แม้คืนนี้แสงจันทร์ยังคงกระจ่างอยู่ แต่อารมณ์ของชายหนุ่มช่างขุ่นมัวยิ่งนัก
เสียงไม้กระทบวัตถุดังเข้ามาให้ได้ยินเป็ระยะ ยิ่งพาให้ใจเขาหม่นหมองลงมากขึ้น
ชายหนุ่มสั่งให้กระโจมปิดกั้นเสียงจากภายนอก ทำให้ภายในกระโจมเงียบลง
เมื่อไร้สิ่งรบกวน จิตใจของเขาเริ่มกลับมาสงบอีกครั้ง
ร่างกายเริ่มผ่อนคลาย จิตใจสงบลงอย่างรวดเร็ว...รวดเร็วเกินไป
เขารู้สึกถึงความผิดปกติภายในกระโจม
บรรยากาศช่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับถูกโอบล้อมด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ในวิหารโบราณ
ทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นค่อย ๆ สงบลงโดยไม่รู้ตัว
‘เกิดอะไรขึ้น’
นิโคลัสแปลกใจมากเพราะมันไม่ใช่การทำงานของกระโจมแน่นอน
เขาหันไปรอบๆ ไม่พบสิ่งใดในนี้ มีเพียงเตียงนอนแบบพับได้ โต๊ะเล็ก ๆ หนึ่งตัว และ...
นกสีขาวตัวหนึ่ง กำลังยืนเกาะขอนไม้ที่เขาจัดไว้ให้
ขนหงอนขาวบนหัว เหมือนจะตั้งขึ้นและลู่ลงได้ตามอารมณ์
หางยาวพลิ้วไหวยื่นออกไปยาวกว่าหางนกทั่วไปเล็กน้อย
ดวงตาสีดำเป็ประกายแวววาวกำลังจองมองเขาอย่างไม่วางตา
ชายหนุ่มเดินเข้าไปหามัน แล้วลูบขนขาวอันอ่อนนุ่มของมันเบา
ยิ่งลูบไล้ขนขาวอันอ่อนนุ่มไปเรื่อย ๆ เขายิ่งรู้สึกจิตใจสงบลงอย่างรวดเร็ว
“เป็เ้าเองซินะ”
เขามองั์ตาดำคลับของเ้านกน้อย พลางสงสัยว่านกตัวนี้น่าจะมีบางอย่างที่พิเศษ
นกน้อยเอียงหัวไปมาไซร้มือของเขาอย่างแ่เบา พลางถามชายหนุ่มกลับ
“อะ..ไร”
เพราะตัวนกน้อยเองก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มพูดถึงเื่อะไร ตัวมันเองก็ไม่ได้ทำอะไรพิเศษนอกจากเกาะขอนไม้แล้วขยับปีกไปมาเท่านั้น
“ไม่เป็ไร ข้าดีใจที่เ้าอยู่ตรงนี้...แม้จะยังไม่รู้เ้าคืออะไร แต่มันช่วยทำให้คลายเหงาลงได้”
“ใจข้าสงบลงได้เร็วมากเมื่ออยู่กับเ้า”
“เช่นนั้น...ฝึกฝนต่อเลยดีกว่า”
จากนั้นว่าที่มหาปราชญ์เวทในอนาคตเริ่มต้นฝึกฝนอีกครั้ง
สะสมพลังธรรมชาติเข้าสู่ตำราสรรพสัตว์ และแบ่งปันพลังบางส่วนให้เ้านกน้อย
การสะสมมานาที่แกนมานาแรกเริ่ม แม้ไม่สามารถเร่งขึ้นให้เร็วกว่านี้ได้ แต่ประสายสีแดงที่แกนเวทก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยวันนี้สีแดงจาง ๆ ได้ขึ้นมาเกินครึ่งแกนแล้ว
