รถสกู๊ตเตอร์สีขาวที่ดูเก่าจนเหมือนย้อนยุคแล่นผ่านเขตแดนผู้วิเศษที่ถูกปิดบังเส้นทางไว้อย่างดีมาสู่โลกของชาวสามัญคนธรรมดา ตึกรามบ้านช่องก็มีให้เห็นมากขึ้น ผู้คนปกติเริ่มขวักไขว่ให้เห็น เนื่องจากเมืองกุมภาธานีแห่งนี้เป็เขตปริมณฑลที่ยังเต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงามและแม่น้ำสายหลักอันเป็ที่มาของชื่อเมือง ภัทรจึงสูดอากาศสดชื่นพลางมองวิวทิวทัศน์ด้วยความรู้สึกมีชีวิตชีวา ต่างจากรินที่นั่งเงียบกริบมาตลอดทาง
“คุณรินธิราครับ... คุณรินธิราครับ... คุณริน!”
“อะไร!? จะเรียกอะไรนักหนา!” รินที่เผลอกอดเอวภัทรแน่นด้วยความเหม่อลอยจากความคิดฟุ้งซ่านมากมาย สะดุ้งโหยงแล้วตวาดแก้เขิน
“เอ่อ... เราต้องไปทางไหนต่อเหรอครับ?” ภัทรถามอย่างใจเย็น พยายามไม่ใส่ใจเสียงที่ค่อนข้างรุนแรงนั้น
“ทางนั้น... ไม่สิ... ทางโน้น...” รินชี้ซ้ายทีขวาทีด้วยความลังเล
“เอ่อ... คุณเคยมาจริงๆ ใช่มั้ยครับเนี่ย?” ภัทรถามด้วยความไม่แน่ใจในการนำทางของเธอนัก
“ก็ปกติพี่ริศเป็คนขับนี่นา! ฉันนั่งเฉยๆ จะไปจำทางได้ยังไง!”
“งั้นพอจะจำชื่อหมู่บ้าน หรือสถานที่ใกล้เคียงได้มั้ยครับ?”
“เอ่อ... เหมือนจะชื่อ ‘คลินิกบ้านสวน’ นะ น่าจะไปทางนั้นนะ” เธอทำเสียงอ้อมแอ้มไม่แน่ใจชี้ไปทางตะวันออก
“โอเคครับ” ภัทรยักไหล่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงเธอไปตามทางที่เธอบอก
แต่เมื่อเขาขับรถไปเรื่อยๆ ก็พบว่ายิ่งขับยิ่งออกจากตัวเมือง ทำให้ภัทรต้องจอดรถถามทางชาวบ้านแถวนั้นอยู่หลายครั้ง สรุปแล้วพวกเขาหลงทาง และต้องขับย้อนไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมงเพราะรินบอกทางผิด รินหน้าเสียไปเล็กน้อย และดูเหมือนจะรู้ตัวว่าผิด ด้วยความที่ภัทรใจเย็นมากและไม่เคยตำหนิเธอเลย ่หลังๆ ของการเดินทาง เธอเลยยอมลดความเกรี้ยวกราดลงและพูดจาดีกับเขามากขึ้น
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึง “คลินิกบ้านสวน”
ที่นี่เป็เหมือนโรงพยาบาลขนาดย่อมๆ อาคารสีขาวสะอาดตาสูงสองชั้นตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสมุนไพร กลิ่นหอมเย็นๆ ของสมุนไพรไทยและเทศลอยมาแตะจมูกั้แ่หน้าประตู ระบบไฟฟ้าที่นี่ดูทันสมัยเหมือนในตัวเมือง และถึงแม้คนไข้จะไม่พลุกพล่านเท่าโรงพยาบาลรัฐ แต่ก็มีชาวบ้านแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย
เมื่อเดินเข้าไปด้านใน พยาบาลและเ้าหน้าที่หลายคนต่างทักทายรินอย่างสนิทสนม แสดงให้เห็นว่าตระกูลของคุณยายมีอิทธิพลในพื้นที่นี้พอสมควร
ทันใดนั้น...
พรึ่บ!
ไฟทั้งอาคารดับวูบลง! เสียงเครื่องปั่นไฟสำรองดังกระหึ่มขึ้น พยาบาลและหมอเริ่มวิ่งวุ่นกันโกลาหล
รินคว้าข้อมือภัทรแล้วออกแรงดึงทันที “คุณรินธิรา... จะไปไหนครับ?” ภัทรถามด้วยความงุนงง
“ก็นายเป็ช่างไม่ใช่เหรอ?”
“แต่ผมไม่ใช่ช่างไฟนะครับ!”
