ดั่งฝันชะตาลวง

    ตอนที่ 54 เล่นตามน้ำ

            ตอนที่ 54 เล่นตามน้ำ

             

            จวบจนกระทั่งปลายยามห้าย[1] ก็มีบ่าวรับใช้เข้ามาปลุกเขาว่าได้เวลากลับจวนแล้วถึงแม้งานเลี้ยงเหล่านี้จะจัดขึ้นเพื่อผลประโยชน์และมอมเมาขุนนางชั่วช้าเหล่านี้ก็จริงแต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทิ้งร่องรอยหรือปล่อยให้ตามอำเภอใจเกินไปนัก

             

            ซ่งหยางเจ๋อแสร้งทำสีหน้างัวเงียและรับน้ำแกงสร่างเมาจากเด็กรับใช้ขึ้นมาดื่มเมื่อจัดการเสื้อผ้าของตัวเองเสร็จเรียบร้อยเขาก็เดินตามเด็กรับใช้ไปยังรถม้าแต่โดยดี

             

            เบื้องนอกนั้นมีขุนนางคนอื่นๆที่กำลังทยอยกลับจวนของตัวเองด้วยเช่นกันซ่งหยางเจ๋อกล่าวอำลาผู้เป็นเจ้าของเรือนเสร็จแล้วก็ขึ้นรถม้ากลับจวนของตัวเองไปอย่างรวดเร็วท่าทางของเขาดูราวกับกลัวว่าภรรยาจะรู้เรื่องที่เขาออกมาทำตัวเหลวไหลข้างนอกก็มิปานสร้างความขบขันให้กับเหล่าขุนนางที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อนยิ่งนัก

             

            เมื่อยามที่พ้นจากสายตาคนเหล่านั้นมาแล้วใบหน้าที่ตื่นตระหนกและมึนงงไม่ได้สติก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งทันทีไร้ซึ่งร่องรอยของชายผู้กลัวภรรยาคนนั้นไปเสียสนิทใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็กลับมาที่จวนหลังใหญ่ของตัวเอง

             

            ภายในจวนหรูหราหลังใหญ่ทว่าเงียบเหงานั้นมีร่างสูงปราดเปรียวของชายผู้หนึ่งเดินผ่านประตูเข้ามาดวงตาดอกท้อทรงเสน่ห์มองดูเรือนหลังใหญ่ที่ว่างเปล่าตรงหน้าแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งไร้ซึ่งความขุ่นโกรธว่า “ฮูหยินยังไม่กลับรึ”

             

            “เรียนนายท่านฮูหยินได้รับเทียบเชิญให้ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาในวังขอรับยามนี้ยังไม่กลับมา...” บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายตอบกลับด้วยความระมัดระวัง

             

            มีเพียงบ่าวรับใช้ภายในจวนเท่านั้นที่รู้ว่าตั้งแต่ท่านหญิงเจียงต๋านหรือฮูหยินใหญ่แต่งเข้ามาในจวนของท่านจอหงวนแล้วไม่เคยอยู่รอปรนนิบัตินายท่านเหมือนภรรยาคนอื่นเลยแม้แต่วันเดียว

             

            หากเป็นสตรีนางอื่นคงจะถูกตำหนิหรือไม่ก็ขับไล่ออกไปจากจวนแล้วแต่ทว่าท่านหญิงเป็นถึงหลานสาวของฮ่องเต้ต่อให้ท่านจอหงวนไม่พอใจมากเพียงไรก็ไม่อาจว่ากล่าวตักเตือนได้ทั้งนั้น

     

            ซ่งหยางเจ๋อพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างราบเรียบว่า “ไปเตรียมนำแกงสร่างเมากับน้ำแกงไก่ป่าให้ข้า”

             

            “ขอรับ” บ่าวรับใช้ชายพยักหน้ารับก่อนจะรีบไปจัดการโดยเร็ว

             

            นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่มีหญิงสาวเข้าไปสร้างความวุ่นวายในงานแต่งท่านหญิงเจียงต๋านก็ทำเย็นชาต่อท่านจอหงวนมาโดยตลอดอีกทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้สาวใช้มาคอยดูแลที่เรือนใหญ่อีกด้วย ดังนั้นภายในเรือนแห่งนี้จึงมีเพียงบ่าวรับใช้ชายเท่านั้น

             

