"ตั๋วรอบสุดท้ายของวันนี้จะปิดขายในอีก 10 นาที"
"เ้าคิดว่าใครจะเป็ผู้ชนะกัน ระหว่างคนบ้ากับหมัดสายลม"
"ถามแปลกๆ ถึงเ้าหนูนั่นมันจะบ้า แต่ก็เป็ศิษย์ของตำนานเลยนะ ข้าว่าวันพรุ่งนี้ จะมีตำนานบทใหม่ถือกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน"
"แต่อีกฝ่ายเป็ถึงหมัดสายลมเชียวนะ เ้ายังจำหมัดศูนย์นิ้วนั่นได้หรือไม่ แม้แต่ตำนานอย่างแบล็คไวท์ในตอนแรก ก็ต้องเสียเวลาอยู่นานกว่าจะเอาชนะเ้านั่นได้"
เสียงขายตั๋วพนันประกาศดังก้องไปทั่ว ผสมผสานกับเสียงพูดคุยของผู้คนที่อยู่รอบด้าน หัวข้อหลักยังคงเป็เื่เกี่ยวกับคนบ้า ถึงจะถูกเรียกว่าคนบ้า แต่ความสามารถตลอดสามยกที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถึงจะบ้าแต่ก็เป็ของจริง ผู้คนจึงหันมาเลือกแทงทางฝั่งมิเนอร์วาบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ เพราะถึงอย่างไรวันพรุ่งนี้ต่างหากที่เป็ของจริง นักสู้ที่เหลือรอดย่อมเป็ผู้ที่แข็งแกร่ง สามารถฝากเงินฝากทองไว้ด้วยได้อย่างแท้จริง
ดังนั้นเหล่าผีพนันทั้งหลาย จึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับนักสู้ในวันนี้ หลังจากนัดแนะแผนการกับบัวลอย เด็กหนุ่มก็นั่งรอคอยทำจิตให้เงียบสงบ การนั่งมองการต่อสู้อย่างจดจ่อ คู่แล้วคู่เล่าทำให้ได้ศึกษาจุดดีจุดด้อยของอีกฝ่ายไปในตัว ใช้เวลาที่มีให้เป็ประโยชน์มากที่สุด ความไม่ประมาทคือยาดีสำหรับรักษาชีวิต และแล้วก็วนมาถึงคู่ของมิเนอร์วาอีกครั้ง เสียงดนตรีก็บรรเลงเร่งจังหวะขึ้นอีกครั้ง ผู้ใดได้ฟังก็รู้สึกจิตใจฮึกเหิม ความปรารถนาจะต่อสู้พุ่งสูงเทียมฟ้า
"คู่สุดท้ายของวันนี้มุมน้ำเงิน เ้าของฉายาหมัดสายลม ชายผู้มาจากที่ราบสูง อันหนาวเหน็บทางตอนเหนือของแทนลายัส ชายผู้เคยทำให้แบล็คไวท์ต้องหืดจับในการเจอกันครั้งแรก นักสู้เออร์หลง…"
ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรในรอบ 8 คนสุดท้ายนี้ ถึงมีพิธีกรเพิ่มเข้ามา หรืออาจจะเป็เพราะยิ่งคนเหลือน้อย นักพนันสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เงินที่จะลงพนันย่อมสะพัดเป็จำนวนมหาศาล จึงได้มีพิธีกรมาเอ่ยแจกแจงข้อมูลเพื่อให้เลือกข้างได้ง่ายขึ้น
"ส่วนอีกฝั่งหนึ่งก็มีประวัติความเป็มาไม่ธรรมดา ไอ้หนุ่มมุมแดง เ้าของฉายาคนบ้า เด็กหนุ่มลูกคุณหนูที่เอาแต่เรียนและหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ผู้ที่ดื่มนมแต่ไม่ดื่มเบียร์ จนกระทั่งโชคชะตาชักนำให้แบล็คไวท์ผู้เป็ตำนานรับมาเป็ศิษย์ ขุนศอกไร้น้ำตา เ้าหนูม้ามืดที่ทุกคนกำลังกล่าวถึงในขณะนี้ มิ…เนอร์…วา"
"พวกมันดูถูกหรือชมข้าอยู่กันแน่…"
มิเนอร์วายักคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ปากบ่นพึมพำแต่ก็ยังเดินขึ้นไปบนเวที คู่ต่อสู้ฝั่งตรงข้ามมาพร้อมกับร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ และหัวที่โกนจนโล้นล้าน เพื่อไม่ให้ศัตรูได้เปรียบในการจับทึ้งดึง ศีรษะของมันกำลังส่องสะท้อนแสงไฟจากตะเกียง ทั้งคู่เดินมาหยุดลงตรงกึ่งกลางสังเวียนเวทีประลอง แตะมือยิ้มให้กันเล็กน้อยอย่างสุภาพ สิ้นเสียงกรรมการสั่งชก ชายผู้นี้อาศัยจังหวะที่มิเนอร์วาเผลอ เหยียดเท้าเต็มแรงด้วยความรวดเร็ว เป้าหมายคือ การส่งปลายเท้าจิ้มเข้าไปที่บริเวณลิ้นปี่ของมิเนอร์วา แต่ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วพอกัน มิเนอร์วาตบเท้าเด้งตัวไปทางด้านหลังทันที จนร่างกายลอยไปติดกับกรงเหล็กด้านหลัง ชักสีหน้าหงุดหงิดรำคาญใจ
'เล่นทีเผลอ?...แล้วท่าที่มีมารยาทนั่นคือหลอกให้ตายใจ…กล้าหลอกใช้ข้าด้วยมารยาท…แล้วเ้าจะเสียใจ!'