เมื่อฝึกจนถึงที่สุด ชายหนุ่มเริ่มคิดวางแผนเพื่ออนาคตของตัวเขาเองและกลุ่มคนของเขา
ค่ำคืนผ่านไปอย่างสงบ ไม่มีเหตุอะไรเข้ามารบกวนแม้แต่น้อย
ยามเช้ามืด นิโคลัสได้ออกจากกระโจมเพื่อออกกำลังยามเช้า เหมือนกับที่เขาเคยทำที่โลกก่อน
“อรุณสวัสดิ์ขอรับ นายน้อย”
องครักษ์หนุ่มอีกคน เจคอบ นักล่าไพร สายมีด ถนัดการวางกับดัก, ลาดตระเวน, สะกดรอย และสะเดาะกุญแจ
“เ้าเข้าเวรผลัดสุดท้ายหรือ แล้วอีกคนล่ะ”
“มีข้าน้อยคนเดียวขอรับ ผลัดสุดท้ายใกล้รุ่งสางแล้ว ปกติไม่ค่อยมีอันตรายขอรับ”
“อืม เ้าทำหน้าที่ของเ้าต่อไปเถอะ ข้ายืดเส้นยืดสายอยู่ในบริเวณนี้ ไม่ได้ออกไปไหน”
กล่าวจบ นิโคลัสเดินออกไปพื้นที่โล่งเล็กน้อย พอที่จะให้เขาได้ออกท่วงท่าได้สะดวก
ชายหนุ่มเริ่มจากอบอุ่นร่างกาย และเริ่มด้วยท่าออกกำลังกายเบา ๆ
ผ่านไปชั่วครู่ เขาเริ่มเปลี่ยนเป็ท่าศิลปะการต่อสู้แบบต่าง ๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากโลกเดิม
รวดเร็ว หนักแน่น ใช้ทุกส่วนของร่างกายเป็อาวุธ
จากท่วงท่าหนึ่ง ไปสู่ท่วงท่าหนึ่ง ลื่นไหล สอดรับประสานกันระหว่างท่วงท่าอย่างไม่ติดขัด
แม้อาจต้องหยุดพักเป็ระยะ เพราะร่างนี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มหยุดลง
พอเสียงการเคลื่อนไหวของนิโคลัสเริ่มดังขึ้น คนอื่น ๆ เริ่มทยอยออกจากกระโจม
แม้แต่อีรินที่าเ็อยู่ พอรู้ว่าเสียงจากนายน้อย ยังต้องออกมาดู
ผ่านไปไม่นาน ชายหนุ่มได้หยุดเคลื่อนไหวแล้วเริ่มปรับลมหายใจ ก่อนที่จะเริ่มยืดคลายกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ร่างนี้ราวกับไม่เคยผ่านการยืดกล้ามเนื้อมาก่อน กล้ามเนื้อทุกส่วนตึงมากจนแทบไม่สามารถยืดคลายออกได้เลย
เขาต้องฝืนยืดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ แม้ต้องเ็ปแต่ต้องฝืนทน ทำให้สีหน้าของชายหนุ่มไม่สู้ดีนัก
ระหว่างที่นายน้อยหนุ่มขยับร่างกายไปมาในท่วงท่าที่ไม่ค่อยจะมีใครคุ้นเคย
ผู้คนที่เฝ้ามองอยู่ ต่างชำเลืองมองกันไปมาอย่างประหลาดใจ
ยิ่งเมื่อได้เห็นสีหน้าของชายหนุ่มที่ฉายแววความเ็ปอย่างมากอยู่ตลอดเวลา
ส่วนใหญ่อดขำไม่ได้ เพียงแค่บิดตัว ยืดแขนยืดขา มันเจ็บขนาดนั้นเลยหรือ...
