ท่ามกลางสายลมและพายุฝน สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในรูก็ทยอยหนีน้ำออกมา เมื่อพบผู้บุกรุกอย่างสือโม่ พวกมันบางส่วนที่เป็สัตว์นักล่าก็เริ่มการโจมตี
สือโม่ไม่มองไม่ฟัง สองมือกวัดแกว่งมีดยาวสังหารทั้งสิ้น ขอเพียงพวกมันกล้าจู่โจม เขาก็จะไม่ไว้ชีวิตพวกมัน
ขณะที่สือโม่ฟันงูเพ็ชรนิลกาฬหลายตัวขาดเป็สองท่อน กระต่ายที่สองตาแดงก่ำและมีฟันอันแหลมคมก็ะโออกมาขวางเส้นทางด้านหน้า
กระต่ายหยกเนตรอัคคี!
บัดซบ! สือโม่สบถในใจ วันนี้เขาไม่ควรออกจากบ้านจริง ๆ กระต่ายหยกเนตรอัคคีจะออกมาเพียงเดือนละครั้ง คิดไม่ถึงเลยว่าพวกมันออกจะมาคืนนี้
พลังปรานแผ่ออกมาจากร่างพรานหนุ่มอย่างไม่ปกปิดส่งแรงกดดันไปยังกระต่ายหยกเนตรอัคคี ทว่าดูจะไม่ได้ผลนัก พวกมันยังคงยืนประจัญหน้าขวางทางเขาอยู่เช่นเดิม
“ในเมื่อพวกเ้าไม่หลีกทาง เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ” สือโม่เอาด้ามมีดทั้งสองเล่มมาประกบกัน กลายเป็อาวุธที่มีด้ามจับตรงกลางซึ่งปลายสองด้านเป็มีดสองคม
สือโม่พุ่งฝ่าเข้าไป หลบกระต่ายหยกเนตรอัคคีทางขวา ปาดคอกระต่ายหยกเนตรอัคคีทางซ้าย ถีบกระต่ายหยกเนตรอัคคีที่ขวางหน้าออกไป อาศัยแรงสะท้อนปาดคอกระต่ายหยกเนตรอัคคีด้านหลังสองตัว ต่อสู้เปิดทางเช่นนี้ไปตลอดทาง
มีดสองคมหมุนควงกลางอากาศราวกงจักร ไปถึงที่ใดลิ้มเืและพรากชีวิตที่นั่น
แม้สือโม่จะเป็เพียงผู้ััขอบเขตปราน แต่ความคล่องตัวของเขาไม่ธรรมดา เพียงครึ่งชั่วยามต่อมาเขาก็ทำให้ศพกระต่ายหยกเนตรอัคคีกองสูงเป็ูเาลูกย่อม ๆ และทำให้กระต่ายหยกเนตรอัคคีที่เหลือหวาดกลัวจนหลีกทางให้
สือโม่เองก็ไม่คิดจะเสียเวลากับกระต่ายหยกเนตรอัคคี เขาเร่งฝีเท้าไปด้านหน้าพ้นจากขอบเขตความแปรปรวน ท้องฟ้าเบื้องบนพลันสว่างไสวไปด้วยหมู่ดาว ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวแขวนเด่นหรากลางท้องนภา
สือโม่พรูลมหายใจ ด่านแรกนับว่าผ่านมาได้แล้ว มองทุ่งโล่งกว้างเบื้องหน้า ความระมัดระวังของเขาไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย เขาไม่เคยเดินผ่านที่นี่ในยามค่ำคืน จึงไม่รู้ว่ามีอันตรายอันใดรออยู่
สือโม่สะบัดเืกระต่ายหยกเนตรอัคคีที่เปื้อนอยู่บนมีดออก แต่ยังไม่แยกมีดทั้งสองเล่มออกจากกัน เหน็บมีดไว้ข้างเอว คว้าคันธนูที่สะพายแล่งเอาไว้ออกมาแทน หยิบลูกธนูทาบเล็งไปสุดสายตา
เฟี้ยว!
