ยามที่หยวนเหล่าเอ้อร์กลับมาถึงบ้านจ้าวซื่อยังคงรออยู่หลังจากปรนนิบัติสามีอาบน้ำสวมเสื้อผ้าขึ้นไปนอนบนเตียงเรียบร้อย จึงค่อยเอ่ยถามถึงเรื่องขาของกู้อวี้
“พวกเราไปหาท่านหมอที่มีชื่อเสียงในเมืองแทบจะทั้งหมดแล้วล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหมดหนทางรักษา
“เฮ้อ ช่างน่าเสียดายเหลือเกินเดิมทีข้าคิดว่าหากขาของต้าหลางกลับมาเดินได้ เจินเจินแต่งให้เขาก็ไม่เลวเช่นกัน เพราะสองสามีภรรยากู้หัวอ่อนบงการได้ง่ายแต่นี่เมื่อต้องพิการไปตลอดชีวิต เช่นนั้นก็ช่างเถิด
“เวลานี้พวกเราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกเหมือนเช่นเมื่อก่อนอีกแล้วไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสกุลกู้อีก” กล่าวจบหยวนเหล่าเอ้อร์หยิบตั๋วเงินออกมาให้ดูจ้าวซื่อไม่ทราบว่าตั๋วเงินเหล่านี้มีค่าเท่าใด ผู้เป็นสามีจึงต้องจุดเทียนแล้วอธิบายให้ฟัง
“ท่านพี่ช่างเก่งกาจเหลือเกิน เข้าไปในเมืองก็ได้เงินกลับมาถึงสองร้อยตำลึงท่านรีบนำไปเก็บเร็วเข้า เอามาจ่อไฟเช่นนี้เกิดไหม้ขึ้นมาจะแย่เอา”จ้าวซื่อกล่าวชมผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าเทิดทูน
หยวนเหล่าเอ้อร์เก็บตั๋วเงินเอาไว้อย่างดีเอ่ยว่า “พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปในอำเภอ เพื่อนำตั๋วเงินเหล่านี้ไปแลกเป็นก้อนเงินตำลึง”
จ้าวซื่อรีบพยักหน้าเห็นด้วยตั๋วเงินเหล่านี้ทั้งบางทั้งเบาประหนึ่งว่าสามารถลอยตามลมหายไปได้ทุกเมื่อ หากได้แลกเป็นก้อนเงินตำลึงหนักๆนางจึงค่อยวางใจ
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปในอำเภอกับท่านด้วยท่านจะได้สอนข้าขับรถเทียมล่อ ต่อไปเมื่อท่านกับเจินเจินไปเรียนหนังสือคงจะไม่มีเวลาหากข้าขับเป็นมีใครมาจ้างจะได้รับจ้างได้ ครั้นอยู่เฉยๆ ผู้อื่นจะเอาไปนินทาลับหลังได้”
หยวนเหล่าเอ้อร์เห็นด้วยกับความคิดนี้ของภรรยาไม่น้อยเพียงแต่ให้สตรีขับรถเทียมล่อหาเงินดูไม่ใช่เรื่องเหมาะสมเท่าใดนัก เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยเอ่ย“เอาเช่นนี้ดีกว่า เจ้ากลับไปที่บ้านเดิมสักเที่ยวแล้วพาน้องชายมาที่นี่เวลาเจ้าต้องขับรถเทียมล่อก็ให้พาเขาไปด้วย แล้วก็บอกให้แม่ของเจ้าให้เงินทุนแก่เขาจะได้นำไปปลูกผักเลี้ยงไก่ ระหว่างที่รับจ้างเจ้าทั้งสองจะได้นำผักและไข่ไปขายในอำเภอด้วยทางหนึ่งคือบ้านเราจะได้มีเงินไว้ใช้จ่าย อีกทางเมื่อเวลาขับรถเทียมล่อรับจ้างเจ้าจะได้มีบุรุษคอยดูแล”
“ท่านพี่ ท่านฉลาดที่สุด!”จ้าวซื่อพุ่งเข้าไปกอดสามีแล้วหอมแก้มฟอดหนึ่งหยวนเหล่าเอ้อร์กลับใช้มือเช็ดแก้มอย่างรังเกียจ“แล้วหลังจากนี้เจ้าเลิกเรียกเจินเจินว่าเจ้าหกได้แล้วเวลานี้พวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับสกุลหยวน จำเอาไว้บุตรสาวของเราชื่อว่าเจินเจิน!”
จ้าวซื่อพยักหน้ารับรู้รัวๆประหนึ่งไก่จิกข้าวสาร
“นอนได้แล้ว!”หยวนเหล่าเอ้อร์อ้าปากหาวก่อนจะพลิกตัวไปอีกด้านแล้วหลับไป
จ้าวซื่อเอาใบหน้าแนบกับแผ่นหลังของผู้เป็นสามีอย่างสุขใจแล้วหลับตาชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านต่างพูดว่านางคิดผิดที่เลือกแต่งให้บุตรคนรองสกุลหยวนเพราะอีกฝ่ายทั้งขี้เกียจและไม่เป็นโล้เป็นพาย ทว่านางกลับรู้สึกว่าสามีของนางเป็นบุรุษที่ดีมากถึงแม้ยามอยู่ที่บ้านสกุลหยวน นางต้องเป็นคนทำงานทุกอย่างภายในบ้านทั้งหมด หากแต่ยามอยู่ที่บ้านเดิมนางก็ต้องทำงานบ้านทั้งหมดมาตั้งแต่เล็กเช่นกันเทียบกันแล้วงานในบ้านสกุลหยวนถือว่าน้อยกว่างานในบ้านเดิมเสียอีก
ถึงแม้แม่สามีกับพี่สะใภ้ใหญ่จะชอบกดข่มและมักจะสั่งให้นางทำนู่นทำนี่สารพัด ทว่าทุกครั้งที่สามีของนางเห็นว่างานนั้นหนักเกินไปก็จะไปเอาเรื่องกับพวกเขาแทนหรือแม้แต่เวลาที่บ้านใหญ่ชอบแอบกินเนื้อลับหลังพวกนาง สามีของนางก็มักจะไปตกปลาจับไก่ จับนก หรือจับสุนัขเพื่อให้นางได้มีเนื้อกิน
ครั้งหนึ่งเพื่อให้นางได้กินเนื้อเขาถึงกับไปจับสุนัขมาให้ แม้จะจับกลับมาได้แต่เนื้อกลับแหว่งหายไปส่วนหนึ่งทุกครั้งที่ต้องกลับบ้านเดิม บ้านใหญ่ไม่เคยเตรียมข้าวของให้นางนำกลับไปด้วย แต่เป็นสามีของนางที่มักจะเตรียมและแอบซ่อนเอาไว้นอกบ้านเมื่อถึงวันที่ต้องกลับบ้านเดิมเมื่อใดเขาก็จะเอาออกมาให้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่จ้าวซื่อเป็นคนรู้จักพอจึงมีความสุขกับชีวิตเช่นนี้
จะเสียดายก็แต่บุตรสาวสองคนก่อนหน้านี้ของนางที่ไม่อาจมีชีวิตรอดมาถึงยามนี้ความจริงแล้วเจินเจินเองก็เกือบจะไม่รอดเช่นกัน ช่วงที่จ้าวซื่อท้องห้าเดือนแรกมีหลายครั้งที่เกือบต้องแท้งพอย่างเข้าเดือนหกนางก็เจอกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกือบสูญเสียลูกไปอีกครั้งทว่าเคราะห์ดีที่รอดพ้นมาได้ และนับตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่เจอกับเหตุการณ์รุนแรงเช่นนั้นอีกเลย
พูดถึงเรื่องนี้บ้านสกุลหยวนนับว่าเป็นสถานที่แห่งความโชคร้ายโดยแท้ หากเป็นบุตรชายจะไม่เป็นอันใดแต่หากเป็นบุตรสาว นอกจากเจ้าใหญ่ที่สามารถคลอดและเติบใหญ่มาได้อย่างราบรื่นแล้วบุตรสาวคนอื่นล้วนไม่รอด เคราะห์ดีที่เจินเจินของนางสามารถคลอดออกมาอย่างราบรื่นและเติบโตมาได้อย่างปลอดภัยเช่นเดียวกันกับเจ้าใหญ่ทว่าพี่สาวทั้งสองคนของนาง เจ้าสามของเหล่าซานเจ้าสี่เจ้าห้าของเหล่าซื่อล้วนต้องตายตั้งแต่เยาว์วัยทั้งสิ้น
นางยกมือขึ้นลูบท้องตนเอง ในใจพลางคิดว่าเวลานี้นางกับสามีแยกบ้านออกมาแล้ว เงินก็มีเก็บมิใช่น้อยหากมีน้องชายน้องสาวให้เจินเจินอีกสักคนก็คงจะดี
วันต่อมากู่ซื่อมาที่บ้านของหยวนเหล่าเอ้อร์กับจ้าวซื่อเพื่อดูห้องที่พวกเขาเตรียมไว้ให้เจินเจินครั้นเห็นว่าเครื่องนอนในห้องเพิ่งซื้อมาใหม่เอี่ยมใบหน้าก็ฉายแววพึงพอใจเสียแต่พื้นซึ่งทำจากดินโคลนจึงไม่เรียบสม่ำเสมอ เห็นแล้วภายในใจให้รู้สึกไม่ชอบใจอยู่บ้างแต่ก็นับว่าแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
กู่ซื่อหันไปขอความเห็นชอบจากจ้าวซื่อเสียก่อนครั้นอีกฝ่ายพยักหน้า นางถึงค่อยให้คนขนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เข้ามาในห้องอันดับแรกคือให้คนที่มานำทรายมาโรยไว้บนพื้นห้อง ก่อนจะนำแผ่นไม้มาวางทับพอพื้นห้องราบเรียบสม่ำเสมอดีแล้วถึงค่อยรู้สึกสบายตาสบายใจขึ้นเยอะ
ครั้นมองไปยังเตียงที่มีอยู่ไม่ใช่เตียงที่คุณภาพดีนักกู่ซื่อจึงให้ช่างไม้ฝีมือดีในหมู่บ้านทำเตียงไม้คุณภาพดีขึ้นมาหนึ่งหลังนอกจากนี้ยังสั่งทำตู้หนึ่งตัว ชั้นวางของหนึ่งชั้น หีบใส่เสื้อผ้าโต๊ะเครื่องแป้ง เก้าอี้มีพนักพิงด้านหลังอีกหนึ่งตัว อีกทั้งยังมีหิ้งสำหรับวางเสื้อผ้ากะละมัง เทียนและคันฉ่อง
ไม่นานต่อมาเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้านการกระทำนี้ของกู่ซื่อประหนึ่งกำลังตระเตรียมสินเดิมให้แก่เจินเจินก็ไม่ปานถึงแม้ในชนบทจะมีธรรมเนียมในการตระเตรียมสินเดิมให้แก่บุตรสาว หากไม่เคยมีผู้ใดที่จะเตรียมการเช่นนี้มาก่อนอย่างมากก็แค่จัดหาเงินและเครื่องประดับเล็กน้อยเท่านั้น ถึงขั้นตระเตรียมมากเพียงนี้มิรู้ว่ากู่ซื่อต้องใช้เงินไปมากเพียงใด
ชาวบ้านในหมู่บ้านที่ก่อนหน้านี้อิจฉาเจ้าใหญ่ที่ได้สินสอดจากสกุลหลิ่วเป็นจำนวนเงินหลายตำลึงเวลานี้จึงเลิกอิจฉานางโดยสิ้นเชิง แล้วเปลี่ยนมาอิจฉาเจินเจินแทน
เพราะเหตุใดน่ะหรือ
นั่นเพราะว่าหลังจากหญิงม่ายหลิ่วให้แม่สื่อไปสู่ขอเจ้าใหญ่และมอบสินสอดไว้แก่สกุลหยวนความที่ในใจรู้สึกไม่ยินยอมจึงมักจะพูดกับชาวบ้านคนอื่นอยู่ร่ำไปว่าสินสอดเท่านี้สามารถสู่ขอบุตรสาวเศรษฐีในเมืองได้เลยทีเดียว
ให้สินสอดไปมากมายวันแต่งงานสินเดิมของเจ้าสาวก็ต้องมีเท่าเทียมกัน มิเช่นนั้นจะเสียหน้าเอาได้…
ครั้นหันกลับมามองกู่ซื่อ หลังจากที่กู้อวี้ฟื้นขึ้นมาสกุลกู้ก็กลัวว่าบุตรชายที่ขาพิการของตนเองจะทำให้เจินเจินเสียเวลาจึงประกาศให้ชาวบ้านทุกคนรับทราบโดยทั่วกันว่า พวกเขาได้รับเด็กหญิงเข้าเป็นบุตรสาวบุญธรรมและต่อไปภายภาคหน้าจะช่วยหาสามีที่ดีให้ รวมทั้งช่วยจัดแจงเรื่องสินเดิมให้ด้วยเช่นกัน
ต่อมาหยวนเหล่าเอ้อร์กับภรรยาถูกให้แยกบ้านออกมาสกุลกู้ยังให้คนทั้งสองยืมเงินไปก่อร่างสร้างตัวอีกบัดนี้เห็นบ้านทั้งเก่าและทรุดโทรมก็ถึงกับออกเงินซ่อมห้องให้เจ้าหกไม่เพียงแค่นี้กู่ซื่อยังจ้างช่างฝีมือดีในหมู่บ้านเพื่อทำเครื่องเรือนให้อีกด้วย
หากเทียบกันแล้ว เห็นความแตกต่างของชีวิตคนทั้งคู่ได้ชัดเจนเลยทีเดียว
มีบางคนที่อิจฉาริษยาถึงกับเข้าไปขวางหน้ากู่ซื่อเอ่ยว่า “ซิ่วไฉเหนียงจื่อ[1] ท่านคงไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้เจ้าหกได้เคยก่อเรื่องให้สกุลกู้ของท่าน”
“ใช่ เด็กคนนี้ซุกซนยิ่งนักเอาแต่ขลุกอยู่กับเด็กเกเรคนอื่นในหมู่บ้าน ทั้งยังไม่รักดี สักวันนางต้องนำหายนะใหญ่มาสู่สกุลของท่านเป็นแน่”
“ถูกต้อง ข้าว่าท่านอย่ารับนางเข้าบ้านเป็นอันขาดหาไม่แล้วพวกท่านคงต้องเลี้ยงดูนางกับบิดามารดาของนางไปตลอดชีวิตเป็นแน่”
“หากท่านอยากได้บุตรสาวบ้านข้ามีหลานสาวอยู่ตั้งหกคน ท่านสามารถเลือกได้ตามสบายรับรองว่าเป็นเด็กดีกว่าเจินเจินแน่นอน”
“หากท่านยังให้นางไปมาหาสู่กับท่านอยู่เช่นนี้สักวันหายนะจะต้องมาเยือนเป็นแน่”
กู่ซื่อได้ยินคำเหล่านั้นก็ได้แต่ยิ้มอ่อนพลางตัดบททุกคน“เวลานี้เจินเจินของข้ามีชื่อแล้ว มิได้ชื่อว่าเจ้าหกอีกต่อไป อีกอย่างนางทั้งน่ารักว่าง่ายและเชื่อฟังอย่างยิ่ง ไม่มีทางก่อหายนะให้บ้านข้าเป็นอันขาดพวกท่านเอาเวลาไปสนใจบุตรสาวหลานสาวของตัวเองเถิดเรื่องเจินเจินของข้ามิจำเป็นต้องให้พวกท่านเป็นกังวล”กล่าวจบเดินอ้อมทุกคนตรงกลับไปที่บ้าน
นางตระหนักดีว่าหายนะที่คนเหล่านี้พูดถึงหมายถึงเรื่องใดวันนั้นคุณชายหลิ่วพูดออกมาประโยคหนึ่งว่ามีคนในหมู่บ้านบอกกับเขาว่าเจินเจินเป็นคนทำให้ท่านหมอชวีได้รับบาดเจ็บนางจะยังไม่อธิบายเรื่องนี้ในเวลานี้ จะปล่อยให้พวกที่ชอบว่าร้ายผู้อื่นลับหลังได้ใจไปก่อน
บรรดาผู้หญิงที่เข้าไปรุมล้อมกู่ซื่อก่อนหน้านี้ถึงกับเบ้ปากเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “ช่างไม่รู้เรื่องราวอันใดเลย หายนะมาอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ!”
“เฮอะดูถูกหลานสาวบ้านข้าหรือ ข้าจะคอยดู สักวันบ้านเจ้าต้องนึกเสียใจภายหลังเป็นแน่!”
“พวกเจ้าว่าหรือไม่ ครอบครัวหยวนเหล่าเอ้อร์ช่างมีความสามารถเหลือเกินถึงได้ทำให้บ้านสกุลกู้เชื่อมั่นได้ถึงเพียงนี้!”
[1]เหนียงจื่อหมายถึง ภรรยา