ตอนที่ 62 เขาคือพี่เขยของเจ้า !
จี้เยวี่ยเอ๋อที่วุ่นวายอยู่ในตรอกเหลียงเยว่มาทั้งวัน ในที่สุดก็กลับมาถึงจวนสักที
นางอาบน้ำชำระร่างกายจนหอมฟุ้ง จากนั้นก็สวมชุดนอนสีขาวสะอาดบริสุทธิ์พลางเช็ดผมยาวดำขลับของตนเอง ก่อนจะไปนั่งหน้าโต๊ะหนังสือ
บนโต๊ะหนังสือได้วางบทกวีถวิลหาเอาไว้
ช่างใช้ถ้อยคำได้ไพเราะเสียจริง !
เป็นกวีที่มีแนวคิดทางศิลปะ มีความหมายที่ลึกซึ้ง และมีสัมผัสทางวรรณกรรม !
ระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้ นับตั้งแต่กวีวันที่สามเดือนสาม เขาได้ประพันธ์กวีอันงดงามออกมาถึงสามบทด้วยกัน... จี้เยวี่ยเอ๋อขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย เหตุใดเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา เขาถึงมิประพันธ์กวีออกมาเลยสักบท ?
หญิงสาวได้นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครา
เขาเคยศึกษาสี่ตำราห้าคัมภีร์ในสำนักศึกษาจูหลิน ล้วนเพื่อต้องการที่จะได้รับการคัดเลือกและมีชื่อเสียง แต่ในวันนี้เขากลับปล่อยวางทุกอย่างลง จิตใจสงบนิ่ง... บางทีอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกโศกเศร้านี้ที่ทำให้เขาประพันธ์กวีที่งดงามเช่นนี้ออกมาได้
ท่านอาจารย์เอ่ยว่ากวีสองบทก่อนหน้านี้มีความเป็นไปได้สูงยิ่งนักที่จะได้จารึกลงในหอเหวินเฟิง แล้วบทนี้เล่า ?
กวีที่มีนามว่าถวิลหา มีอักขระเพียง 36 ตัวเท่านั้น ทว่ากลับพรรณนาถึงความโศกเศร้าทุกข์ใจได้อย่างสุดซึ้ง มันถูกส่งออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจที่เกิดจากความเงียบเหงา นี่คือการพรรณนาถึงความรู้สึกที่แท้จริงของเขา เป็นเพราะท่านพ่อขอสัญญาหมั้นหมายกลับคืนมา จึงทำให้เขาใจสลายและเกิดความคิดถึงคะนึงหาเช่นนี้
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองดูดวงดาราบนท้องนภานอกหน้าต่าง ท่าทางของนางเคร่งขรึม ริมฝีปากแดงเรื่อเผยอแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านสวี ข้าขอโทษ ข้ารับรู้ถึงความรู้สึกในใจของท่านแล้ว ข้าขอภาวนาให้ชีวิตที่เหลืออยู่นับจากนี้...ได้อยู่เคียงคู่กันไปตลอดกาล ! ”
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่จี้ซิงเอ๋อเดินตรงเข้ามา อารมณ์ของนางหงุดหงิดมากยิ่งนัก เนื่องจากมิรู้ว่าผู้ใดตัดขนม้าของนางไปจนเตียน หญิงสาวผู้อัดอั้นตันใจจ้องมองไปทางจี้เยวี่ยเอ๋อแล้วเบ้ปาก “ฮึ ๆ ! ท่านสวีอันใดกัน อยู่เคียงคู่กันไปตลอดกาล ? ตาบอดหรือเยี่ยงไร ! เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใดกัน ข้ามาตามเจ้าไปกินมื้อเย็น ! ”
เห็นได้ชัดว่าจี้ซิงเอ๋อมามิถูกจังหวะ นางได้ทำลายความรู้สึกของพี่สาวลง ทั้งยังทำลายบรรยากาศอันงดงามที่นางเพิ่งจะสร้างขึ้นเมื่อครู่จนมิเหลือชิ้นดี
จี้เยวี่ยเอ๋อหันไปจ้องจี้ซิงเอ๋อตาเขม็ง “กิน ๆ ๆ ! วัน ๆ เอาแต่กิน ! ทำตัวให้เป็นกุลสตรีบ้างได้หรือไม่ ? ”
จี้ซิงเอ๋อหัวเราะร่าออกมา จากนั้นก็ยืดหน้าอกขึ้นแล้วเอ่ยว่า “กุลสตรีเยี่ยงนั้นหรือ...กุลสตรีจะสู้กับเจ้าสิ่งนี้ได้หรือไม่ ? ”
“ไร้สาระ ! ออกไปเสีย ประเดี๋ยวข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะตามไป”
จี้ซิงเอ๋อเดินเชิดหน้าออกไปด้วยความเย่อหยิ่ง จี้เยวี่ยเอ๋อสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นก็ก้มมองหน้าอกของตน ก่อนจะถอนหายใจออกมา สวรรค์ช่างมิยุติธรรมเอาเสียเลย !
