กู้หยูม่านยอดเกษตรกรหญิง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 50 พาพวกเจ้ากลับบ้าน

            “เฟิงอวี่ เฟิงหมิง” กู้หยูม่านมองลูกชายทั้งสอง “แม่ไม่ได้จะตำหนิพวกเจ้า แต่แม่อยากรู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเจ้าถึงอยากหยดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์กับหลิ่วซานกั๋ว”

            “ข้าอยากให้ทุกคนรู้ว่าข้าไม่ใช่ลูกของผู้ชายเลวคนนั้น ข้าไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาขอรับ” เฮ่อเฟิงหมิงตอบ

            “ท่านพ่อ ท่านแม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้เราสามคนจะได้หยดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์กับท่านพ่อไปแล้ว แต่การที่ท่านแม่คลอดและเลี้ยงดูพวกเรามาในบ้านสกุลหลิ่ว อีกทั้งหลิ่วซานกั๋วยังประกาศต่อหน้าใครหลายคนว่าเขาเป็นบิดาของพวกเรา และข้าเชื่อว่าคงมีหลายคนที่เชื่อคำพูดของเขาไปแล้ว ดังนั้นหากข้าไม่ตัดสินใจหยดเลือดพิสูจน์โดยให้ท่านลุงเวินเป็นพยาน เราก็จะหักล้างคำพูดของหลิ่วซานกั๋วไม่ได้” เฮ่อเฟิงอวี่พูดกับบิดามารดาด้วยท่าทางจริงจัง “ข้าคิดว่าหลิ่วซานกั๋วเป็นคนเห็นแก่ตัว ที่เขาพยายามเข้าหาเราสามคนและยังอยากให้ท่านแม่กลับไปเป็นอนุ คงเพราะเขาอยากยึดสวนผักและสวนผลไม้ของท่านแม่ อีกทั้งท่านลุงเวินยังให้ความสำคัญกับท่านแม่ เขาคงอยากอาศัยท่านแม่เพื่อเข้าหาท่านลุงเวินขอรับ”

            “เจ้าเพิ่งอายุแค่หกขวบ แต่ทำไมความคิดของเจ้าถึงได้โตเกินวัยเช่นนี้” กู้หยูม่านมองลูกชายอย่างปวดใจ “เฟิงอวี่ แม่ไม่ได้คาดหวังที่จะให้เจ้าต้องแบกรับภาระของครอบครัว เจ้าควรเติบโตและได้ใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมตามวัยของตนเอง”

            เฮ่อหลานจวินกอดลูกชาย “เฟิงอวี่ลูกรัก การที่เจ้าเป็นห่วงและรู้จักปกป้องครอบครัวก็เป็นเรื่องดี แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพ่อยังอยู่ตรงนี้ พ่อพร้อมที่จะปกป้องเจ้าเสมอ”

            “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง ทำไมพวกท่านไปกอดกันอยู่ตรงนั้นแล้วปล่อยให้ข้านอนอยู่บนเตียงคนเดียว” เฮ่อเฟิงเฉิงพูดเสียงเบา “ข้าก็อยากถูกกอดบ้าง”

            “เฟิงเฉิง เจ้าตื่นแล้วหรือ” กู้หยูม่านรีบเดินมาหาลูกชายคนเล็กก่อนจะใช้หลังมือแตะที่หน้าผากเขา “ดีจริง ตัวไม่ร้อนแล้ว”

            “ท่านแม่ยังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลย”

            เฮ่อหลานจวินยิ้มกับความขี้อ้อนของลูกชาย จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกชายฟัง และเขายังไม่ลืมที่จะถาม “เฟิงเฉิง ไหนเจ้าลองบอกพ่อมาว่าทำไมวันนี้หลิ่วเยี่ยนปิงถึงผลักเจ้าตกน้ำ”

            “เขาอิจฉาที่หลิ่วซานกั๋วสนใจเราสามคนขอรับ”