มิเนอร์วายืนนิ่งไม่ขยับปล่อยให้เสียงดนตรีบรรเลงต่อไป
"โชคดีนักนะเ้าหนู…ไม่งั้นเ้าไม่ได้มายืนจ้องข้าแบบนี้แน่ๆ"
อีกฝ่ายพูดออกมาราวกับไม่ใช่เื่ใหญ่โต ยังไงซะบนสังเวียนนี้ ก็ไม่ได้มีกติกาห้ามโจมตี หลังเสียงสั่งชกมาบังคับ ที่มันทำก็ถือว่าไม่ผิด แต่แค่ดูไร้มารยาท หลังยืนจ้องกันอยู่นาน เป็มิเนอร์วาที่ไม่พูดไม่จา สืบเท้าโยกตัวเดินเข้าไปหา แขนทั้งสองยกตั้งขึ้น ข้างหนึ่งสูงข้างหนึ่งต่ำ กางออกในแนวเฉียงเพื่อป้องกันการโจมตีลำตัว่บนจากอีกฝ่าย ร่างกายโยกขึ้นลง เปลี่ยนจังหวะการก้าวเดิน เป็การย่องยกขาขึ้นมาเป็ระยะ
อีกฝ่ายก็ไม่ประมาทยกแขนขึ้น ป้องกันส่วนลำตัวและศีรษะ รอคอยการปะทะในครั้งต่อไป เพียงเออร์หลงกะพริบตาเพียงครั้งเดียว มิเนอร์วาที่จ้องรอคอยโอกาส ก็ซัดแข้งขวาราวกับสะบัดแส้ เข้าไปเต็มชายโครงกระเด็นถอยหลัง อีกฝ่ายถึงกับครางต่ำในลำคอ มิเนอร์วาก้าวตามราวพยัคฆ์ไล่จับหนู สะบัดขากลับหลังใช้ส้นเท้าที่ม้วนกลับมาตามแรงหมุนของร่างกาย ปะทะเข้ากับส่วนศีรษะของอีกฝ่าย อาจเป็เพราะยังไม่ถึงเวลาที่คราวเคราะห์จะมาเยี่ยม
ลูกเตะไม้ตายที่เรียกว่า 'จระเข้สะบัดหาง' นี้จึงถูกบล็อกเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด เออร์หลงตัวปลิวไปด้านข้าง สะบัดมือด้วยความรู้สึกเจ็บชา เสียงสืบขาของพยัคฆ์ลากหาง ที่ตามมาในระยะประชิดย่อมเป็ราวกับฝันร้ายของมัน โดนโจมตีกลับเป็ชุดจนต้านรับไว้แทบไม่ทัน แถมแต่ละดอกที่โดน ก็ล้วนรุนแรงไร้ปรานี เพียงเสี้ยววินาทีที่กระเด็นไป มันเห็นภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
ภาพของร่างกายที่ย่อต่ำ ควงหมัดพันไปมา เตรียมประสานสองหมัดนั้นเพื่อต่อยเสยขึ้นมา ร่างกายของเออร์หลงร้องเตือนให้รีบพาตัวเองออกจากจุดนี้ทันที แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว หมัดที่พันไปด้วยเชือกที่หนาเป็ปมคู่นั้นได้ประกบ และกำลังถูกส่งให้เสยขึ้นมา เป้าหมายปลายทางของมันก็คือคางของเออร์หลงนั่นเอง
"หมดยก แยก!"
หมัดคู่ที่ถูกส่งขึ้นมาอย่างรุนแรง หยุดชะงักกึกห่างจากปลายคางของเออร์หลง ที่ยืนหลับตากลั้นลมหายใจ อีกเพียงแค่ไม่ถึง1ฝ่ามือเท่านั้น สายลมที่เกิดจากแรงหมัด พัดเข้าหน้าชายหัวล้านอย่างน่าเสียดาย มันลืมตาสะดุ้ง ะโลุกลี้ลุกลนกลับเข้ามุมตัวเอง
"หึ!"
เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจอยู่ในลำคอ จะอย่างไรเด็กหนุ่มก็รู้สึกไม่พอใจ ที่อีกฝ่ายเล่นทีเผลอ เขาหันหลังเดินกลับไปที่มุมตัวเองอย่างฉุนเฉียว โดยมีบัวลอยคอยเป็พี่เลี้ยงให้น้ำ การเปิดตัวด้วยการชกพร้อมเสียงดนตรีแบบนี้ ทำเงินให้พวกเขาทั้งคู่ได้เป็กอบเป็กำ เปิดตัวครั้งแรกก็ต้องยิ่งใหญ่ เพื่อเรียกร้องความสนใจ เมื่อผู้คนสนใจการชกในครั้งต่อไป ผู้คนก็ต้องยิ่งจดจำ และเชื่อมั่นที่จะแทงพนันข้างมิเนอร์วา นี่คือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม อีกทั้งในตอนนี้บัวลอยและศิษย์ ก็ทุ่มเงินทั้งหมดที่สามารถโยนทิ้งได้ของคู่ ลงพนันซื้อตั๋วมาสองใบ ทั้งสองใบมีมูลค่าที่แตกต่างกัน
ตั๋วพนันทั้งสองใบล้วนซื้อในราคาต่อรองที่ 1 ต่อ 100 อันเป็อัตราต่อรองแรกเริ่ม บัวลอยก็อยากลงเยอะมากกว่านี้ แต่ก็ไม่อยากเอาเงินเก็บที่มีไว้ใช้ดูแลครอบครัว และทำเื่เรียนจบ มาลงกับการพนันทั้งหมด โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน อาจเกิดเหตุพลิกผันให้ศิษย์ตนแพ้ก็เป็ได้ แพ้ชนะย่อมเป็เื่ปกติธรรมดา แค่มาหาประสบการณ์ และพาตัวเองมาถึงตรงจุดนี้ได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว ส่วนมิเนอร์วาก็ไม่อยากลงจนหมดไม่เหลือเช่นกัน เพราะจะอย่างไรนั่นก็คือเงินสำรองก้อนสุดท้าย ที่พาซัคทิ้งไว้ในห้องลับใต้ดิน
"ทำดีแล้วไม่เป็ไร ที่เ้าเห็นว่ามันกระจอกนั้น เป็เพราะมันเ้าเล่ห์ ยังไม่ยอมใช้พลังที่แท้จริง มันกำลังหลอกให้เ้าตายใจ ระวังอย่าให้มันได้เข้าประชิดตัว รักษาระยะห่างเอาไว้ นวดมันไปเรื่อยๆ แล้วค่อยปิดฉากเผด็จศึก"
นี่คือคำแนะนำจากพี่เลี้ยงที่ มิเนอร์วาเองก็เห็นด้วย แต่เหตุการณ์แปลกประหลาด ในยกก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้ว ทุกครั้งที่มิเนอร์วากำลังจะออกอาวุธ ถ้ามันไม่ล้มลง นอนหงายหลังเป็เต่าหงายท้อง ก็จะเข้าสวมกอด วนไปมาเพียงอย่างเดียว จนกรรมการต้องเข้ามาแยกอยู่หลายต่อหลายครั้ง เป็เช่นนี้ไปจนหมดยกที่ 4 ส่งผลให้รู้สึกว่าน่ารำคาญเป็อย่างมาก
หลังจากมันยื้อตัวเองด้วยวิธีการแบบนี้อยู่นาน ก็ดูจะกระฉับกระเฉงขึ้นมาราวกับเป็คนละคน มันไม่ได้เหนื่อยหอบ เพียงแค่รู้สึกเจ็บชาจนควบคุมไม่ได้ดั่งใจนึกเสียเท่าไหร่ ต้องใช้เวลาฟื้นตัวอยู่พอสมควร
"ถ้าเ้านั่นยังเข้ามากอดเ้าอีกที งัดศอกหรือไม่ก็เด้งเข่าสวนไปเลย"
มิเนอร์วาพยักหน้ารับดื่มน้ำอึกๆ อย่างหิวกระหาย ตั้งใจรับฟังคำแนะนำจากพี่เลี้ยง เห็นชอบด้วยกับวิธีการดังกล่าว เสียงระฆังของยกถัดมาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ในยกนี้รูปแบบการชกของเออร์หลงเปลี่ยนไป ปรากฏสายลมหมุนวนรอบแขนอย่างเลือนราง ผู้คนปกติยากจะจับสังเกตได้ ร่างกายมันพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ราวกับภาพติดตา ฝ่ามือหนึ่งถูกตั้งขึ้น และถูกเสือกส่งตรงมาทาง่กลางลำตัว