            ซ่งหยางเจ๋อนั่งจิบน้ำแกงสร่างเมาพร้อมสะบัดพู่กันบันทึกตัวอักษรที่เขาลอบจดจำมาจากบันทึกเล่มนั้นลงในกระดาษอยู่เพียงลำพังในใจก็อดนึกย้อนไปถึงวันวานที่ยังอยู่ในหมู่บ้านชนบทแห่งนั้นไม่ได้ถึงจะเรียบง่ายแต่ก็สุขใจทุกครั้งที่ได้กลับไป อาจเป็นเพราะที่นั่นมีหญิงสาวคนหนึ่งที่คอยดูแลเอาใจใส่เขาอยู่เสมอ

             

            ฉับพลันนั้นซ่งหยางเจ๋อก็พลันส่ายหัวขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไปยามนี้เขามาไกลเกินกว่าที่จะหันหลังกลับไปแล้ว สิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปหวังแค่เพียงนางจะเชื่อฟังเขาและกลับไปรอที่บ้านเล็กหลังนั้นแต่โดยดีไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่อาจช่วยเหลือนางได้ เพราะเขามีงานที่สำคัญมากกว่าสตรีเพียงคนเดียวต่อให้ห่วงใยแค่ไหน เขาก็ไม่อาจให้นางมาเสี่ยงกับเรื่องที่เขากำลังทำอยู่

             

            ซ่งหยางเจ๋อยกน้ำแกงไก่ป่าขึ้นดื่มก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมันไม่ใช่รสชาติที่เขาคุ้นเคยต่อให้เปลี่ยนพ่อครัวกี่คนก็ไม่อาจทำรสชาติให้เรียบง่ายและอร่อยเหมือนครั้นวันวานไม่ได้บางทีอาจเป็นเพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เอาใจใส่เขาเหมือนที่ใครอีกคนทำ

     

            เมื่อนึกถึงสตรีที่เอาแต่ใจอย่างร้ายกาจอีกคนหนึ่งที่ดึกดื่นป่านนี้ยังไม่กลับเรือนซ่งหยางเจ๋อก็พลันหมดความอยากอาหารทันทีและยกชามน้ำแกงสร่างเมาขึ้นดื่มในคราเดียวและเริ่มตวัดปลายพู่กันขีดเขียนลงในสมุดบันทึกเล่มนั้นต่อไปโดยไม่แม้แต่จะเสียเวลาครุ่นคิดถึงสตรีผู้นั้นให้เสียเวลาอีก

             

            อย่างไรเสียเขากับนางก็อยู่กันด้วยผลประโยชน์อยู่แล้วต่อให้นางจะไปทำตัวเหลวไหลที่ใด เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจ

             

            เวลาผ่านไปได้สักพักเมื่อเห็นว่าตะเกียงภายในห้องหนังสือยังไม่ดับลงบ่าวรับใช้จึงเดินเข้ามาถามด้วยความระมัดระวัง “นายท่านจะนอนแล้วหรือยังขอรับ ข้าน้อยจะได้รีบไปเตรียม...”

             

            “ไม่จำเป็น วันนี้ข้าจะนอนที่ห้องหนังสือ”ซ่งหยางเจ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาไร้อารมณ์และนั่งจดบันทึกอยู่ภายในห้องหนังสือเพียงลำพังโดยไม่มีทีท่าว่าจะถามถึงสตรีที่ออกไปท่องราตรีทุกค่ำคืนผู้นั้นแม้แต่น้อย

             

            ถึงภายนอกท่านจอหงวนและฮูหยินจะดูรักกันหวานชื่นกันสักเพียงไรแต่มีเพียงบ่าวรับใช้ภายในเรือนเท่านั้นที่รู้ว่าทั้งสองปฏิบัติต่อกันอย่างไร้ใจมากแค่ไหนไม่อย่างนั้นนายท่านคงไม่ปล่อยให้ภรรยาของตัวเองเลี้ยงชายบำเรอเอาไว้เพื่อคลายเหงาหรอก...

             

            เช้าวันรุ่งขึ้น

             

            ทุกสรรพสิ่งยังคงหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลาซ่งหยางเจ๋อลุกขึ้นมาสวมใส่ชุดขุนนางระดับสูงเมื่อเข้าร่วมประชุมที่ท้องพระโรงตั้งแต่เช้าตรู่ข้างกายไร้ซึ่งภรรยาคอยรับใช้อยู่ข้างกายแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงสามารถทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปได้เป็นอย่างดี

             

            เมื่อสั่งการให้บ่าวรับใช้จัดการเรื่องน้ำแกงสร่างเมารวมถึงอาหารและความเป็นอยู่ให้ภรรยาเรียบร้อยแล้วดั่งเช่นสามีผู้แสนดีและเอาใจใส่ภรรยาเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจึงขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังวังหลวงทันที

     

            ซ่งหยางเจ๋อรู้ตัวดีว่ายามนี้เขาเพิ่งได้รับตำแหน่งสูงมาได้ไม่นานฐานอำนาจย่อมไม่มั่นคง มิหนำซ้ำการเปิดโปงเรื่องทุจริตในครานั้นนำมาซึ่งความไม่พอใจให้กับหลายฝ่ายเบื้องหลังมีคนไม่พอใจและริษยาเขาอยู่ไม่น้อย ทั้งยังกล่าวหาว่าเขาได้รับตำแหน่งสูงมาจากครอบครัวภรรยา ทว่าความจริงแล้วนั้นเขาได้ตำแหน่งเสนาบดีกรมคลังมาเพราะเปิดโปงการทุจริตจนได้รับความไว้ใจจากฮ่องเต้ต่างหาก

             

            การที่พระองค์ทรงแต่งตั้งจอหงวนคนใหม่ให้มารับหน้าที่สำคัญเช่นนี้แทนที่จะเป็นขุนนางอาวุโสสักคนในราชสำนักเห็นได้ชัดแล้วว่าไม่วางใจในกลุ่มฐานอำนาจเก่าและต้องการที่จะสร้างฐานอำนาจใหม่ที่ไว้ใจได้ขึ้นมาอีกครั้ง

             

            แม้จะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้และถูกจ้องเขม็งจากกลุ่มขุนนางถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้เผยตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อคนพวกนั้นอย่างชัดเจน เพียงแค่หมั่นแฝงตัวเข้าร่วมงานเลี้ยงเพื่อเรียนรู้ความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่สวยหรูของเหล่าขุนนางพร้อมกันนี้ก็สร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาเพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกับคนเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย

             

            เขาไม่อาจเป็นอะไรไปได้จนกว่าจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อนและตามหาบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตเป็นเหตุให้มีหลายชีวิตต้องตายดับอนาถในครานั้น

     

            ฝ่ามือแกร่งจนบันทึกตัวอักษรที่ได้จดจำมาเพิ่มลงในสมุดบันทึกที่เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนเขาได้ทำการคัดลอกสมุดเล่มนั้นออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ช่วยฉวยโอกาสลอบสับเปลี่ยนมันในค่ำคืนหนึ่งโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น

             

            แม้ว่าสมุดบัญชีนี้จะไม่ใช่หลักฐานที่มัดตัวผู้บงการได้อย่างอยู่หมัดแต่มันก็ทำให้เขาเข้าใจถึงเส้นทางการเงินที่คนเหล่านั้นคดโกงมาจากหลายหน่วยงานรวมแล้วเป็นเงินกว่าหลายล้านตำลึง

             

            ยิ่งเขาแฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มขุนนางเหล่านั้นมากขึ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งเห็นใบหน้าที่เน่าเฟะของขุนนางเหล่านั้นมากขึ้นทุกทีทว่าเขาก็ต้องเก็บงำความจริงเหล่านั้นเอาไว้และปฏิบัติตัวให้ปกติที่สุดเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้เขาตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างในชีวิตมาเพื่อการนี้ เขาไม่ต้องการกลับไปโดยมือเปล่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลากตัวผู้บงการออกมาให้จงได้

             

            ในเวลานี้เองคิ้วเข้มก็ต้องขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นร่างของสตรีคนหนึ่งยืนรออยู่ที่ข้างรถม้าซ่งหยางเจ๋อเดินเข้าไปหาสตรีผู้นั้น แล้วเอ่ยว่า “เหตุใดวันนี้ฮูหยินจึงอยู่ที่จวนได้เล่า ไม่ออกไปงานเลี้ยงรึ”

             

            เมื่อได้ยินอย่างนั้นมู่หลงเจียงต๋านก็คลี่รอยยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนที่เดินเข้าไปกอดแขนสามีด้วยความรักใคร่ “ข้าจะอยู่กับสามีของข้าบ้างมิได้รึท่านต่างหากที่ไม่ยอมอยู่บ้าน เอาแต่ไปร่วมงานเลี้ยงกับขุนนางเหล่านั้นไม่สนใจข้าบ้างเลย...”

