่าเรื่องความรักของคนอื่น"อาจจะเพราะหน้าตาถูกสเปกมั้ง เห็นแวบแรกก็เลยชอบเลย"

            พระเจ้า...แล้วหลิงซีคนนั้นจะหล่อเหลาขนาดไหนกันเนี่ย?

            สวีเหรินกำลังนึกสงสัยอยู่ในใจทว่าทันใดนั้นเขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกกว้าง "งั้น... งั้นแสดงว่าประธานจี้ก็..."

            จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงราบเรียบ "เขาน่าจะชอบหลิงซีก่อนผมอีกตอนเด็กๆ เขาก็ดีกับหลิงซีมาก แทบจะประเคนทุกอย่างให้ตามที่ต้องการเลย"

            โอย...พ่อแก้วแม่แก้ว พี่น้องคลานตามกันมาชอบคนคนเดียวกัน เรื่องมันจะน้ำเน่าเกินไปแล้ว!สวีเหรินยกมือลูบอก รู้สึกว่าหัวใจมันเต้นระทึกจนแทบจะกระดอนออกมา

            เขาพยายามกลืนน้ำลายอยู่หลายอึกพลางขมวดคิ้ว"มิน่าล่ะ ประธานจี้ถึงได้ชอบทำหน้ายักษ์ใส่อาจารย์อยู่เรื่อยที่แท้ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้นี่เอง"

            "คุณเข้าใจผิดแล้ว ความเกลียดชังที่จี้เยี่ยนจื๋อมีต่อผมไม่เกี่ยวกับหลิงซีหรอก"

            หา!ยังมีสาเหตุอื่นอีกเหรอเนี่ย?

            สวีเหรินฝืนเค้นคำถามออกมา"หรือว่าจะเป็น... แบบที่ผมคิด...พวกเรื่องแย่งชิงอำนาจความแค้นในตระกูลเศรษฐีอะไรแบบนั้นเหรอครับ?"

            จี้ทิงเงียบไปสองสามวินาที"ก็คงประมาณนั้นแหละ"

            สวีเหรินเริ่มเสียใจที่ตัวเองปากมากถามซอกแซกเขาจึงเม้มปากแน่น "อาจารย์จี้ครับผมรู้เรื่องเยอะขนาดนี้ จะถูกฆ่าปิดปากไหมเนี่ย?"

            "ไม่หรอก จี้เยี่ยนจื๋อยังไม่เคยฆ่าใคร"

            พรืดดด!สวีเหรินหลุดขำกับท่าทางนิ่งสงบแต่โยนระเบิดลงมาหน้าตาเฉยของเขา"อาจารย์จี้ครับนึกไม่ถึงเลยนะเนี่ยว่าอาจารย์จะมีอารมณ์ขันกับเขาด้วย"

            จี้ทิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ผมเป็นคนมีอารมณ์ขันอยู่แล้วเพราะความสามารถพิเศษของผมคือการเล่าเรื่องตลกยังไงล่ะครับ"

            "ฮ่าๆๆ ..." สวีเหรินฉีกยิ้มกว้างขวางกว่าเดิมรู้สึกว่าคำพูดประโยคนี้แหละที่ตลกที่สุด

            เมื่อเริ่มเข้าใจสถานการณ์ในวันนี้ได้แล้วความอึดอัดใจก็จางหายไปมาก ทว่าเขากลับเริ่มสงสัยในอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา"อาจารย์จี้ครับแล้วลู่เหยียนชูชอบหลิงซีในช่วงเวลาเดียวกับอาจารย์หรือเปล่า?"

            จี้ทิงนึกย้อนถึงเส้นเวลาในนิยายต้นฉบับแล้วคำนวณในใจ"มีช่วงที่ซ้อนทับกันอยู่ ตอนที่หลิงซีช่วยชีวิตลู่เหยียนชูฉันยังไม่ถูกบอกเลิกเลย"

            "ฮะ?" สวีเหรินกะพริบตาถี่ๆ "เขาช่วยชีวิตลู่เหยียนชูเรื่องอะไรเหรอครับ?"

            เรื่องนี้ถ้าจะเล่าคงต้องย้อนไปตั้งแต่วัยหนุ่มตอนที่ลู่เหยียนชูยังตกอับเมื่อเห็นว่าจะเปลืองน้ำลายเกินไป จี้ทิงจึงสรุปสั้นๆ ว่า"ลู่เหยียนชูประสบเคราะห์ร้าย หลิงซีบังเอิญเดินผ่านมาพอดี"

            "ก็หมายความว่า เขาช่วยลู่เหยียนชูไว้ จากนั้นลู่เหยียนชูก็เลยหลงรักเขาแล้วอาจารย์ก็เลยถูกทิ้งงั้นเหรอครับ?"

            ในนิยายต้นฉบับช่วงนี้ไม่ได้ระบุสาเหตุที่ทั้งคู่เลิกกันไว้เลยเขียนเพียงแค่จี้ทิงสติแตกและเสเพลหนักหลังจากถูกสลัดรัก

            เขาสันนิษฐานคร่าวๆก่อนจะเอ่ยว่า "อาจจะมีลู่เหยียนชูเป็นสาเหตุด้วยส่วนหนึ่งแต่ส่วนใหญ่คงเป็นเพราะหลิงซีรู้สึกว่าจี้ทิงในตอนนั้นไม่มีดีอะไรเลยสักอย่างเขาถึงได้ขอเลิก"

            "หลิงซีคนนี้ตาถั่วจริงๆ อาจารย์จะเป็นคนไม่มีดีไปได้ยังไงกัน?"

            เมื่อเห็นท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจแทนของอีกฝ่ายจี้ทิงกลับตอบสนองนิ่งเฉยดั่งน้ำใส "สายตาเขาไม่พลาดหรอกเมื่อก่อนฉันมันก็แค่ลูกแหง่เศรษฐีที่ทำตัวไร้สาระไปวันๆ จริงๆ นั่นแหละ"

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว ที่คุณอ่าน