            “มีแค่เรื่องนี้จริงหรือ?” เฮ่อหลานจวินถามย้ำ

            “ตอนที่เขาวิ่งมาแล้วหยุดอยู่ตรงหน้าข้า เขาบอกว่าเราสามคนจะแย่งหลิ่วซานกั๋วไปจากเขา แล้วเขายังบอกอีกว่า...” เฮ่อเฟิงเฉิงทำท่าคิด “อ้อ...ข้าจำได้แล้ว เขายังบอกอีกว่าหากไม่มีเราสามคน หลิ่วซานกั๋วก็จะรักเพียงเขากับน้องสาวของเขาเท่านั้นขอรับ”

            “ท่านพี่กำลังสงสัยอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” กู้หยูม่านถามสามี

            “ข้าแค่อยากรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงที่หลิ่วเยี่ยนปิงมาทำร้ายลูกชายของเรา หากเป็นแค่ความอิจฉาของเด็ก ข้าก็จะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป แต่หากสิ่งที่หลิ่วเยี่ยนปิงทำไปเพราะมีคนสั่งให้เขาทำ ข้าก็จะไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ” เฮ่อหลานจวินตอบ

            “ท่านสงสัยหลิ่วซานกั๋วหรือเจ้าคะ”

            “ไม่ใช่แค่หลิ่วซานกั๋ว แต่ข้ายังสงสัยเจียงเฉาเซียงอีกด้วย ข้าสังเกตว่านางเอาแต่จ้องมองเจ้าด้วยสายตาริษยา นางคงกลัวว่าหากหลิ่วซานกั๋วรับเจ้ากับลูกกลับไป นางอาจไม่ได้เป็นที่รักของสามีเหมือนเดิม”

            “ผู้ชายอย่างหลิ่วซานกั๋วมีดีอะไร ทำไมแม่นางเจียงถึงได้หลงใหลเขานัก ทั้งที่นางสามารถหาผู้ชายที่ดีกว่านี้มาเป็นคู่ครองได้”

            เฮ่อหลานจวินกระซิบบอกภรรยา “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าของร่างเดิมก็รักหลิ่วซานกั๋วมาก ทั้งยังยอมทำทุกอย่างเพื่อผู้ชายคนนั้นจนตัวเองต้องจากโลกนี้ไป และที่เจ้าไม่มีใจให้เขาก็เพราะว่าเจ้าไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม”

            กู้หยูม่านยิ้มเมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ขึ้นมาได้ นางเกือบลืมไปแล้วว่านางไม่ใช่คุณหนูกู้คนเดิม “ข้าเกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย แต่พอนึกถึงตอนที่ข้ามาอยู่ในร่างนี้ใหม่ๆ และความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมก็ยังคงอยู่ ตอนนั้นข้ารู้สึกเสียใจและเจ็บปวดกับคำพูดของหลิ่วซานกั๋วมาก เฮ้อ...ถือว่าแม่นางกู้โชคดีที่หลุดพ้นไปจากผู้ชายคนนี้ได้ ส่วนแม่นางเจียง...คงต้องรอให้นางคิดได้เองกระมัง”

     

            “เซียงเอ๋อ เจ้าเป็นอะไร ตั้งแต่กลับมาเจ้ายังไม่พูดอะไรกับข้าสักคำ” หลิ่วซานกั๋วกอดภรรยาอย่างเอาใจ “หรือว่าเจ้าโกรธที่ข้าบอกว่าข้าจะรับกู้หยูม่านกับลูกชายทั้งสามคนกลับมาดูแล”

            “แล้วข้าควรโกรธหรือไม่เจ้าคะ” แม้ในใจจะโกรธจนอยากเลิกกับสามี แต่นางก็ยังอยากฟังคำอธิบายของเขา

            หลิ่วซานกั๋วก้มลงจูบภรรยา “คราวนี้หายโกรธแล้วหรือยัง”

            เจียงเฉาเซียงที่แต่เดิมก็หลงใหลในสัมผัสของสามีอยู่แล้ว เมื่อถูกสามีกระตุ้นอารมณ์ ความโกรธที่มีก็หายไป “ท่านไม่จริงจังเอาเสียเลย แค่อธิบายมาดีๆ ก็ได้แล้ว ไม่เห็นต้องกระตุ้นจุดอ่อนของข้าเลยนี่เจ้าคะ”

            “กระตุ้นจุดอ่อนอะไรกัน ข้าแค่อยากแสดงให้เจ้าเห็นว่าข้ารักเจ้ามากเพียงใดก็เท่านั้น” หลิ่วซานกั๋วพูดเอาใจภรรยา ทั้งยังเริ่มที่จะทำอย่างอื่นต่ออีก

            เจียงเฉาเซียงห้ามสามีไว้ หากนางปล่อยให้สามีพาขึ้นเตียงในเวลานี้ สิ่งที่ค้างอยู่ในใจคงไม่ได้คำตอบ “ท่านพี่หยุดก่อนเจ้าค่ะ ข้ายังอยากฟังคำอธิบายของท่านอยู่นะเจ้าคะ ข้าอยากรู้ว่าทำไมท่านถึงคิดที่จะรับกู้หยูม่านกับเด็กสามคนนั้นกลับมา”

            หลิ่วซานกั๋วจูบภรรยาอีกหนึ่งครั้งก่อนจะพูดต่อ “วันนี้เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าใต้เท้าเวินให้ความสำคัญกับนางมากขนาดไหน อีกทั้งสวนผัก สวนผลไม้ และยังนาข้าวของนางก็อุดมสมบูรณ์ดี หากข้ารับนางมาเป็นอนุ ที่ดินทั้งหมดของนางก็จะต้องตกมาเป็นของข้า และการที่ข้าจะเข้าหาใต้เท้าเวินก็จะง่ายขึ้น หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ข้าวางไว้ ถึงตอนนั้นเจ้าที่เป็นภรรยาเอกก็จะได้เป็นฮูหยินขุนนาง หรือว่าเจ้าไม่อยากให้ข้ากลับไปทำงานในที่ว่าการอำเภอแล้ว”

            เมื่อไม่มีความโกรธก็ไม่เหลือความระแวง และด้วยความรักที่มีจนสุดหัวใจ เจียงเฉาเซียงจึงเชื่อคำพูดของสามีอย่างไม่นึกสงสัยอีกต่อไป “หากเป็นเช่นนั้นข้าจะยอมให้ท่านรับนางมาเป็นอนุก็ได้เจ้าค่ะ แต่เด็กทั้งสามคนนั่นจะเป็นได้แค่บุตรของอนุ เพราะข้าไม่มีทางรับพวกเขามาเป็นบุตรชายของข้าอย่างแน่นอน”

            “ขอแค่เจ้ายอมให้ข้ารับพวกเขากลับมา ต่อให้กู้หยูม่านจะเข้ามาเป็นภรรยาทาส และเด็กทั้งสามคนนั้นจะเข้ามาเป็นแค่บ่าวรับใช้ เท่านี้ข้าก็ขอบคุณเจ้ามากแล้ว” หลิ่วซานกั๋วจูบภรรยาอย่างหนักและเนิ่นนาน “เจ้าพอใจกับคำตอบของข้าหรือไม่ หากพอใจ...เจ้าไม่คิดจะให้รางวัลกับสามีบ้างหรือ”

            เจียงเฉาเซียงใช้มือลูบวนไปบนหน้าอกสามี “ท่านพี่อยากได้รางวัลแบบใด ท่านแสดงให้ข้าดูสิเจ้าคะ”

            หลิ่วซานกั๋วไม่มีเวลาแม้แต่จะเดินไปดับเทียน จากนั้นก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของทั้งสองคนอีก มีแต่เสียงหอบหายใจที่ดังไปจนเกือบถึงรุ่งสาง

     