ขณะที่พุ่งเข้ามา นิ้วมือที่เรียงตัวกันก็หุบตัวลง กลายเป็กำปั้นส่งถ่ายพลังงานทั้งหมด รวมทั้งสายลมที่ถูกเสริมให้รวมกันเป็จุดเดียว แล้วหยุดััร่างกายมิเนอร์วาอย่างเบามือ บริเวณช่องท้องของมิเนอร์วาไม่ได้รู้สึกถึงแรงทำลายล้างเหมือนอย่างที่คิดไว้ บัวลอยหน้าเปลี่ยนสีคิดเื่แย่อยู่ในใจ เสี้ยววินาทีหลังจากนั้นเด็ก
หนุ่มก็รู้สึกราวกับร่างกายถูกตอกด้วยหมุด ถูกฉุดกระชากไปทางด้านหลังอย่างรุนแรง ลอยกระเด็นไปติดกับกรงเหล็ก เสียงเฮดังสนั่น หลังจากต้องรอคอยอยู่นาน กับการต่อสู้อันน่าเบื่อหน่าย การล้มตัวนอนหรือไม่ก็กอดของอีกฝ่าย ทำผู้คนหงุดหงิดเป็อย่างมาก ที่นี่คึกคักขึ้นมาทันทีอีกครั้งที่เห็นความดิบเถื่อนรุนแรง
"ขณะใช้หมอกมืดคลุมร่างเอาไว้ชั่วขณะ ยังรู้สึกเจ็บขนาดนี้ ถ้าป้องกันไม่ทันข้าแย่แน่"
ใช่แล้วขณะที่กำปั้นนั้นจิ้มลงมา หมอกมืดก็ปะทุทันทีเพื่อป้องกันตามสัญชาตญาณ แต่พลังที่อีกฝ่ายอัดเข้ามานั้น ย่อมเหนือล้ำกว่าของที่ตนคิดไว้ มันมากเสียยิ่งกว่าลูกสมุนของเ้าจิออตโตนั่นอีก พื้นฐานไม้ตอนนี้กำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง รักษาร่างกายส่วนที่าเ็ทีละน้อย เออร์หลงไม่ยอมปล่อยให้เด็กหนุ่มได้พักหายใจ มันตระหนักได้ว่าสภาพแวดล้อมมิเนอร์วาได้เปลี่ยนไป
หมอกดำไม่ทราบที่มาแพร่กระจายออกมารอบตัว จนมันกลายเป็ดำจนมืดมิด จะอย่างไรเื่ของผู้วิเศษ หรือสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติก็ไม่ได้เป็ความลับมากนัก ผู้คนในสถาบันแห่งนี้ย่อมต้องรู้จัก ความรู้สึกหนืดเหนียว กัดกร่อนกดดัน กระจายออกมามากขึ้น แม้แต่เจสันที่นั่งอยู่ไม่ไกลยังรู้สึก ััได้ถึงความเยียบเย็นนั้น เออร์หลงที่พึ่งเข้ามาประชิดเตะต่ำต่อทันทีทั้งอย่างนั้น ถึงแม้มันจะพุ่งมาค่อนข้างไว แต่ก็ถูกทำให้ช้าลงเล็กน้อย ทันทีที่เข้าประชิดตัว แข้งของมันถูกมิเนอร์วายกขาบังได้อย่างง่ายดาย แล้วถูกชกหมัดตรงสวนกลับไป
แต่อีกฝ่ายเลือกใช้หน้าผากรับเอาไว้ มันตบแขนที่ยื่นออกมาของเด็กหนุ่มให้เปลี่ยนทิศ แล้วต่อยรัวซ้ายขวาเข้าที่กลางลำตัว มิเนอร์วาอาศัยแรงตบตวัดม้วนตัว เตรียมสับศอกเข้าใส่ส่วนหัวของอีกฝ่าย เออร์หลงโยกตัวหลบไปด้านหลัง และเหยียดปลายขาแทงสวนไปที่ส่วนท้อง เด็กหนุ่มเลยจำใจต้องโยกตัวไปด้านข้างแล้วซัดแข้งขวาเต็มแรง ลูกเตะนี้เข้าต้นขาของอีกฝ่ายอย่างจังเสียงดังแน่นทึบ
เมื่อสามารถทำลายจังหวะของอีกฝ่ายลงได้ มิเนอร์วาไม่รอให้อีกฝ่าย ที่กำลังเดินลากขาหนีไป ได้ตั้งตัว เห็นได้ชัดว่าลูกเตะดอกนั้นได้ผล ทำให้อีกฝ่ายเสียจังหวะเล็กน้อย แต่ในโลกแห่งการต่อสู้ จังหวะที่เสียไปเพียงเล็กน้อยนี้ ย่อมหมายถึงการเปิดช่องโหว่ให้ศัตรูเห็น และในความเป็จริงตอนนี้ ก็คือเครื่องพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น เสียงดนตรีที่บรรเลงเร่งเร้าจังหวะ ส่งผลให้มิเนอร์วาสาวเท้ากระโจนเหยียบต้นขาของอีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัว ลอยตัวขึ้นไปใช้ขาทั้งสองหนีบคอของอีกฝ่ายเอาไว้ โดยมีฐานเป็บ่าทั้งสองข้างของเออร์หลง