ปึก!
ทันทีที่ลูกธนูแฝงพลังปรานปักลงพื้นหญ้า แรงยิงนั้นไม่ใช่น้อย ลูกธนูจมหายไปทั้งดอกพร้อมกับเสียงร้องคำรามอย่างเ็ป
แผ่นดินเคลื่อนไหวราวระลอกคลื่น สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เคลื่อนตัว ทุ่งหญ้าโล่งกว้างแปรเปลี่ยน เพียงไม่นานเต่าตัวใหญ่ที่มีกระดองสี่เหลี่ยม บนกระดองมีลวดลายตารางคล้ายกระดานหมากล้อมก็ยกตัวขึ้น
“เต่าัาาหมาก!”
ที่แท้เต่าัาาหมากที่หายสาบสูญไปนานแล้วก็หลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ทั้งสือโม่ยังทำให้มันโกรธเคืองเข้าเสียแล้ว
“ผู้ใด? ผู้ใดบังอาจทำร้ายาาผู้นี้!” เต่าัาาหมากคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
สือโม่รีบคุกเข่าก้มศีรษะคารวะ เขาไม่กล้าถอยหนีและไม่กล้าปัดความรับผิดชอบ หนทางที่ดีที่สุดในการปฏิบัติต่อเต่าัาาหมาก ในบันทึกที่ท่านพ่อทิ้งเอาไว้ให้เขาคือนอบน้อมถึงขีดสุด
หากทำผิดต่อเต่าัาาหมากจะต้องยอมรับผิดโดยเร็ว ห้ามปัดความบอกไม่รู้ไม่เห็นเป็อันขาด
“เรียนผู้าุโ เป็ผู้น้อยไม่รู้ความเองขอรับ คิดหยั่งเชิงทุ่งกว้างแห่งนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้วิธีใด จึงทดสอบด้วยการยิงธนู ไม่คิดว่าจะทำร้ายผู้าุโโดยไม่ได้ตั้งใจ”
เต่าัาาหมากได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป หัวเต่าัที่อยู่ทางขวาหันมามองสือโม่ นึกแปลกใจที่เขาไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“เ้าเป็ผู้เฝ้าประตูในรุ่นนี้?”
“ขอรับ ข้าคือทายาทสกุลสือ ผู้เฝ้าประตูรุ่นที่สี่ร้อยสามสิบเจ็ด นามสือโม่ขอรับ”
เต่าัาาหมากพินิจมองสือโม่อย่างไม่พอใจนัก แค่นเสียงฮึดฮัด
“เด็กน้อย เ้าช่างอ่อนแอ ผู้เฝ้าประตูรุ่นหลัง ๆ ใน่ห้าร้อยปีมานี้ยิ่งมายิ่งอ่อนแอมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูอย่างเ้า อายุไม่น้อยแล้วกลับเป็เพียงผู้ััปรานที่อ่อนแอเท่านั้น ย่ำแย่ ย่ำแย่ยิ่งนัก”
สือโม่ก้มหน้าอย่างละอายใจ อันที่จริงเขาพยายามเรียนรู้ตำราโบราณที่บิดาเหลือทิ้งเอาไว้แล้ว แต่ตัวเขาช่างมีความเข้าใจอันต่ำต้อย เพียรฝึกฝนมานานปี แต่ความก้าวหน้ากลับไม่เพิ่มพูน
“เรียนผู้าุโ ท่านพ่อข้าจากไปเร็ว ตำราที่เหล่าบรรพชนทิ้งเอาไว้ ข้าเพียรฝึกฝนด้วยตนเอง แต่ข้ามีความเข้าใจเพียงพื้นฐานที่ท่านพ่อเคยถ่ายทอดให้ ดังนั้นการฝึกฝนจึงเป็ไปด้วยความล่าช้าและยากลำบากนัก”
เต่าัาาหมากถอนหายใจ เื่นี้เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้จริง ๆ ในเมื่อเขาไม่มีผู้ชี้แนะ เช่นนั้นาาผู้ว่างงานก็จะให้คำชี้แนะแก่เขาสักหน่อย
“เ้าเดินหมากเป็หรือไม่?”