“มาดูก่อนเถอะน่า!” รินลากภัทรเดินลึกเข้าไปด้านในสุด หยุดที่หน้าประตูห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง เธอเคาะสามครั้งเป็จังหวะแล้วร่ายคาถา
“อาเพริ อิบซัม! (Aperi Ipsum) ”
ประตูกลไกเปิดออก เผยให้เห็นทางเชื่อมไปยังอาคารชั้นเดียวสีขาวอีกหลังที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง อาคารนี้เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องจักรและแผงวงจรซับซ้อน กลางห้องมี “เครื่องแปลงพลังงานจากหินเวทมนตร์ขนาดใหญ่” ตั้งตระหง่านอยู่ แต่มันกลับนิ่งสนิทและไม่มีแสงสว่าง
เ้าหน้าที่เทคนิคหลายคนกำลังรุมล้อมมันด้วยความเคร่งเครียด
“ขอโทษนะคะ มีอะไรให้หนูช่วยมั้ยคะ?” รินะโถาม
ชายวัยกลางคนที่เป็หัวหน้าช่างหันมาเห็นรินก็ทำหน้าใ “อ้าว! คุณหนูริน! ลมอะไรพัดมาครับเนี่ย... คุณหนูหลบไปก่อนเถอะครับ แท่นปั่นพลังงานมีปัญหาอยู่ เดี๋ยวจะโดนลูกหลงเอาได้”
“ไม่เป็ไรค่ะ ตานี่เป็ฝ่ายเทคนิคของหน่วยฉัน ลองให้เขาดูหน่อยนะคะ... นี่! นายรีบไปดูสิ!”
ภัทรไม่ได้สนใจน้ำเสียงสั่งการของริน แต่สัญชาตญาณช่างของเขาถูกกระตุ้นเมื่อเห็นเครื่องจักรตรงหน้า เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วเริ่มใช้ “วิชาช่างราชภัทร” ที่เพิ่งได้รับถ่ายทอดมา
ภัทรวางมือทาบลงบนผิวเครื่องจักรเพื่อใช้หัตถ์คว้ามนตรา ส่งกระแสพลังเวทอันน้อยนิดเข้าไป ก่อนจะลืมตา
"เนตรพิมพ์เขียว"
โลกสีขาวดำปรากฏขึ้นในดวงตาแสดงรูปแบบเครื่องแปลงพลังงานคล้ายแบบแปลนของพิมพ์เขียว เขาใช้ทักษะการัั ตรวจสอบความสมบูรณ์ของวัสดุ ความหนาแน่น และความเสียหาย ผ่านปลายนิ้ว
เมื่อตรวจสอบเสร็จ ภัทรหลับตาประมวลผลครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปบอกหัวหน้าช่าง
“คุณลุงครับ... สายส่งพลังงานเบอร์ L18 กับชิปควบคุม C20 เหมือนจะมีปัญหานะครับ มันลัดวงจร... คุณลุงลองเปลี่ยนดูนะครับ”
คุณลุงช่างฟังแล้วก็รู้สึกแปลกใจว่าเด็กคนนี้รู้ชื่อของส่วนประกอบได้ยังไง แต่ลองเชื่อดูก็ไม่เสียหาย เขาจึงถอดรื้อแผงวงจรออกก่อนจะเปลี่ยนสายส่งพลังงานออก และเมื่อหยิบชิปควบคุมหมายเลข C20 ดูก็ต้องพบว่า มันมีความเสียหายอยู่จริง เพราะมันเริ่มบวมจนจะไหม้แล้ว หากถอดช้าเกินไปเครื่องอาจจะลัดวงจรจนะเิได้ ชายคนนั้นหันมามองภัทรก่อนเปลี่ยนชิปแล้วเริ่มต้นเปิดการใช้งานเครื่องดูอีกครั้ง
“เฮ้ย! ทำงานได้แล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
เสียงอุทานดังขึ้นรอบห้อง
หญิงชราในชุดลูกไม้สีฟ้าอ่อน และชายวัยกลางคนในชุดกาวน์แพทย์เดินเข้ามาพอดี “เอ๊ะ? ไฟมาแล้วนี่นา เกิดอะไรขึ้นรึ?” หญิงชราถาม
หัวหน้าช่างวิ่งมารายงานพลางชี้ไปที่ภัทร “ไอ้หนุ่มนี่ครับ...เค้าดูออกว่าเครื่องมีปัญหาตรงไหนแทบจะทันทีเลยครับ”
“จริงรึ?”