แขนทั้งสองข้างถูกยกขึ้นจนสุดแขน จากนั้นจึงกระตุกกลับเพื่อเพิ่มแรงทำลายล้าง กระแทกเข้ากลางศีรษะอย่างจังทั้งสองข้าง 'บั่นเศียรทศพักตร์' ส่งถ่ายแรงทำลายที่เกิดจากพลังงานจลน์ทั้งหมด ให้มุ่งไปที่ส่วนหัวของเออร์หลง มันหมดสติตาเหลือกขาวล้มฟุบลง ไม่ทันได้ร้องก็ร่วงลงไปแล้ว บั่นเศียรทศพักตร์ที่แม้แต่พญาั์สิบหัวยังต้องขลาดกลัว กับมนุษย์ธรรมดาย่อมไม่อาจต้านทาน ถือเป็ท่าอันตรายถ้าหากไม่ควบคุมแรงให้ดี อีกฝ่ายอาจถึงขั้นความจำเสื่อมหรือไม่ก็าเ็เจียนตาย
มิเนอร์วาไม่ได้ออมมือ แต่ทุ่มสุดแรงเด็กหนุ่มไม่สนหรอกว่าอีกฝ่ายจะเป็อย่างไร ขอแค่ไม่ตายก็พอ อาจารย์ตนย่อมสามารถรักษาให้หายได้ ความรู้สึกราวกับเครื่องในถูกคว้านเป็รู ยังคงถูกรักษาทีละน้อย เกิดเสียงเฮดังลั่นจากผู้ที่แทงข้างเด็กหนุ่ม พวกมันสะใจ ชอบในท่าโจมตีปิดฉากอันรุนแรง ชวนให้เืลมสูบฉีด และหวังเอาไว้ว่าจะเลือกลงถูกฝั่ง เพราะถึงอย่างไรสุดท้ายผู้ชนะก็มีแค่คนเดียว
มิเนอร์วาลงจากเวที เดินกลับออกมาพร้อมกับบัวลอยผู้เป็พี่เลี้ยง ระหว่างแหวกกลุ่มคนที่มุงมองอยู่รอบตัว เด็กหนุ่มสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของผู้คนรอบตัว บ้างมองด้วยความนับถือยอมรับ บ้างก็จ้องมองด้วยความโกรธ เพราะไปขัดลาภของพวกมัน เหล่าอิสตรีทั้งหลายยิ่งส่งสายตาร้อนแรงปรารถนาคุคลั่ง บ้างก็ส่งท่าทางยั่วยวนเชิญชวน บัวลอยที่พึ่งเคยเห็นเด็กหนุ่มเขินอาย ก็ผงะสงสารจะอย่างไรก็เป็แค่เด็ก ย่อมต้องผ่านโลกมาไม่มากนัก
"ฮะๆ ๆ…ไปเถอะกลับบ้านกัน รีบกินรีบนอนมีเวลาพักแค่ 10 ชั่วโมง ต้องฟื้นฟูร่างกายให้เยอะเข้าไว้"
"ไปกัน…ข้าหิวจะแย่แล้วเหนื่อยมากเลยวันนี้"
"ดีแล้วไม่ต้องคิดมาก…คนพวกนั้นก็แค่เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะเลิกคิดร้ายกับเ้า ขอเพียงไม่ประมาทก็พอแล้ว"
คู่ศิษย์อาจารย์พากันเดินกลับที่พักด้วยกัน ระหว่างทางก็แวะฉลองเล็กน้อย ด้วยมื้ออาหารที่ค่อนข้างหรูหรา ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
การต่อสู้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดของเมื่อวาน ได้เสริมสร้างประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากการเรียน หรือการฝึกซ้อม เป็ประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อลงสนามจริงเท่านั้น และในวันนี้ก็เป็วันสุดท้ายของการต่อสู้ นักสู้ผู้แข็งแกร่งที่เหลือรอด จะถูกแบ่งคู่และจะมีเพียงผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้ผ่านเข้ารอบ ไปสู่การชิงสัญลักษณ์แชมป์ในศึกสุดท้าย ด้านนอกร้านเหล้าในตอนนี้ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้ม เนื่องจากพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามา เพื่อดื่มกินและร่วมรับชมศึกการต่อสู้
มิเนอร์วาเดินเข้ามาพร้อมกับบัวลอย ในเย็นวันนี้ไม่มีกลุ่มนักดนตรี มีเพียงแค่ตัวนักสู้และพี่เลี้ยงที่ถือกล่องอุปกรณ์ ทั้งคู่ไม่สนใจสายตาและเสียงพูดคุยของคนรอบข้าง เดินตรงดิ่งไปยังบริเวณสนามประลอง ที่โต๊ะขายตั๋วพนัน ซึ่งได้เปิดออกอีกครั้ง ด้วยอัตราต่อรองของเด็กหนุ่มที่ลดลงมาเหลือเพียง 1 ต่อ 3 เหล่าขี้เมาและนักดื่มจึงเริ่มถูกผีพนันสิงสู่อีกครั้ง ทุกคนเริ่มนั่งจับจองสถานที่รับชม เสียงพิธีกรประกาศชื่อของนักสู้ แต่ละคนรวมไปถึงรูปแบบการต่อสู้ที่เปลี่ยนไป เป็แบบไม่นับยกสู้ยกเดียวไม่จำกัดเวลา สู้กันจนกว่าอีกฝ่ายจะหมดสภาพไม่สามารถสู้ต่อได้