สือโม่ส่ายหน้า เขาไม่เคยัักับการเดินหมากมาก่อน สิ่งนี้ควรเป็ความบันเทิงของชนชั้นสูง มันไม่ใช่สิ่งที่พรานป่าเช่นเขาจะมีโอกาสััได้เลย
เต่าัาาหมากคล้ายจะรู้อยู่แล้ว เขาถอดกระดองแปลงกายเป็บัณฑิตชุดขาว รูปลักษณ์สง่างาม
“มานี่ ข้าจะสอนเ้าเอง รอเ้าเดินหมากเป็และกินหมากข้าได้หนึ่งเม็ดก็จะสามารถผ่านทุ่งหญ้าแห่งนี้ไปได้”
สือโม่หดหู่ใจ เขาไม่้าเรียนรู้การเดินหมาก เพียง้าผ่านเส้นทางนี้โดยเร็วเพื่อไปตามหาชาวบ้านกลุ่มนั้น
“ร้อนใจไม่มีประโยชน์ เ้ารู้ดีว่าป่าแห่งนี้ไม่ใช่ใครจะผ่านเข้ามาง่าย ๆ โดยเฉพาะในยามวิกาล”
สือโม่รู้ว่าเต่าัาาหมากพูดไม่ผิด ป่าแห่งนี้แฝงไปด้วยความลี้ลับเมื่อครั้งา แม้ว่าสกุลสือจะเป็หนึ่งในผู้เฝ้าประตู แต่ความสำคัญของพวกเขาไม่มีใครรับรู้อีกต่อไป
ตระกูลไป๋ ตระกูลหลิน ตระกูลลั่ว พวกเขาละทิ้งหน้าที่ไปเมื่อนานมาแล้ว บัดนี้ทั้งสามตระกูลโลดแล่นอยู่ในแวดวงราชสำนัก รับตำแหน่งอันทรงเกียรติ อยู่อย่างรุ่งโรจน์เฟื่องฟู
ในขณะที่สกุลสือของเขา เหลือเพียงเขาที่เป็ทายาทเพียงผู้เดียว เฝ้ารักษาเส้นทางอยู่ที่นี่ รอวันที่ประตูจะเปิดออกอีกครั้ง
สือโม่คุกเข่าลง โขกศีรษะสามครั้งอย่างหนักแน่น
“ขออาจารย์สั่งสอนศิษย์ด้วย!”
สุดขอบฟ้าฉายแสงสีทอง รุ่งอรุณเรืองรองเผยโฉมวันใหม่ สกุณาขับขานเจื้อยแจ้วก้องขุนเขาปลุกฉินอวี้หลันให้ตื่นขึ้น
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ ฉินอวี้หลันลืมไปว่าตนเองอยู่ที่ใด พลิกตัวลุกขึ้นจากที่นอนหนานุ่ม สลัดผ้าห่มนวมอุ่นสบายออก นางเดินไปยังหน้าบ้าน ล้างหน้าล้างตาตามกิจวัตรประจำวัน นึกถึงโฟมล้างหน้า แปรงสีฟันและยาสีฟันยี่ห้อประจำของตน
ฉินอวี้หลันโคลงศีรษะ แค่นหัวเราะอย่างปวดใจ สิ่งเ่าั้เป็ไปไม่ได้อีกแล้ว ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะผลิตสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้ นางช่างเพ้อฝันจริง ๆ
แต่เมื่อมองสิ่งที่อยู่ในมือ ฉินอวี้หลันถึงเพิ่งรู้ว่านางกำลังถือสิ่งใดอยู่
แปรงสีฟัน! ทั้งยังมียาสีฟันมิ้นท์แอนด์ชาโคลที่เธอใช้เป็ประจำอยู่ด้วย!
นี่มัน…
ฉินอวี้หลันงุนงงชั่วครู่ รู้สึกเหมือนตนจะพลาดอะไรบางอย่างไป
คงมิใช่ว่า… นางเองก็มีนิ้วทองคำเหมือนพวกตัวเอกทะลุมิติติดตัวมาด้วยหรอกนะ?
ฉินอวี้หลันรีบแปรงฟันและล้างหน้าใหม่อีกรอบ กลับเข้ามาในกระท่อมเห็นที่นอนกับผ้าห่มที่เคยใช้อยู่เป็ประจำก็ตื่นเต้นมาก
ใช่แน่ ๆ นางเองก็มีตัวช่วยเหมือนกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเรียกใช้งานได้อย่างไร?
ฉินอวี้หลันเลียนแบบตัวเอกในนิยาย ลองตั้งสมาธิคิดถึงสิ่งที่้า แต่ไม่ว่าจะคิดในใจ ะโออกมาหรืออ้อนวอนใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่คาดหวังกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลองอยู่นานครึ่งชั่วยาม เมื่อไม่ได้ผล ฉินอวี้หลันก็ออกอาการท้อใจ
ฉินอวี้หลันฟุบหน้าลงกับโต๊ะตัวเดียวในห้อง ยามนั้นเองที่นิ้วโป้งของนางััเส้นสีแดงจาง ๆ ที่พันอยู่รอบนิ้วก้อยด้วยความเคยชิน
“ทำยังไงนะ? คนอื่นมีมิติก็ใช้งานได้อย่างง่ายดาย แต่ข้ากลับไม่รู้ว่ามิติของตนเองใช้ได้อย่างไร”
ฉินอวี้หลันลูบไล้ไปที่นิ้วก้อยซ้ายด้วยความเคยชิน พลางรำพึงรำพัน
“อยากกินขาหมูตุ๋น เป็ดปักกิ่ง ลูกชิ้นสามสหายทรงเครื่อง อยากกินจริง ๆ”
ทันใดนั้นอาหารที่นางอยากกินก็ปรากฏบนโต๊ะ จมูกนางสูดดมฟุดฟิด
“กลิ่นหอมจริง ๆ นี่ข้าอยากกินจนหลอนแล้วรีไง ฮ่าๆๆ เอิ๊ก… แค่ก ๆ”
ฉินอวี้หลันเงยหน้าขึ้น กลืนเสียงหัวเราะแทบไม่ทันจนสำลักออกมาเมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะ
“ลูกชิ้นสามสหายทรงเครื่อง ขาหมูตุ๋นสมุนไพร เป็ดปักกิ่ง!”
ฉินอวี้หลันกลืนน้ำลาย แตะ ๆ จานเป็ดปักกิ่งตรงหน้า
“ของจริงแฮะ จับได้จริง ๆ”
หยิบเนื้อเป็ดที่แล่เป็ชิ้นบาง ๆ ขึ้นใส่ปาก เคี้ยวหนุบหนับ ดวงตาเป็ประกาย
“กินได้! อร่อยด้วย รสชาตินี้มัน… เป็ดย่างร้านเฉวียนจี้เต๋อ!”
ฉินอวี้หลันดีใจนัก มีอาหารตรงหน้า แถมตอนนี้ท้องยังว่าง นางไม่รอช้ารีบกวาดลงท้องทันที แม้อาหารตรงหน้าไม่เหมาะจะเป็อาหารเช้า แต่นางก็ไม่รังเกียจ
เมื่อกินอิ่มท้องสมองก็แล่น ฉินอวี้หลันนึกทบทวนเหตุการณ์ก่อนที่อาหารจะปรากฏขึ้น นางฟุบอยู่กับโต๊ะเฉย ๆ นี่นา ไม่ได้ทำอะไรพิเศษเสียหน่อย