             

            “ฮูหยินเจ้ารู้ดีว่าข้าใส่ใจเจ้ามากแค่ไหน ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่ตามใจเจ้าเช่นนี้...”ซ่งหยางเจ๋อลูบไล้ใบหน้างดงามชวนให้คนหลงใหลตรงหน้าอย่างรักใครไม่แพ้กัน

             

            ชายหนุ่มโอบร่างงามเข้าไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยด้วยน้ำเสียงรักใคร่อย่างไม่ปิดบังอีกครั้ง“ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของพวกเรา เจ้าก็รู้ดีว่าข้าเป็นเพียงจอหงวนที่ไร้ซึ่งฐานอำนาจใดๆหากจะอยู่ในรอดในราชสำนักแห่งนี้ก็ควรจะปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นให้มาก”

             

            “โดยการไปมั่วกับหญิงคณิกาชั้นต่ำพวกนั้นรึ?”มู่หลงเจียงต๋านตวัดสายตาคมกริบมองดูใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าอย่างหึงหวง

             

            “เจ้ารู้?” ซ่งหยางเจ๋อแสร้งทำเป็นตกใจอย่างมากท่าทางของเขาไม่ต่างจากชายที่ถูกภรรยาจับได้ว่ามีเมียน้อย

             

            “หึ ข้าให้คนจับตามองท่านตลอดอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าท่านมัวกับหญิงคณิกาไม่เลือกหน้าลับหลังข้า” มู่หลงเจียงต๋านตวัดสายตามองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความโกรธแม้ว่าภายนอกซ่งหยางเจ๋อจะแสดงอาการร้อนรนใจมากเพียงไรแต่ทว่าในใจเขากลับสงบยิ่งนัก ในเมื่อเขาตัดสินใจว่าจะเป็นคนเสเพลแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกและปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น

             

            “ฮูหยิน ข้าผิดไปแล้วเรื่องนี้ข้าอธิบายได้...” ซ๋งหยางเจ๋อกอดหญิงสาวในอ้อมแขนเอาไว้และเอ่ยวิงวอนเสียงอ่อนราวกับกลัวว่าจะเสียนางไปก็มิปาน

             

            “ท่านไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้นข้าเข้าใจธรรมชาติของบุรุษดี จะมีเล็กมีน้อยก็เป็นเรื่องปกติขอเพียงท่านไม่ได้รักพวกนาง ข้าย่อมปล่อยไปได้ทั้งนั้น...” มู่หลงเจียงต๋านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงพลางลูบไล้เส้นเลือดที่แข็งเกร็งจากความเครียดของชายตรงหน้าอย่างแฝงไปด้วยความยั่วเย้าอยู่เลือนราง

             

            “ฮูหยิน...” ซ่งหยางเจ๋อมองดูสตรีในอ้อมแขนด้วยสายตาที่รักใคร่และสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง

             

            “เมื่อลิ้มลองอาหารจานเก่าจนพอแล้วย่อมมีเบื่อเป็นธรรมดาสินะ ข้าไม่ถือสาท่านหรอก เพราะข้าเองก็เบื่อไม่ต่างจากท่าน ตรงกันข้ามข้ากลับเตรียมหนทางเอาไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว...”

             

            มือที่ลูบไล้เอวคดอ่อนนุ่มหยุดชะงักไปเรียบร้อยซ่งหยางเจ๋อมองดูสตรีตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ “ฮูหยินหมายความว่าอย่างไร…”

             

            “ข้าบอกแล้วว่าขอเพียงท่านเลิกตามหานังชั้นต่ำผู้นั้นและเชิดชูข้าเพียงคนเดียวท่านจะได้ทุกสิ่งที่ท่านต้องการ” มู่หลงเจียงต๋านเอ่ยอย่างมีเลศนัยเพียงเท่านี้ก่อนจะส่งสายตาให้เขาเดินตามนางขึ้นรถม้า

             

            ซ่งหยางเจ๋อเก็บงำความไม่ชอบมาพากลเอาไว้ในใจก่อนจะขึ้นรถม้าตามไปแต่โดยดี

             

    ...

    [1]ยามห้ายหมายถึงช่วงเวลาประมาณ 21.00-22.59 น.

    คล้ายกับเรื่องดั่งฝันชะตาลวง ที่คุณอ่าน