“คุณยายเรไร!” รินตัดบทแล้ววิ่งเข้าไปสวมกอดหญิงชรา
คุณยายเรไรมีผมสีดอกเลาที่ดัดเป็ลอนสวย แซมด้วยปอยผมสีฟ้าน้ำทะเลอันเป็เอกลักษณ์ของตระกูลวรวารินทร์
“สวัสดีจ้ะริน... แล้วริศกับรันไม่มาด้วยเหรอ?” หญิงชราลูบผมเด็กสาวอย่างอ่อนโยน
“เปล่าค่ะ พี่ริศงานยุ่ง ส่วนยัยรันเจอของเล่นใหม่ก็ทิ้งหนูเลย” รินฟ้องคุณยายของเธอ
“แล้ว พ่อหนุ่มตรงนั้นใครล่ะ? แฟนรินเหรอลูก?” คุณยายยิ้มล้อเลียน
รินหน้าแดงเป็ลูกมะเขือเทศทันที “ไม่ใช่ค่ะ! ใครจะไปคบตาห่วย... เอ้ย! คนใจเสาะพลังเวทต่ำแบบนั้นล่ะคะ! เขาเป็คนในหน่วยพี่ริศ มาขนของค่ะ... อ้อ จริงสิ พี่ริศฝากจดหมายมาให้คุณยายด้วยค่ะ” รินรีบควักซองจดหมายส่งให้แก้เขิน
คุณยายขยับแว่นสายตา รับจดหมายไปเปิดอ่าน ทันทีที่อ่านจบ กระดาษแผ่นนั้นก็ละลายกลายเป็หยดน้ำและระเหยหายไปในอากาศสร้างความแปลกใจแก่ภัทรมาก
“โอเคๆ ... งั้นพวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ พ่อหนุ่ม เธอชื่อภัทรใช่มั้ย? ตามยายมาด้วยสิ”
“ครับ” ภัทรรับคำอย่างงงๆ
ภัทรเลือกที่จะรออยู่ด้านหน้าห้องตรวจ ปล่อยให้ริน และคุณยายคุยกันตามประสาครอบครัว เขาถือโอกาสเอาของฝากที่เตรียมมาไปมอบให้เ้าหน้าที่ และนั่งแกะๆ เกาๆ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ของเขาฆ่าเวลา
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป รินเดินทำหน้าแปลกๆ ออกมาเรียกเขา “ภัทร... คุณยายเรไรมีเื่จะคุยด้วย... เื่ปัญหาสุขภาพของนาย”
ภัทรเดินตามเข้าไปในห้องตรวจที่เต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพร
“เอาล่ะ ภัทร... มานั่งตรงนี้แล้วถอดเสื้อออกนะ” คุณยายสั่งเสียงเรียบ
“ครับ”
“หลานไม่ออกไปก่อนเหรอลูก?” คุณยายหันไปถามริน
รินหน้าแดงแปร๊ด แต่ยังฝืนทำท่าทางอยากรู้อยากเห็น “ไม่เป็ไรค่ะ! หนูก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมตานี่ถึงร่างกายอ่อนแอขนาดนั้น... ตอนสู้กับคนร้าย หนูเห็นกับตาว่าเวทมนตร์เขาน้อยและไม่เสถียรเอามากๆ เด็กสิบขวบยังร่ายมนตร์ไม่ได้แย่เท่าเขาเลยค่ะ” คำพูดของรินธิราแทงแปลบเข้าไปในใจของภัทร
“ภัทร... เธอไม่ว่าอะไรใช่มั้ยถ้ารินจะอยู่ด้วย?”
“ไม่เป็ไรครับ” ภัทรยิ้มตอบพลางถอดเสื้อออก เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่เริ่มกระชับขึ้นจากการฝึกหนักกับชีตาห์ รินเผลอกลืนน้ำลาย ไม่คิดว่านายห่วยจะมีมัดกล้ามขนาดนี้ เธอรีบเอามือปิดหน้าทันทีที่เห็นแผ่นหลังเปลือยเปล่า แต่ก็ยังแอบกางนิ้วออกดูผ่านช่องว่าง
คุณยายอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มจะจางหายไปเมื่อสายตาไปสะดุดกับ “รอยแผลเป็รูปกางเขน” ขนาดใหญ่กลางแผ่นหลังของภัทร
นิ้วเหี่ยวย่นลูบไล้รอยแผลนั้นเบาๆ “ภัทรลูก... หนูได้แผลเป็นี้มายังไงจ๊ะ?”
“เอ่อ... คุณน้าบอกว่า ผมกับคุณแม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ตอนเด็กครับ” ภัทรตอบ “นอกจากนี้ผมยังมีที่หน้าอก กับข้อมือด้วยครับ”
เขาหันมาโชว์แผลเป็ลักษณะเดียวกันที่กลางอกและข้อมือ
“คุณน้าบอกว่าหมอที่รักษาผมตอนนั้นไม่ชำนาญ แผลเลยใหญ่แบบนี้ครับ”
“อย่างนั้นเหรอจ๊ะ...” น้ำเสียงคุณยายแ่เบาลง “ขอยายจับข้อมือหน่อยนะ ยายจะส่งพลังเวทเข้าไปตรวจภายใน... อย่าขัดขืนนะลูก”
“ได้ครับ”
คุณยายเรไรหลับตาลง ส่งกระแสเวทมนตร์ละเอียดอ่อนเข้าไปในร่างกายภัทร
ภาพที่ปรากฏในนิมิตทำให้หัวใจคนแก่แทบหยุดเต้น...
มันไม่ใช่แผลอุบัติเหตุ...