ในเย็นวันนี้ คู่แรกคือการพบกันของมิเนอร์วาและผู้ใช้เปลวเพลิงดาเบล ดาเบลนั้นเป็ชายวัยรุ่น รูปร่างหน้าตาก็เหมือนวัยรุ่นผมดำตาดำทั่วๆ ไป แต่มีความอันตรายมากกว่า ในรอบ 4 คนสุดท้ายนี้ ค่อนข้างแตกต่างจากเมื่อวานเป็อย่างมาก สาเหตุเพราะว่า 4 คนที่เหลือรอดอยู่ในขณะนี้ ทั้งหมดเป็ผู้วิเศษที่มีพื้นฐานในด้านที่แตกต่างกัน อีกทั้งบางคนก็เป็ผู้วิเศษที่พัฒนาพื้นฐานที่มี จนเกือบจะกลายเป็ผู้วิเศษชั้นสูง มีความแข็งแกร่งทางด้านร่างกาย วิชาการต่อสู้ และพลังเหนือธรรมชาติ
ยิ่งผู้ใช้พลังเ่าั้แข็งแกร่ง การต่อสู้ก็จะเรียบง่ายแต่รุนแรงแปลกตา พวกมันสามารถใช้พลังที่มีทำร้ายกดดันคู่ต่อสู้โดยไม่จำเป็ต้องเปลืองแรง เพื่อมาชกต่อยให้วุ่นวายเหมือนกับมนุษย์ปกติ หลังจากเสียงสัญญาณระฆังเริ่มต้นการชกดังขึ้น ใน่เริ่มต้น ทั้งคู่เอาแต่ยืนจ้องหน้ากันอยู่เป็เวลานาน และตัวของดาเบลเอง ก็คงจะคิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มมีความคล่องตัว ไม่แพ้บัวลอยผู้เป็อาจารย์เลยแม้แต่นิดเดียว มิเนอร์วาเป็ฝ่ายเริ่มบุกก่อน ตบเท้าลงพื้นได้ 1 ที ร่างกายก็พุ่งพรวดกระจายหมอกดำเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มเตะสูงทักทายไป 1 ที จนหมอกดำลอยกระจายไปทั่วพื้นสังเวียน ส่งผลให้พื้นที่บริเวณนี้ดูมืดหม่นแสงลงเป็อย่างมาก
แต่อีกฝ่ายก็ไม่ธรรมดา ยกแขนที่เคลือบไว้ด้วยเปลวเพลิงร้อนแรงขึ้นมากันลูกเตะเอาไว้ได้ ความร้อนแรงแผดเผา รู้สึกได้ผ่านหน้าแข้งที่ัักับร่างกายของอีกฝ่าย แม้แข้งนั้นจะถูกเคลือบไปด้วยหมอก์อนธการ ที่สามารถช่วยลดทอนความเสียหาย แต่ก็ไม่ช่วยให้ความรู้สึกนี้เ็ปน้อยลงกว่าเดิมสักเท่าไหร่ มิเนอร์วายังคงทำเกมรุก บุกเป็ชุดไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้พักหายใจ
ผู้ใช้เปลวเพลิงนั้นรู้ตัวดี เพราะเคยสู้กับบัวลอยมาแล้วหลายครั้ง จึงคุ้นเคยกับท่าทางต่อสู้ของมิเนอร์วาพอสมควร มันอาศัยจังหวะที่เด็กหนุ่มชกเข้ามา สปริงตัวเด้งถอยหลังออกไปไกลจนติดกรงเหล็กของสังเวียนอีกฝั่ง แล้วโยนก้อนเพลิงที่สร้างขึ้นมาจากไฟลูกเล็กแต่รุนแรงหลายสิบลูก มันเขวี้ยงสวนเข้าใส่ลำตัว่บนของมิเนอร์วาอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ ไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูได้เข้าประชิดตัว
มิเนอร์วาโยกตัวหลบลูกไฟเป็จังหวะ ซ้ายทีขวาที มุดต่ำบ้าง ก้มหลบบ้าง เด็กหนุ่มสืบเท้าเดินเข้าหาทีละนิดอย่างใจเย็น ในบางครั้งก็ชกหมัดชุดที่ห่อหุ้มด้วยหมอก์อนธการออกไป ทำลายลูกไฟที่พุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางคราก็ใช้มือ แขนและศอกในการป้องปัด ปิดการโจมตีที่มุ่งหวังสร้างความเสียหายให้แก่ร่างกาย เปลวเพลิงแดงฉานที่แฉลบออกไปจากการป้องกัน พวกมันปลิวไปกระทบกับกรงเหล็กจนลูกไฟแตกเป็ประกายหายไป
เสียงเฮเชียร์จากความตื่นเต้น ยิ่งดังขึ้นให้กับภาพอันพิสดารหาดูยากสำหรับเหล่าผู้ชม ยิ่งเดินเข้าหา อีกฝ่ายยิ่งโจมตีรุนแรงขึ้น ในระยะห่างไม่ถึง 3 เมตร ซึ่งเป็ระยะโจมตีที่ดาเบลรอคอย มันยกสองแขนขึ้นสูงลูกไฟขนาดเท่าล้อรถม้าลูกหนึ่ง ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าเหนือศีรษะอีกฝ่าย ผู้ใช้เปลวเพลิงดาเบลปะทุไฟลูกั์เพื่อหวังใช้ปิดฉากการต่อสู้ แต่มิเนอร์วาย่อมไม่ใช่หุ่นกระเบื้อง ที่จะยืนรอให้อีกฝ่ายทุบทำลายได้ตามใจ หมอก์อนธการที่อยู่รอบบริเวณ ดูท่าแล้วจะไม่มีประโยชน์มากนักในการสยบพลังของอีกฝ่าย
แต่ถ้าหากในระยะใกล้ตัวที่สามารถควบคุมได้อย่างใจนึกนั้น พวกมันกลับแตกต่างกัน หมอก์อนธการมีข้อดีคือเป็พื้นฐานมืด ที่มีพลังบงการอาณาเขตเป็วงกว้าง แต่ก็มีข้อเสียคือยิ่งระยะที่หมอกลอยออกไปไกลมากแค่ไหน ความทรงพลังและการควบคุมที่มีก็จะลดน้อยตามไป และนั่นไม่ใช่ปัญหาเลย การพลิกแพลงมากมาย ย่อมได้รับการสั่งสอนจากราชันย์ัผู้เป็อาจารย์ ถึงจะมองเห็นหมอกดำรอบตัวที่ยังคงกระจายตามเดิม
แต่ความแยบยลในการปกปิดของมิเนอร์วา ย่อมไม่ธรรมดา ชั้นหมอกดำที่ปกคลุมรอบร่างกายในตอนนี้ล้วนดำเข้มมากขึ้น หนาแน่นและทรงพลัง แตกต่างจากหมอกดำก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ทันทีที่ลูกไฟใหญ่พึ่งจะปรากฏ มิเนอร์วาก็ก้าวเท้าซ้ายเฉไปด้านข้าง เหยียบลงพื้นอย่างมั่นคง หมัดซ้ายถูกยกขึ้นมากันส่วนศีรษะ หมัดขวาสะบัดกลับหลังขนานไปกลับลำตัว บิดตัวส่งแรงเต็มที่จากสะโพกไปสู่ขาขวา ตวัดเหวี่ยงออกไปราวกับแส้ฟาดสะบัด เตะตัดอัดเข้ากลางลำตัวอีกฝ่าย
ดาเบลที่รอจังหวะอยู่แล้วโยกหลบไปข้างหลังเล็กน้อย และทุ่มลูกไฟก้อนใหญ่ใส่อย่างรุนแรง มิเนอร์วาที่ยังคงสภาพแขนทั้งสองไว้ในตำแหน่งเดิม ใช้เท้าซ้ายเป็จุดหมุนตัว สลับมายืนด้วยเท้าขวาที่พึ่งเหยียบพื้น ส่งถ่ายพลังงานทำลายสะสมที่เกิดจากแรงกายภาพทั้งหมด ในการหมุนตัวครั้งแรก จากนั้นจึงตวัดงอขากลับหลัง ฟาดสูงเข้าใส่อีกครั้ง 'พญากุมภีล์สะบัดหาง' ลูกไฟขนาดใหญ่ปะทะเข้ากับส้นเท้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยหมอก์อนธการอันเข้มข้นของเด็กหนุ่ม ส่งเสียงดังทึบกึกก้องไปทั่วร้านเหล้า
"ฮู่ว!…"
ความรู้สึกร้อนแผดเผาบีบบังคับให้มิเนอร์วาต้องพ่นลมคำรามต่ำ ฮึดเอาแรงสู้ เกิดเสียงลั่นราวกับไข่โดนกะเทาะเปลือก ก้อนเพลิงลูกนั้นเริ่มแตกร้าว ส่วนที่ัักันระหว่างส้นเท้าและพื้นผิวร้อน ในเวลานี้ถ้าจ้องมองไปในระยะใกล้ จะเห็นหมอกดำที่พยายามกลืนกินเปลวเพลิงอย่างต่อเนื่อง จะอย่างไรก็เป็พื้นฐานของเผ่าพันธุ์ในตำนาน แม้จะมีเพียงแค่เสี้ยวเดียวก็ตาม รอยร้าวลุกลามจนแบ่งแยกแตกออกไปสองส่วน ก่อนที่จะแตกลามไปทั่ว
ฝ่าเท้าของมิเนอร์วาราวกับสะบัดหลุดออกจากแรงต้านทาน มันดีดฟาดเข้าไปเต็มคางของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง ดาเบลหน้าสะบัดปลิวกระเด็นล้มลงไป ชั่วขณะวินาทีตัดสินนี้เอง ก้อนเพลิงที่ถูกแยกออกทั้งสองซีกเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวก็ส่องแสงวาบ พร้อมกับะเิออกเป็ประกายราวดอกไม้ไฟเบ่งบาน ด้วยระยะประชิดขนาดนี้มิเนอร์วาย่อมหลบไม่พ้น
"บึ้ม…!"
ไฟบอลทั้งสองซีกะเิแทบจะในเวลาเดียวกัน ดีดเด็กหนุ่มที่ยังไม่ทันจะได้ยืนทรงตัว ปลิวละลิ่วเสียหลักกระเด็นไป แต่อีกฝ่ายนั้นน่าจะเจ็บหนักกว่าเพราะว่าโดนฝ่าเท้าเคลือบหมอกดำกระแทกเข้าไปเต็มรัก ต่อให้ไม่มีหมอก์อนธการห่อหุ้ม หากใครโดนฝ่าเท้าล้วนๆ กระแทกหน้า ก็ยังต้องมีอาการสมองเบลอ อีกทั้งยังโดนแรงะเิจากลูกเพลิงของตัวเอง อัดทำร้ายซ้ำเข้าไปอีก ต่อให้ไม่ตาย ก็ต้องลุกไม่ขึ้นอย่าแน่นอน
มิเนอร์วาดีดยันตัวให้ลุกขึ้นแทบจะทันทีที่ล้มลง มันมองเห็นดาเบลนั่งพิงกรงเหล็ก เืกบปากสลบไปทั้งอย่างนั้น เสียงเฮดีใจของผู้ที่แทงพนันข้างมิเนอร์วาดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างสะใจ หลังจากกรรมการประกาศผู้ชนะ และเหล่าแพทย์ที่เข้ามาดูอาการก็ยืนยันความปลอดภัยแล้ว มิเนอร์วาก็เดินขากะเผลกกลับลงไปนั่งข้างบัวลอย เด็กหนุ่มถูกให้น้ำและนวดประคบด้วยน้ำแข็งเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
เวลานี้อีกคู่หนึ่งก็ได้ขึ้นชก เป็คู่ของชายหน้าตาเ้าเล่ห์หูเดียวคนนั้น อีกฝ่ายชอบใช้วิธีการสกปรกและดูท่าแล้วจะชมชอบการทรมานคู่ต่อสู้ มันกำลังสู้อยู่กับผู้ที่ถูกเรียกว่า กำแพงศิลา อีกฝ่ายมีขนาดตัวใหญ่โตสมชื่อ พลังป้องกันจากพื้นฐานดินนั้นช่างน่าหวาดกลัว มิเนอร์วาเองก็สังเกตเห็นมานานแล้ว ทั้งสองฝ่าย หนึ่งมีพื้นฐานมืด อีกหนึ่งมีพื้นฐานดิน ถ้าให้เลือกสู้ก็อยากสู้กับผู้มีพื้นฐานมืดมากกว่า เพราะกำแพงศิลาคนนี้อึดและทนมากเกินไป พวกมันสู้กันมาตั้งนานแล้ว ยังไม่ยอมล้มสักทีจนฝั่งตรงข้ามเริ่มเหนื่อยหอบ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ทุกคนต่างก็แปลกประหลาดใจ อยู่ดีๆ กำแพงศิลาก็เหมือนกับคนโง่ ยืนให้เขาทุบตีอยู่ฝ่ายเดียวจนหมดแรงและแพ้ไปเอง ดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์
"เ้านั่นสามารถทำให้คนตาบอดได้น่ะ ถ้าไม่มีจิติญญานักสู้ ย่อมยากที่จะมองเห็นอีกฝ่าย เ้าก็ลองไปััดูเถอะ จำไว้ให้ดี…บนโลกใบนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่มองเห็นได้โดยไม่ต้องใช้สายตามอง"
บัวลอยที่เห็นมิเนอร์วาทำหน้างงๆ ก็อธิบายถึงสาเหตุที่กำแพงศิลาจู่ๆ ก็ทำตัวโง่เง่าขึ้นมา
'จิติญญานักสู้…ท่านอาจารย์มันคือสิ่งใดกัน?'
แอสคลีเพียสที่ถูกถามไม่เคยเป็นักสู้ย่อมไม่รู้จัก จะให้แพทย์เทวะรู้อย่างไร ว่าสิ่งใดคือจิติญญานักสู้ เทพแบบมันใครมาหาเื่ก็แพร่พิษใส่อย่างเดียว ไม่เคยไปชกต่อยให้เปลืองมือ สู้ไม่ได้ก็หนีเพียงแค่นั้น ไม่เคยมีเื่พวกนี้อยู่ในสมองของมันเลย จึงอธิบายไปอย่างกำกวมเลี่ยงบาลี
'ของแบบนี้เ้าต้องััเอาเอง คล้ายกับการตระหนักถึงพื้นฐานนั่นแหละ…'