นางถอดชุดนอนออกแล้วสัมผัสไปยังผิวหนังอันขาวผ่องของตนเอง ชีวิตคนเราจำต้องพานพบกับเรื่องเศร้าใจ เช่นเดียวกับร่างกายนี้
นางเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงสีขาว
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ นางจึงเปิดลิ้นชักแล้วหยิบสัญญาหมั้นหมายฉบับนั้นออกมา นางจำต้องนำมันไปให้ท่านพ่อ เพื่อให้ท่านพ่อส่งคืนให้กับสวีเสี่ยวเสียน !
บัดนี้ความตั้งใจอันแน่วแน่ของหญิงสาวมั่นคงยิ่งนัก !
เขามิใช่พวกบ้ากาม เขามีความสามารถมากมายถึงเพียงนั้น แล้วเขาจะดูเพียงแค่ขนาดของหน้าอกได้เยี่ยงไรกัน !
จี้ซิงเอ๋อชื่นชอบในกระบี่กระบอง มีเพียงข้าเท่านั้นที่จะสามารถเชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับท่านสวีได้ !
จี้เยวี่ยเอ๋อยืดหลังตรง สีหน้าของนางดูแน่วแน่มากยิ่งนัก จากนั้นก็เดินออกไปอย่างหยิ่งผยองเช่นกัน
......
......
ณ ห้องอาหารของจวนจี้
จี้จงถานรินสุราให้แก่ตนเองหนึ่งจอก จากนั้นก็ดื่มเข้าไป เขาเช็ดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นลูบเคราแล้วจ้องมองไปทางจี้ซิงเอ๋อ
“ซิงเอ๋อ”
“เจ้าคะ ? ”
“พ่อจำได้ว่าเจ้าเคยเอ่ยเอาไว้ว่า...เจ้าชื่นชอบแม่ทัพใหญ่ที่สวมชุดเกราะ ในมือถือดาบและรบชนะร้อยครา”
จี้ซิงเอ๋อตาเป็นประกายขึ้นมาทันใด นางวางชามและตะเกียบลงทันใด “เจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านหาคนที่มีคุณสมบัติเยี่ยงนี้ได้แล้วหรือเจ้าคะ ? ”
“เอ่อคือ...มิใช่หรอก ช่วงนี้พอได้ครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ นา ๆ เจ้าฝานจือเป็นเพียงบัณฑิต อย่าเอ่ยถึงเรื่องที่เขาจะสวมชุดเกราะและออกรบชนะร้อยคราเลย เกรงว่าเขามิกล้าหยิบดาบเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น...” จี้จงถานรินสุราอีกหนึ่งจอกพลางจ้องมองไปทางจี้ซิงเอ๋อที่ทำสีหน้างุนงง ผ่านไปชั่วครู่ถึงได้เอ่ยขึ้นมาว่า “ดังนั้นพ่อคิดว่าเขาเหมาะสมกับพี่สาวเจ้ามากกว่า ส่วนเจ้า...สิ่งใดที่ควรตัดก็จงตัดเสีย หากมิยอมตัดล่ะก็...จะกลับกลายเป็นผลเสียแทน ! ”
จี้เยวี่ยเอ๋อหันไปมองทางจี้ซิงเอ๋อ แววตาของนางเต็มไปด้วยความสงสัย จี้ซิงเอ๋อมักจะเอ่ยว่านางจะแย่งสวีเสี่ยวเสียนไป ผนวกกับคำเอ่ยของท่านพ่อเมื่อสักครู่ หรือว่า...หรือว่านางจะคิดอันใดกับสวีเสี่ยวเสียนจริง ๆ ?
จี้ซิงเอ๋อรู้สึกปวดหัวยิ่งนัก “เหตุใดท่านพ่อถึงเอ่ยเช่นนั้น ? ข้าจะไปชอบเจ้าโง่นั่นได้เยี่ยงไรกัน ? อีกทั้งยังเป็นพวกสติมิดี ! ” เมื่อเอ่ยจบจี้ซิงเอ๋อก็เบ้ปากพลางจ้องมองไปทางจี้เยวี่ยเอ๋อแล้วเอ่ยต่อว่า “มีเพียงสตรีเยี่ยงพี่สาวของข้าเท่านั้นแหละ ที่ถูกเขาดึงดูดให้หลงใหลได้ การที่อ่านตำรามากเกินไปก็ทำให้โง่ได้เช่นกัน ! ”
จี้เยวี่ยเอ๋อรู้สึกโมโหขึ้นมาทันใด นางวางตะเกียบและชามลงเช่นกัน “เจ้าว่าผู้ใด ? ผู้ใดอ่านตำราจนโง่ ? สวีเสี่ยวเสียน ประพันธ์กวีออกมาสามบทล้วนเป็นกวีชั้นยอดทั้งสิ้น นี่เรียกว่ามีความสามารถ ทั้งยังเป็นความสามารถสูงสุดอีกด้วย ! เจ้ามิได้ศึกษา ตำรา แล้วเหตุใดถึงดูถูกคนศึกษาตำราเล่า ทุกวันนี้เจ้ารู้เรื่องอันใดบ้าง ? ”
“เอาล่ะ ๆ อย่าทะเลาะกันเลย” มือทั้งสองข้างของจี้จงถานยื่นออกไปห้าม สองพี่น้องจ้องกันตาเขม็ง ในช่วงที่สายตาประสานกัน ราวกับมีประกายของมีดและดาบสะท้อนออกมา
“ซิงเอ๋อ การที่พ่อบอกกับเจ้าในวันนี้ก็เพื่อตัวเจ้าเอง เรื่องที่ฝานจือป่วยนั้นเป็นเรื่องจริง ในเมื่อพี่สาวของเจ้าได้ซื้อเรือนข้าง ๆ เขาเอาไว้แล้ว... เยวี่ยเอ๋อ เจ้าคิดดีแล้วหรือยัง ? มิต้องรีบตอบพ่อหรอก”
จี้จงถานหันกลับไปมองจี้ซิงเอ๋อ “พี่สาวของเจ้านั้นเหมือนพ่อที่ชอบศึกษาหาตำรา ส่วนเจ้านั้นเหมือนแม่ที่ชอบจับกระบี่กระบอง นับตั้งแต่เล็กจนโต พ่อมิเคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องความชอบของพวกเจ้าเลย แต่ตอนนี้เมื่อพวกเจ้าโตขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่ควรจะออกเรือน แม้ว่าสวีฝานจือจะป่วย แต่ความสามารถด้านวรรณกรรมของเขานั้นเยี่ยมยอด ในเมื่อพี่สาวของเจ้าตั้งใจจะทำเช่นนั้น พ่อก็คงจะมิเข้าไปขัดขวาง”
“พ่อมีบุตรสาวเพียงสองคนเท่านั้น ก่อนหน้านี้พ่อคิดเอาไว้ว่าจะเหลือไว้คนหนึ่งเพื่อดึงดูดลูกเขย ทว่าตอนนี้พ่อมิมีความคิดเช่นนั้นแล้ว แต่ว่า... ! ”
จี้จงถานนึกถึงกระเป๋าเหอเปาของสวีเสี่ยวเสียนที่สลักคำว่า “ซิง” ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้จิตใจของเขามิสงบ
บุตรสาวคนโตได้ตกลงไปในกองเพลิงของสวีเสี่ยวเสียนแล้ว ส่วนบุตรสาวคนเล็กของเขา...หรือว่านางจะตกอยู่ภายใต้กองเพลิงของสวีเสี่ยวเสียนแล้วเช่นกัน ?
ดังนั้นเรื่องนี้เขาจำต้องทำให้กระจ่าง เขาต้องตัดขาดความคิดของจี้ซิงเอ๋อก่อนที่จะสายเกินแก้ แล้วดึงนางขึ้นมาจากกองเพลิงให้ได้
จี้จงถานจ้องมองไปทางจี้ซิงเอ๋อด้วยแววตาหนักแน่นและน้ำเสียงที่หนักอึ้งว่า “กระเป๋าเหอเปาที่เจ้ามอบให้สวีเสี่ยวเสียนนั้น เรื่องราวเป็นมาเยี่ยงไร ? ”
จี้เยวี่ยเอ๋อตกตะลึงขึ้นมาทันใด นางหันไปมองจี้ซิงเอ๋อด้วยสายตามิอยากจะเชื่อ จี้ซิงเอ๋อมักเอ่ยว่าจะแย่งสวีเสี่ยวเสียนไปจากตน บัดนี้นางเริ่มลงมือแล้วเยี่ยงนั้นหรือ ?
คราแรกที่ไปทำร้ายเขา นางบอกว่าเป็นอุบัติเหตุเข้าใจผิด แล้วคราที่สองเล่า ?
หอติ้งฟางกว้างขวางถึงเพียงนั้น ทว่านางกลับกระโดดลงไปชนกับสวีเสี่ยวเสียนเข้าพอดี มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ด้วยหรือ ?
นางต้องตั้งใจเป็นแน่ !
จี้เยวี่ยเอ๋อกัดฟันกรอด นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ผู้นี้มีแผนการล้ำลึกยิ่งนัก !
“ท่านพ่อ ! ” จี้ซิงเอ๋อรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกเข้าใจผิดอยู่ “เรื่องกระเป๋าเหอเปามิใช่อย่างที่ท่านคิดนะ...”
จี้จงถานเอ่ยขัดขึ้นมาว่า “สิ่งที่พ่อคิดเอาไว้นั้นง่ายดาย พ่ออยากให้พวกเจ้าสองพี่น้องได้พบแต่ความสุขในอนาคต เรื่องกระเป๋าเหอเปาพวกเราจะมิเอ่ยถึงอีก เจ้าจงจำเอาไว้ว่าเขาเป็นพี่เขยของเจ้า ! เจ้าห้ามคิดเป็นอื่นกับเขาเด็ดขาด ! ”
จี้ซิงเอ๋อกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ “พี่เขยเยี่ยงนั้นหรือ... เรื่องราวยังไปมิถึงไหนเลยด้วยซ้ำ”
จี้จงถานชะงักงันทันใด จบสิ้นแล้ว ! ดูเหมือนว่าบุตรสาวคนเล็กของเขาจะมิยอมวางมือง่าย ๆ
ในใจของจี้เยวี่ยเอ๋อพลันตึงเครียดขึ้นมาทันใด นางจ้องมองไปยังหน้าอกที่น่าภาคภูมิใจของจี้ซิงเอ๋อ อยู่ ๆ นางก็รู้สึกมิมั่นใจขึ้นมา นางจึงรีบหยิบสัญญาหมั้นหมายออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้บิดา
“ท่านพ่อเจ้าคะ สัญญาหมั้นหมายฉบับนี้ ท่านพ่อโปรดส่งคืนให้เขาด้วยเถิด ! ”
“อืม...วันพรุ่งนี้พ่อจะนำไปส่งคืนให้เขาเอง ซิงเอ๋อ เขามิเหมาะสมกับเจ้า ! ”
บัดนี้จี้ซิงเอ๋อรู้สึกกระสับกระส่ายยิ่งนัก “เขา... เขาเกี่ยวข้องอันใดกับข้าด้วยเล่า ? ”
จี้เยวี่ยเอ๋อจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เกี่ยวข้องแน่นอน เพราะเขาคือพี่เขยของเจ้า ! ”