แน่นอนว่าไม่มีใครรู้
ว่านี่คือการศาสตร์การฝึกฝนร่างกายที่มีอายุหลายพันปีจากโลกเก่าของเขา "โยคะ"
ศาสตร์ ที่โลกนี้ไม่เคยมีมาก่อน
ขณะนั้นเอง นิโคลัสก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นในใจ
‘เราต้องให้ทุกคนฝึกสิ่งนี้ด้วย…’
‘และข้า..จะเป็ผู้ลงมือ..เอ่อ..ผู้สอนเอง..หึหึหึ’
ดวงตาของนายน้อยทอแสงบางอย่างขึ้นมาอย่างน่าหวาดหวั่น ราวกับเพิ่งค้นพบพลังใหม่ที่หลบซ่อนอยู่ในกายมานาน
ถ้ามีใครได้ยินเสียงในหัวเขาในตอนนั้น…อาจรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาตรงต้นคอโดยไม่ทราบสาเหตุ
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ท่าทางแปลกประหลาดเหล่านี้จะกลายเป็ "ศาสตร์การฝึกฝนร่างกาย" ในเวลาต่อมา
ที่แม้แต่จอมเวทหรืออัศวินชั้นยอดยังต้องขอฝึกฝน
แม้แต่เ้าตัวต้นคิด..เจตนาเพียง ‘หาคนร่วมทุกข์’ เท่านั้น
ดังคำที่ว่า
"คาดหวังเพียงผิวเผิน…แต่บังเอิญเป็ปาฏิหาริย์"
ผ่านไปไม่นาน เมื่อเขาฝึกร่างกายเสร็จ ได้เดินกลับมาหาทุกคน
“อรุณสวัสดิ์ นายน้อย”
ทุกคนกล่าวทักทายเขาอย่างพร้อมเพรียง
“ขอโทษด้วยที่ทำให้พวกเ้าตื่น”
ขั้นตอนแรกเริ่มต้นขึ้นแล้ว
“ไม่รบกวนเลยขอรับ พวกเราตื่นเวลานี้กันอยู่แล้วนายน้อย”
แจ็คผู้ร่าเริงรีบชิงตอบก่อนใคร
“ศิลปะการต่อสู้ของนายน้อย ช่างงดงามยิ่งนัก มันรื่นไหลและรวดเร็ว อย่างยิ่ง พวกข้าไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย”
เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มร่า ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบิกบานใจ
“เพียงแต่...”
เขาหลุดปากไปแล้ว แต่ไม่กล้าพูดต่อ
“แต่อะไร พูดมาเถอะ ข้ารู้ตัวเองดี”
นิโคลัสรู้ตัวเองดี ความจริงเขาอยากให้คนเหล่านี้ชี้แนะให้ด้วย
“เอ่อ คือ เื่ทักษะการต่อสู้ ข้าน้อยไม่ค่อยถนัด คงต้องขอให้ วิคเตอร์ ช่วยน่าจะดีกว่า”
เขากล่าวพลางชำเลืองมองไปทางวิคเตอร์ แต่กลับเจอสายตาจ้องเขม็งมาที่เขา ทำให้ต้องก้มหน้าหลบสายตาทันที
“พี่วิคเตอร์ ท่านช่วยข้าหน่อย บอกกล่าวมาได้ตรงๆ เลย ข้าจะได้พัฒนาตนเองได้”
อดีตนักฆ่าที่ยังไม่คุ้นชินกับโลกใบใหม่ เขาต้องรีบเร่งฝึกการต่อสู้ให้ได้โดยเร็วที่สุด
“มีเพียงท่วงท่าแต่ไร้ซึ่งพลัง ท่าทางทั้งหมดใช้ได้กับคน ไม่ใช่สัตว์อสูรหรือปีศาจ ขอรับ”
สั้น กระชับ และตรงประเด็น สมแล้วที่เป็ วิคเตอร์
“ใช่เลย ตอนนี้ ข้าไร้ พลัง... ข้าคงต้องเร่งฟื้นฟูร่างกายของข้าให้ได้ก่อนไปถึงเมืองหลวง”
นายน้อยหนุ่มกล่าวพลางครุ่นคิดและวางแผนการฝึกฝนต่าง ๆ
ก่อนที่พวกเขาจะถึงเมืองหลวง เขาต้องไปถึงระดับนักเวทฝึกหัดให้ได้
“ใช่แล้วท่วงท่าของข้าใช้ต่อสู้กับคนด้วยกัน เพราะที่ข้าจากมา ไม่มีสัตว์อสูรหรือปีศาจเลย”
“ที่นี่พวกท่านสู้กับสัตว์ต่าง ๆ โดยเน้นไปที่ ‘พลัง’ เป็หลัก ไม่เน้นท่วงท่า ใช่ไหม”