            ผ่านไปห้าวัน คนของที่ว่าการอำเภอก็มาขอพบกู้หยูม่าน

            “ต้องรบกวนแม่นางกู้แล้วขอรับ วันนี้หลิ่วซานกั๋วไปตีกลองร้องทุกข์ตั้งแต่เช้าว่าอยากให้ใต้เท้าเวินช่วยเป็นพยานในการหยดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์ เขายังร้องเรียนคุณชายเฮ่อว่าได้ล่อลวงภรรยาและขโมยทายาทของเขาไป ใต้เท้าเวินจึงให้ข้ามาเชิญแม่นางกู้ คุณชายเฮ่อ และคุณชายน้อยทั้งสามไปที่ที่ว่าการอำเภอด้วยกันขอรับ”

            “ได้เจ้าค่ะ ข้าจะตามท่านไปตอนนี้เลย” กู้หยูม่านตอบ

            ขณะที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนออกพ้นเขตหมู่บ้าน กู้หยูม่านกับเฮ่อหลานจวินก็เห็นชาวบ้านมายืนอยู่เต็มสองข้างทาง ทั้งยังได้ยินเสียงพวกเขาพูดกัน

            ‘เจ้าได้ยินหรือไม่ หลิ่วซิ่วไฉบอกว่าแม่นางกู้กับเด็กแฝดทั้งสามไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณชายเฮ่อ’

            ‘แต่คุณชายเฮ่อยืนยันแล้วว่าแม่นางกู้คือภรรยาที่พลัดพรากจากกันไปหลายปี และเด็กทั้งสามคนก็คือลูกของพวกเขา’

            ‘แต่หากเรื่องนี้ไม่มีมูล หลิ่วซิ่วไฉจะกล้าไปตีกลองร้องทุกข์กับทางการหรือ ข้าว่าก็เป็นไปได้เหมือนกันนะที่เด็กทั้งสามคนจะเป็นลูกชายของเขา’

            ‘แต่หน้าตาของเด็กๆ เหมือนกับคุณชายเฮ่อมากเลยนะ’

            ‘สงสารก็แต่เด็กๆ พวกเขาดูจะรักคุณชายเฮ่อมาก หากผลออกมาว่าพวกเขาไม่ใช่ลูกของคุณชายเฮ่อ พวกเขาจะเสียใจมากขนาดไหนกัน’

            ‘ไม่ใช่แค่สงสารเด็กๆ แต่ข้ายังสงสารแม่นางกู้ด้วย การที่หลิ่วซิ่วไฉไปร้องเรียนคุณชายเฮ่อเช่นนี้ไม่เท่ากับเขากำลังทำลายชื่อเสียงของแม่นางกู้อยู่หรือ พวกเราที่รู้จักแม่นางกู้ย่อมไม่เชื่อคำพูดของหลิ่วซิ่วไฉคนนั้น แต่คนอื่นเล่า คนอื่นจะมองแม่นางกู้อย่างไร พวกเขาจะไม่มองว่านางเป็นสตรีหลายใจและจะไม่มองเด็กๆ ว่าเป็นบุตรที่เกิดจากชู้หรือ’

            ‘คุณชายเฮ่อก็น่าสงสารไม่แพ้กัน ภรรยาถูกลักพาตัวไปหลายปีจนตัวเองล้มป่วยยังไม่พอ พอได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้ากลับมีคนอยากมาทำลายชื่อเสียง ข้าว่าเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่’

            ‘ได้ยินมาว่าหลิ่วซิ่วไฉคนนี้เป็นลูกเขยของเถ้าแก่เจียง การที่เขาอยากทำลายชื่อเสียงของแม่นางกู้คงเพราะเห็นว่าแม่นางกู้สนับสนุนให้พวกเราส่งสินค้าไปขายให้เถ้าแก่อวิ๋นกระมัง มีใครในอำเภอไม่รู้บ้างว่าเถ้าแก่เจียงกับเถ้าแก่อวิ๋นเป็นคู่แข่งกัน’

            ‘พวกเราตามไปที่ที่ว่าการอำเภอกันเถอะ เราต้องสนับสนุนแม่นางกู้ เราจะปล่อยให้นางกับเด็กๆ ถูกทำลายชื่อเสียงไม่ได้’

            กู้หยูม่านได้ยินคำของเพื่อนบ้านก็รู้สึกซาบซึ้งใจ และนางยังไม่ลืมที่จะชมลูกชาย “ยังเป็นเฟิงอวี่ของเราที่วิเคราะห์เหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ แม้แต่เพื่อนบ้านยังคิดเหมือนกันกับเจ้าเลย”

            เฮ่อเฟิงอวี่หน้าแดง “ท่านแม่ชมเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้นสักหน่อย”

            “พี่ใหญ่ไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอกน่า ในสายตาข้า ท่านเป็นคนเก่งที่สุด” เฮ่อเฟิงหมิงชมพี่ชาย

            “ใช่ๆ พี่ใหญ่เก่งที่สุด พี่รองก็ต่อสู้เก่ง แล้วข้าจะเก่งอะไรดีล่ะ” เฮ่อเฟิงเฉิงทำท่าคิด “ใช่แล้ว! ข้ากินเก่งกว่าพี่ใหญ่กับพี่รอง”

            “แบบนั้นเจ้ายังเรียกว่าความสามารถอีกหรือ” เฮ่อเฟิงหมิงชี้ไปที่พุงน้อยๆ ของน้องชาย “ดูพุงเจ้าสิ อ้วนจนจะเป็นหมูอยู่แล้ว”

            เฮ่อเฟิงเฉิงโน้มตัวไปกอดมารดา “ความจริงแล้วข้าก็ไม่ได้อยากอ้วนเสียหน่อย แต่เพราะท่านแม่บอกว่าชอบที่ข้าตัวนิ่มแบบนี้ หากข้าผอมเหมือนท่านกับพี่ใหญ่ ท่านแม่ก็จะไม่ชอบเอาน่ะสิ”

            ห้าคนพ่อแม่ลูกพูดคุยกันอย่างสนุกอยู่บนรถม้า โดยเฉพาะฝาแฝดทั้งสามคนที่ไม่มีความกังวลใดๆ ให้เห็นเลย เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลิ่วซานกั๋วจริงๆ

            เมื่อรถม้าของกู้หยูม่านมาหยุดอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ หลิ่วซานกั๋วรีบวิ่งไปหาพร้อมตะโกนขึ้นเสียงดัง “ภรรยา! ลูกชาย! วันนี้พ่อจะพาพวกเจ้ากลับบ้านแล้ว”

            เฮ่อหลานจวินที่เดินลงมาจากรถม้าก่อน “ยังไม่ได้หยดเลือดพิสูจน์ด้วยซ้ำ แต่เจ้ากลับทึกทักว่าลูกชายของข้าเป็นลูกชายของเจ้า หากผลออกมาว่าไม่ใช่ เจ้าไม่กลัวว่าจะทำให้ตัวเองขายหน้าหรอกหรือ”

            “มีอะไรต้องขายหน้า ม่านเอ๋อเป็นภรรยาของข้า ส่วนเด็กทั้งสามคนนี้ก็คือลูกชายของข้า” หลิ่วซานกั๋วชี้ไปที่ลูกชายทั้งสามคน ตามความทรงจำเก่า ลูกชายทั้งสามคนหน้าตาเหมือนเขามาก “เจ้าดูหน้าพวกเขาสิ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาเป็นลูกของใคร”

            ‘หน้าตาพวกเขาเหมือนคุณชายเฮ่อชัดๆ หลิ่วซิ่วไฉคนนี้ดูท่าจะเพี้ยนไปแล้ว’

            ‘นั่นสิ เขาอยากได้ลูกชายของคนอื่นจนเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ’

            ‘หลิ่วซิ่วไฉไม่ได้มีปัญหาทางสมองใช่หรือไม่’

            ‘เพี้ยนหรือไม่เพี้ยนเดี๋ยวผลออกมาก็รู้ บางทีเราอาจได้เห็นหลิ่วซิ่วไฉถูกโบยเพราะร้องเรียนเท็จก็ได้’

    คล้ายกับเรื่องกู้หยูม่านยอดเกษตรกรหญิง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน