ทำไมต้องเข้าใจนามธรรม ความคิดล่องลอย และสิ่งที่จับต้องไม่ได้
หลังจากผ่านงานนักการทูตมาสามปี นางสาว K ไปออกประจำการที่ประเทศอีกซีกโลกหนึ่ง ประเทศที่อยู่อีกทวีป อีกความเชื่อ อีกวัฒนธรรม อยู่มาวันหนึ่ง มีโอกาสไปร่วมงานการแสดงออกทางความคิดผ่านศิลปะ มีคนท่าทางภูมิฐานเข้ามาชวนคุย และถามคำถามว่า
“คุณคิดยังไงกับการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและความเท่าเทียมของคนผิวสี แล้วที่ประเทศคุณมีท่าทีอย่างไรกันบ้าง”
และ
“คุณว่าคนชายขอบจะมีส่วนร่วมในโลกยังไงได้บ้าง ที่ประเทศของคุณมีศิลปะแนวนี้ไหม”
•••••••
ปกติ เรามักเข้าใจว่า งานนักการทูตหรือที่เกี่ยวกับสถานทูต สถานที่พหุวัฒนธรรม มักจะเป็งานใส่ชุดสูท ออกงานหรูหรา มีหน้ามีตามีเกียรติมีศักดิ์ศรี
แต่มันก็เป็เพียงส่วนหนึ่งของงานเท่านั้น เพราะเื้ัชุดสูทสั่งตัดเนี๊ยบและรองเท้าส้นสูงสวยเริ่ดเฉิดฉาย มันคือการชิงไหวชิงพริบ ประลองกันทางความคิด แสดงออกถึงความเหนือชั้นของสติปัญญา
งานมันต้องใช้สมอง ฝีปาก พอๆ กับรูปลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ
และบ่อยครั้งที่งานก็ต้องัักับแิที่จับต้องไม่ได้ ไม่มีในวัฒนธรรมของเรา หรือเป็นามธรรมที่ไม่เกี่ยวอะไรกับปากท้องโดยตรงเลย มีคุณค่าในทางจิติญญา มีคุณค่าในด้านวัฒนธรรม สะท้อนถึงรากและความเป็มาของอารยธรรมของเขา
เช่น สิทธิมนุษยชน คุณค่าประชาธิปไตย ความกตัญญู ความดีงาม ความรัก การแบ่งแยกทางเชื้อชาติ สุนทรียศาสตร์ และอีกมากมาย
ค่านิยมเหล่านี้ อาจจับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น ไม่ได้ทำให้อิ่มท้อง แต่เพราะอะไร คนเราถึงทะเลาะกันด้วยเื่นามธรรมเหล่านี้เป็ประจำเลยเล่า แสดงว่ามันมีน้ำหนักหรือคุณค่าที่ชั่งตวงวัดได้ด้วยจิตใจใช่หรือไม่ และมนุษย์ก็ไม่ได้มีแต่สัญชาตญาณดิบแค่ปัจจัยสี่เสียด้วย แต่ยังมีมิติทางจิติญญาที่หล่อเลี้ยงความว่างเปล่าภายใน
ในแต่ละวัฒนธรรม มักจะมีพื้นที่บางอย่างที่คนนอกไม่มีทางเข้าใจ แต่คนเป็นักการทูต ควรพยายาม หรือแสดงให้เห็นความพยายามในการทำความเข้าใจ เพราะมันคือมารยาทพื้นฐานที่แสดงออกถึงความมีอารยะ ความก้าวหน้า เจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม
บางที เราในฐานะคนธรรมดา ก็อาจจะสนใจมันชั่วครู่ชั่วยาม สำหรับเวลาที่้าอาหารให้สมองได้คิด
แต่สำหรับผู้ที่ทำงานทางการทูต จะต้องอยู่กับความคิดเชิงนามธรรมอยู่แทบตลอดเวลา แต่ละสังคม แต่ละชุมชนรัฐชาติ แต่ละอารยธรรม มีชุดคุณค่าที่แตกต่างกัน
และ บ่อยครั้งที่ หากไม่พยายามทำความเข้าใจ ทั้งยังแสดงความคิดเห็นได้ไม่น่าประทับใจ หรือไปดูิ่คุณค่าของเขา เราก็อาจถูกตัดสินว่า disqualified จากวัฒนธรรมอื่นได้เหมือนกัน (ซึ่งเขาคงไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งหรอก)
การแสดงออกทางความคิด จะถูกวัดผลใน ภาค ข และ ภาค ค
และ ผู้สมัครสอบนักการทูต มักสอบตกในภาค ค มากกว่า
เพราะเนื้อหาที่ออกสอบส่วนมากมักไกลตัวและไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ถ้าไม่หมั่นฝึกฝน ฝึกทำความเข้าใจแิที่จับต้องไม่ได้ ก็จะทำข้อสอบได้ไม่ผ่านเกณฑ์