จากความทรงจำของร่างเดิม ยามต่อสู้ จะเน้นใส่พลังโจมตีแบบตรง ๆ ไม่ว่า นักเวท อัศวิน นักดาบ หรือนักธนู อย่างดีก็เพียงหาจุดอ่อนแล้วโจมตีไปจุดนั้น
“ใช่นายน้อย เพราะส่วนใหญ่เราต้องสู้กับสัตว์เวทหรือสัตว์อสูร พวกเราจึงเน้นไปที่พลังโจมตีและความแม่นยำเป็หลัก ใครมีพลังโจมตีมากกว่าก็จะได้เปรียบ ทำให้ท่วงท่าการต่อสู้กับคนด้วยกันจึงลดน้อยลงไป”
พ่อบ้านกล่าวเสริมด้วยประสบการณ์ผ่านศึกกับสัตว์อสูรมามากมายทำให้ชายชราสามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างดี
“แม้ทั้งสองจักรวรรดิยังมี โจรป่า โจรูเา ที่คอยดักทำร้ายพ่อค้าหรือนักเดินทางอยู่บ้าง แต่พวกเราก็ใช้สิ่งที่เราฝึกฝนมาเข้าต่อสู้กันอยู่ดี จึงไม่มีใครไปเสียเวลาฝึกการต่อสู้ระยะประชิดเพราะไม่สามารถนำไปใช้สู้กับสัตว์อสูรได้”
ชายชราบอกเล่าเื่ราวต่าง ๆ จากประสบการณ์ ทุกคนต่างรับฟังและเห็นพ้องด้วย
“ขอบคุณ ท่านพ่อบ้าน”
ชายหนุ่มขอบคุณด้วยความจริงใจ อย่างไร เขาต้องมีเื่ปรึกษาชายชราคนนี้อีกมากมาย
“แม้ว่าทักษะการต่อสู้ประชิดตัวไม่จำเป็ แต่การโจมตี หลอกล่อ หรือหลบหลีกจากมุมที่ศัตรูไม่คาดคิด ยังจำเป็อยู่ใช่ไหมพ่อบ้าน?”
ชายหนุ่มกล่าวถามเพื่อเตรียมหว่านล้อม
“ถูกต้อง หากศัตรูไม่อาจคาดเดาทิศทางการโจมตีของเรา โอกาสโจมตีถูกเป้าหมายย่อมง่ายขึ้น”
จอมเวทชราพยักหน้าเห็นด้วย
“พวกท่านได้เห็น สิ่งที่ข้าทำใน่สุดท้ายกันแล้วใช่ไหม ข้าอยากบอกว่า ท่าทางเ่าั้ช่วยให้ข้าสามารถโจมตีศัตรูจากทิศทางที่ไม่คาดคิด และข้าสามารถหลบหลีกการโจมตีต่าง ๆ ได้ดีขึ้นด้วย”
“แม้มันไม่ช่วยเพิ่มพลังโจมตีโดยตรง แต่การฝึกนี้ ทำให้เพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ มีแรงยืดและหดตัวที่ดีขึ้น รวมถึงการฝึกการหายใจที่ช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ผิวพรรณจะดีขึ้นเพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเืและปรับสมดุลของร่างกาย”
ชายหนุ่มกล่าวพลาง คิดแผนหว่านล้อมไปพลาง ยามที่กล่าวถึงผิวพรรณ เขาได้ชำเลืองมองไปทางสองสาว ความลิงโลดพลันบังเกิดเมื่อเขาเห็นแววตาทั้งสองคู่นั้น
“ข้าไม่โกหกพวกท่านแน่ มิเช่นนั้นข้าคงไม่ฝึก สิ่งนี้เรียกว่า ‘โยคะ’ ต้นกำเนิดจากอาณาจักรหนึ่งในโลกนั้น มีประวัติยาวนานถึงกว่าห้าพันปี คนทั่วโลกให้การยอมรับและฝึกฝนกันอย่างแพร่หลาย”
“ข้าขอสัญญาด้วยเกียรติของข้า ข้าไม่ได้โกหกเื่นี้แม้แต่น้อย หากพวกท่านฝึก โยคะ จนสำเร็จ มันจะเป็ประโยชน์ต่อพวกท่านแน่นอน”
หมัดเด็ดของเขาได้ถูกปล่อยออกไปแล้ว
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ความลังเลปรากฏอยู่ในแววตา ไม่สามารถตัดสินใจได้
สุดท้ายยังคงเป็เช่นเดิม ทุกสายตาต่างไปหยุดอยู่ที่ หัวหน้าอัศวิน วิคเตอร์
“เราจะทดลองฝึก หนึ่งเดือนเท่านั้นขอรับ...”
