๔
หัวใจที่แตกสลาย
นาราเผลอมองหน้าเขาอย่างลืมตัว เพิ่งได้มองใกล้ ๆ อย่างนี้เป็ครั้งแรก ผิวสีน้ำผึ้ง ดวงตาสีดำสนิทแสนลึกลับ ไรหนวดเคราสีเขียวจาง ๆ ทำให้เธอหลงใหลจนเผลอตัว
“ค่ะ” ตอบโดยไม่ละสายตาจากใบหน้าเขาเหมือนต้องมนต์
คำตอบนั้นทำให้คนตรงหน้าลุกขึ้นทันที เธอใไม่รู้ว่าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
อิทธิเดินไปหยุดตรงประตูกระจกบานเลื่อนที่เปิดออกสู่ระเบียง พยายามระงับความ้าจากส่วนลึกที่ซ่อนอยู่ภายใน เขาเฝ้าบอกตัวเองว่าเธอยังเด็ก เป็ความรู้สึกหลงใหลของเด็กช่างฝัน เธอเพียงหลงรูปร่างหน้าตาเขาเท่านั้น
นาราใช้่เวลาที่ชายในฝันยืนหันหลัง แอบสำรวจรูปร่างของเขา แสงแดดกำลังส่องผ่านเข้ามาในห้อง เสื้อเชิ้ตสีขาวเมื่อมองผ่านแสงทำให้เธอเห็นร่างกายเขาได้อย่างชัดเจนขึ้น ส่วนโค้งเว้าของสรีระเพศชายช่างดึงดูดให้เธอเข้าไปัั
เด็กหญิงสะบัดศีรษะเบา ๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากใจ พยายามดึงสติให้อยู่กับตัวและเลิกคิดพิเรนทร์เสียที เธอเป็ผู้หญิงเที่ยวไปมองเรือนร่างผู้ชายคงไม่เหมาะสม
“ออกไปได้แล้ว” เสียงทุ้มนุ่มแว่วเข้าหูเป็่ที่นาราไม่ทันได้ฟัง
“คุณอิทธิว่าอะไรนะคะ” เธอถามอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ อิทธิหันหน้ากลับมามอง เขาเดินตรงมายังโซฟาที่เธอนั่ง ตอนนี้นาราลุกขึ้นยืนรู้สึกถึงอันตรายอีกครั้ง เธอทำอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ
เขาไม่พอใจอะไร
อิทธิใช้มือจับไหล่เธอไว้ทั้งสองข้าง ใบหน้าก้มต่ำลงมา
“เธอชอบฉันก็ไม่แปลก” เขาถอนหายใจ “แต่จะไม่ดีเอามาก ๆ ถ้าเธอใช้สายตาแบบนี้มองคนอื่น จะเป็ยังไงถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ฉันลองมองดูรอบ ๆ ตัวสิ”
นาราได้แต่ยืนนิ่งกำลังใกับสิ่งที่เขากำลังบอก
ใช่!! อย่างที่อิทธิพูดทุกคำ เธอไม่ระมัดระวังตัวเองเลย
ใช้แต่ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเขาเป็ลูกชายของคนที่เธอเคารพ จึงไม่ได้ทำตามสัญชาติญาณที่คอยร้องเตือน ลืมเลือนความจริงระหว่างชายหญิงไปโดยคิดว่ามันน่าจะปลอดภัย
“ฉันเป็ห่วงในฐานะพี่ เธอยังเด็กแล้วก็...สวย”
หญิงสาวใบหน้าร้อนผ่าว เธอไม่เคยรู้สึกอับอายขนาดนี้มาก่อน ขอบตาเอ่อร้อนอยากจะร้องไห้เต็มทน
“ตั้งใจเรียนโตขึ้นจะมีคนที่เหมาะสมกับปรางมากกว่าพี่” อิทธิเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเพื่อถนอมน้ำใจอีกฝ่าย เขารู้ว่าคำพูดตัวเองกำลังหักหาญน้ำใจเธอ แต่ก็ดีกว่าที่จะไม่พูดอะไรเลย
เขารั้งร่างนุ่มนิ่มเข้ามากอด เมื่อเห็นหยาดน้ำใส ๆ ไหลผ่านแก้มสีชมพูระเรื่อ ความอบอุ่นฟุ้งอยู่ในหัวใจคนในอ้อมแขน
แต่นารายืนนิ่งไม่สามารถยกแขนกอดเขาได้อย่างที่เคยคิด เธอกำลังสับสน เสียใจ ความรู้สึกหลายอย่างกำลังตีกันวุ่นวายไปหมด
อิทธิคลายอ้อมกอดแล้วเดินไปยังประตู เปิดมันค้างเอาไว้ สายตาเขายังคงจับจ้องเด็กหญิงที่กำลังยืนทำตัวไม่ถูก เขาไม่ได้รักเธอ จำเป็ต้องบอกให้รู้เสียั้แ่วันนี้
นารากระพริบตาเรียกสติกลับคืน ก่อนวิ่งออกจากห้องของอิทธิด้วยหัวใจแตกสลาย เขาไม่ได้ชอบเธอ ไม่สนใจเธอเลยด้วยซ้ำ รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่เคยแม้แต่จะมอง แต่พอได้ยินกับหูกลับทำใจไม่ได้
หลังจากวันนั้นเธอก็ไม่เคยเจอกับอิทธิอีกเลย เขาไปเรียนต่อปริญญาโทตามที่เดชขอร้องทางด้านบริหารธุรกิจ เพราะเป็ทายาทเพียงคนเดียวของเทียนวัฒนา
หลายปีผ่านไปจนนาราเรียนจบปริญญาตรี เธอเข้าทำงานบริษัทในเครือเทียนวัฒนา โดยอินธมาศเป็ผู้พาไปฝากไว้กับธนิชาในแผนกการตลาด
บนชั้น 8 ของตึกทรงทันสมัย นาราก้มหน้าจัดเรียงเอกสารเพื่อเข้าพบลูกค้า เธอไม่ยอมเสียเวลามองสิ่งอื่นใดนอกจากเอกสารบนโต๊ะทำงาน นิสัยเสียข้อหนึ่งของหญิงสาวที่ตัวเองก็ยอมรับคือ ถ้าลงมือทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จโดยไม่สนใจอย่างอื่น วันนี้เธอใส่ชุดเดรสแขนกุดสีครีมยาวแค่เข่า สวมทับด้วยเบลเซอร์สีดำเข้ารูป ปกติเธอแต่งตัวง่าย ๆ ด้วยเสื้อเชิ้ตกับกระโปรงเท่านั้น
ธนิชาเปิดประตูห้องเดินไปเก็บกระเป๋าสะพายที่โต๊ะทำงานแล้วจึงเดินมาหานารา
"ขยันแต่เช้าอีกแล้วปราง ทานข้าวหรือยังเนี่ย" เธอถามด้วยความเป็ห่วง ก้มดูนาฬิกาข้อมือยังไม่แปดโมง
"มาแต่เช้าเลยนะคะพี่ชา" หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทักทาย พร้อมยกมือไหว้ธนิชา ซึ่งได้รับมอบหมายจากอินธมาศให้สอนงานเธอทุกเื่เกี่ยวกับขั้นตอนการทำงาน
"เช้ายังไงก็ไม่ทันคนขยันหรอก วันนี้มีพบลูกค้าเหรอ" ธนิชายังคงถามต่อ
"ค่ะ เมื่อวานปรางทำไม่เสร็จ ข้อมูลค่อนข้างละเอียด" นาราถอนหายใจเล็กน้อย แต่มือยังคงจัดเรียงเอกสารใส่แฟ้ม
"พี่ว่าไปทานข้าวก่อนดีกว่าค่อยมาทำต่อ"
"ปรางทานมาแล้วสิคะ แต่ไปนั่งเป็เพื่อนก็ได้ พี่ชารอสักครู่นะคะไม่เกิน 10 นาทีแน่นอน" เธอหันมาส่งยิ้มให้ธนิชา ทำให้หน้าที่หวานอยู่แล้วดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก
ธนิชามองนารา เธอคิดว่าถ้าเป็ผู้ชายคงจีบไปแล้ว ถึงแม้หญิงสาวจะไม่สวยโดดเด่น แต่เธอมีความน่ารักสดใส ดวงตากลมโตดูลึกลับมีเสน่ห์น่าค้นหา อีกทั้งรูปร่างบอบบางได้สัดส่วนมองแล้วสบายตาน่าทะนุถนอม เส้นผมสีดำสนิทยาวถึงกลางหลังช่วยขับให้ใบหน้าขาวดูโดดเด่น
"ปราง มีแฟนรึยังน๊า" เธอถามเย้า เพราะั้แ่นาราเข้ามาทำงาน ธนิชาไม่เห็นมีวี่แววหนุ่ม ๆ สักคน มีแต่พนักงานด้วยกันแวะเวียนมาแจกขนมจีบ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ให้ความสนใจใครมากไปกว่าเพื่อนร่วมงาน
"ไม่มีหรอกค่ะ" เธอตอบปฏิเสธ พลันนึกถึงใบหน้าของอิทธิ เธอมีแค่เขาคนเดียวในหัวใจ แม้ว่าครั้งหนึ่งจะเคยถูกปฏิเสธมาแล้วก็ตาม แต่นั่นเธอยังเป็เพียงแค่เด็กหญิงคนหนึ่งเท่านั้น
เขาไม่รักแล้วยังไง
เธอรักเขาก็พอ
ศูนย์อาหารชั้นสามของบริษัทคือสถานที่ซึ่งสองสาวเข้ามาจับจอง นารานั่งรอธนิชากระทั่งเธอถือถาดอาหารเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะ พร้อมส่งแก้วน้ำส้มคั้นมาให้
“ดื่มเป็เพื่อนพี่ทานข้าวแล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะ”
ระหว่างทานอาหารธนิชาชวนนาราคุยไปเรื่อยเปื่อยทั้งเื่ส่วนตัว พร้อมแนะนำการทำงานให้เธออย่างเป็กันเอง
ตอนแรกธนิชาไม่กล้าคุยกับหญิงสาวมากนัก เพราะรู้ว่านาราไม่ใช่พนักงานทั่วไป แต่เป็ถึงหลานสาวเ้าของบริษัท ยิ่งได้รับมอบหมายให้เป็ผู้สอนงานด้วยแล้วยิ่งกลุ้ม แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่เคยเอ่ยถึงว่าเธอเป็ใคร ทำตัวเหมือนพนักงานคนอื่น และตั้งใจทำงานเป็อย่างดี ระยะเวลาหลายเดือนที่ทำงานก็ให้ความเคารพผู้ที่อายุมากกว่าจนเพื่อนร่วมงานรักใคร่
“นี่ปราง” ธนิชาเรียกคนตรงหน้า ทำเสียงกระซิบกระซาบ “ปรางเจอคุณอิทธิมั่งรึเปล่าอยู่บ้านเดียวกัน”
นาราทำตาโต ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามถึงชายหนุ่มขึ้นมา
“มีอะไรรึเปล่าคะพี่ชา” เธออ้อมแอ้มถามกลับไป กลัวความลับที่ซุกซ่อนไว้เปิดเผย
“ไม่มีพี่แค่ถามเฉย ๆ อยากรู้ว่าจะหล่อเหมือนคุณเดช หรือเปล่า”
นารายิ้มให้ แอบระบายลมหายใจโล่งอก รุ่นพี่สาวยังคงจ้องรอคำตอบ เธอจึงไม่อาจบ่ายเบี่ยง
“ก็...หล่อค่ะ” เธอตอบไปตามที่อีกฝ่ายอยากรู้ ไม่ได้พูดมากกว่านั้น พยายามทำสีหน้าให้เป็ปกติมากที่สุด
“สูงมั้ย หล่อนี่ยังไง ขาว เข้ม อธิบายให้พี่เห็นภาพหน่อยสิ” อีกฝ่ายรบเร้า “น่านะ ก็พี่อยากรู้”
นาราอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางสนใจว่าที่เ้านายใหม่ของธนิชาจนออกนอกหน้า
“ก็สูงค่ะ” ไม่พูดเปล่า นารายกมือขึ้นทำท่าประกอบ “ประมาณ 180 กว่า ๆ ไม่ขาวมาก คิ้วเข้ม ปากสวย จมูกโด่ง แต่ตาดุไปนิดหนึ่งค่ะ ทีนี้พี่ชาเห็นภาพว่าที่เ้านายใหม่หรือยังคะ” นาราพูดเสียงกลั้วหัวเราะล้อเลียนคนที่เอาแต่สนใจฟังอย่างตั้งใจ
“โห แค่ฟังพี่ก็เคลิ้มแล้ว สงสัยจะหล่อจริง แล้วนิสัยล่ะเป็ไงบ้าง” ธนิชายังคงถามต่อ ใบหน้าแต้มรอยยิ้ม ดวงตาเป็ประกายคล้ายกำลังฝันดี
“ไม่ทานข้าวแล้วเหรอคะ” เธอแกล้งว่า
“แหม..ก็พี่อยากรู้นี่นา”
“ปรางคิดว่าอิ่มทิพย์ไปแล้วเสียอีก” เธอหัวเราะออกมาเมื่อธนิชาเอื้อมมือมาตีที่หลังมือไม่เบานัก
“นิสัยล่ะ” ยังไม่ยอมเลิกตื๊อ นาราแทบจะกรอกตามองเพดาน รอยยิ้มปรากฎบนใบหน้าเนียน
“ปรางไม่สนิทถึงขั้นรู้นิสัยหรอกค่ะ คุณอิทธิออกจะเงียบ ๆ” ใช่สินะ! เจอหน้ากันแต่ละครั้งนับคำที่คุยกันได้เลย คงมีแต่เธอที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจแอบชอบเขาเพียงฝ่ายเดียวเสมอมา
“รีบกินเข้าเถอะค่ะพี่ชา เดี๋ยวปรางต้องออกไปนอกบริษัทอีกนะ” นาราเร่งคนตรงหน้าเมื่อเห็นว่าอาหารเพิ่งลดลงเพียงครึ่ง
ธนิชาก้มหน้ารับประทานอาหารในจานต่อ ทำให้นารามีเวลาทบทวนเื่ราวเมื่อปลายปีที่แล้ว เธอได้พบกับอิทธิอีกครั้งหลังจากไม่ได้พบกันนานหลายปีในงานที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น