วิคเตอร์ผู้ประหยัดวาจาตอบรับด้วยความเคารพ
‘จะพูดยาวกว่านี้หน่อยไม่ได้เลยหรือเ้านี่ คำพูดเป็ทองคำหรือไง’
ชายหนุ่มบ่นในใจ เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ลูกน้องในกลุ่มถึงไม่สนิทกับวิคเตอร์
ถึงแม้จะพูดน้อยไปสักนิด แต่การกระทำทั้งหมดของเขาั้แ่ก่อนเป็หัวหน้า ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นหมดแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยอีก
“ขอบคุณ ที่พวกท่านเข้าใจข้า”
“เพียงแต่ข้าอยากขอให้พวกท่านรักษาสัญญาได้ไหม ภายในหนึ่งเดือนพวกท่านจะไม่ถอดใจล้มเลิกไปก่อน”
ด้วยแววตาและสีหน้าที่จริงจังของนายน้อย แสดงออกถึงความคาดหวังอยากให้ทุกคนได้พัฒนาตนเอง
"เราสัญญาจะปฏิบัติตามคำสั่งของนายน้อยขอรับ"
เสียงขานรับดังขึ้นพร้อมเพรียง ด้วยความเต็มใจและมั่นใจว่าเพียงหนึ่งเดือนพวกเขาย่อมอดทนได้
นายน้อยหนุ่มแสดงสีหน้าตื้นตันใจ ก่อนจะโค้งคารวะเล็ก ๆ เพื่อแสดงความขอบคุณ ที่ทุกคนมอบความไว้วางใจให้แก่เขา
เพียงแต่..ไม่มีใครทันสังเกตเห็นรอยยิ้มบางที่แฝงอยู่ที่มุมปาก ในวินาทีที่ชายหนุ่มก้มใบหน้าลง
“ขอบคุณ...”
“ทุกคนแยกย้ายกันได้ แล้วเราจะออกเดินทางหลังจากจบมื้อเช้า”
จากนั้นทุกคนแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของแต่ละคน
ยามเช้าตะวันยังไม้พ้นทิวเขา หมอกจาง ๆ ยังคงปกคลุมทั่วผืนป่า
นายน้อยหนุ่มเดินออกจากกระโจม เ้านกสีขาวตัวน้อยก็ะโตามมาด้วยสองขาเล็กๆ
ก่อนจะะโขึ้นเกาะแขนของเขา มันยังบินไม่ได้ แต่ดูเหมือนจะไม่ยินดียินร้ายกับข้อจำกัดนั้นเลยแม้แต่น้อย
ั์ตาสีดำใสยังคงจับจ้องไปยังทุกสิ่งรอบตัวอย่างใคร่รู้ ใครที่เห็นก็ต่างทักทายมันอย่างเอ็นดู
หลังจากทุกคนช่วยกันจัดการเก็บสิ่งของทุกอย่างในบริเวณที่พักจนเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเช้า
เมื่อนายน้อยหนุ่มเห็นทุกคนทานมื้อเช้าเสร็จแล้ว จึงเริ่มบทสนทนาขึ้น
“พวกท่านคงรู้ถึงสถานภาพของข้าตอนนี้แล้ว ตอนนี้ ข้าเป็เพียงคนธรรมดา ไม่ใช่นายน้อยของตระกูลหลักเบลลาทอร์ อีกต่อไป”
เขาเริ่มกล่าวถึงสิ่งที่อยู่ในใจอย่างตรงไปตรงมา
“ยามนี้ ตัวข้า ไม่มีของมีค่าใด ๆ แม้แต่เหรียญเดียว ข้าก็ยังไม่มี”
“สมบัติทุกอย่างในตระกูล เงินทุกเหรียญ ไปจนถึงสิ่งปลูกสร้างทุกอย่างภายใต้ตราประจำตระกูลหลักเบลลาทอร์ ได้ถูกมอบให้กับเทพผู้พิทักษ์ไปหมดแล้ว”
เมื่อเขาพูดถึงตรงนี้ เขากวาดตามองผ่าน ๆ ไปที่ทุกคน เหมือนไม่ได้สังเกตใครเป็พิเศษ แต่ในความเป็จริง ทุกสีหน้าและแววตาของทุกคน อยู่ในสายตาของเขาหมดแล้ว
ชายหนุ่มพลันหันไปทางพ่อบ้านชราด้วยสายตาอ้อนวอน ราวกับลูกแมวตัวน้อยที่รอคอยความช่วยเหลือ
“เอ่อ...ตอนนี้ข้ายังไม่มีเงินเลย ท่านพอจะช่วยเหลือข้าได้บ้างหรือไม่”
“ข้าพอมีอยู่บ้างนายน้อย หัวหน้าตระกูลให้เงินเดือนข้าค่อนข้างมาก และไหนจะเงินสำหรับภารกิจพิเศษแต่ละครั้ง ข้าเลยพอมีเก็บอยู่บ้าง แต่เราคงไม่สามารถใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายได้”
พ่อบ้านกล่าวอย่างสุภาพ เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น เขายังคงให้เกียรตินายน้อยของเขาเสมอ
และหากคิดดูดี ๆ การที่หัวหน้าตระกูลให้เงินเขามากเกินกว่าปกติ เหมือนคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าต้องพึ่งพาชายชราคนนี้
“เอาหล่ะ ข้าจะเข้าประเด็นเลย”
“หากใครไม่อยากติดตามข้าต่อไป ข้าจะไม่ว่าเลยและไม่คิดติดใจใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกคนย่อมมีทางเดินของตนเอง”
“ที่พวกเ้ามารับใช้ตระกูลเบลลาทอร์ เพราะคาดหวังความก้าวหน้าและได้พึ่งพิงตระกูล”
“แต่บัดนี้ ข้าขอพูดเลยว่า ตระกูลหลักเบลลาทอร์ ได้ล่มสลายลงไปแล้ว เหลือเพียงข้าเพียงคนเดียวที่เป็สายเืหลัก”
“ข้าไม่อาจรับประกันอนาคตพวกเ้าได้ เพราะแม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่รู้เลยว่า วันข้างหน้าของข้าจะเป็อย่างไร”
“ดังนั้น ข้าต้องบอกกับพวกเ้าอย่างตรงไปตรงมา ไม่อยากให้พวกเ้ามาว่าข้าภายหลังได้”
เมื่อเขากล่าวจบ สีหน้าคนในทีมส่วนใหญ่นิ่งเฉย โดยเฉพาะพ่อบ้านและเหล่าลูก ๆ ของเขา
ส่วนคนอื่น บ้างก็เพียงครุ่นคิด มีเพียงไม่กี่คนที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังพิจารณาอย่างจริงจัง
แต่ที่แตกต่างออกไป..คือ อังเดร
หากเป็เมื่อวันก่อน สีหน้าของเขาคงยังเ็าและห่างเหิน ไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น
ทว่าในยามนี้ แววตาคู่นั้นกลับกระจ่างใสอย่างประหลาด
เขามองนายน้อยของเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเคารพ และบางอย่างที่คล้ายกับ..ความศรัทธา
“ถ้าหากใคร้าออกจากกลุ่มไป บอกข้าก่อนถึงเมืองใหญ่แห่งแรก ข้าจะขอให้พ่อบ้านมอบเงินให้พวกเ้า เพียงพอให้ใช้จ่ายได้ราวครึ่งปี และด้วยฝีมือของพวกเ้าน่าจะหางานได้ไม่ยาก”
ชายหนุ่มกวาดสายตาผ่านทุกคนด้วยอารมณ์สงบนิ่ง
“ระหว่างการเดินทาง่ไม่กี่วันนี้ ข้าอยากให้พวกเ้า คิดไตร่ตรองให้ดี ๆ แล้วบอกข้าเมื่อพวกเ้าตัดสินใจได้”
เขาได้กล่าวทั้งหมดออกไปแล้ว
เขา้าคนที่คิดติดตามเขาด้วยหัวใจ ไม่ใช่ผลตอบแทน
คนที่พร้อมจะหัวเราะไปกับเขาเวลาสุข และทนทุกข์ร่วมกันยามลำบาก
คนเหล่านี้จะเป็ ‘คนสนิท’ กลุ่มแรกของเขาบนโลกใบนี้ คนที่จะดูแลเื่ต่าง ๆ ให้เขา
คนเพียงคนเดียว ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ไม่อาจจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง..