บทที่9 : เมืองแห่งนาฬิกาดวงดาว
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดกระทบยอดเขาหิมะนิรันดร์หิมะที่ปกคลุมพื้นดินเปล่งประกายราวกับผงเพชรนับล้านเม็ดหลังจากผ่านบททดสอบแห่งวิหารหิมะและได้รับเมล็ดดาวแห่งความกล้าหาญ การเดินทางของมะลิก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เธอััได้ถึงพลังอันอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในร่างแต่พลังนั้นไม่ได้ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นเพียงอย่างเดียวมันกลับทำให้เธอรู้สึกถึงอารมณ์ของสิ่งมีชีวิตรอบตัวได้ชัดเจนขึ้น
เมื่อเฟนริสเดินมาส่งคณะเดินทางที่เชิงเขามะลิรับรู้ได้ถึงความอาลัยในดวงตาของผู้พิทักษ์หมาป่า
เธอเดินเข้าไปลูบแผงคอสีขาวของมัน
"ขอบคุณนะ"
เฟนริสส่งเสียงครางเบาๆ ก่อนใช้หน้าผากแตะหน้าผากของเธอ ทันใดนั้นภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของมะลิเป็ภาพหอคอยสูงเสียดฟ้ามีเฟืองทองหมุนอยู่รอบอาคาร ดวงดาวลอยอยู่เหนือยอดหอคอยและนาฬิกาขนาดมหึมากำลังหยุดเดิน ภาพหายไปอย่างรวดเร็ว
มะลิยกมือแตะขมับ
"เมื่อกี้..."
ไครอสที่ยืนอยู่ไม่ไกลสังเกตเห็นทันที
"เ้ามองเห็นนิมิตใช่หรือไม่"
มะลิพยักหน้า
ไครอสถอนหายใจเบาๆ
"เมื่อผู้ถือเมล็ดดาวเมล็ดดวงที่สองพลังของเมล็ดจะเริ่มตื่นขึ้น"
"จากนี้ไปบางครั้งเ้าจะเห็นภาพของอนาคต หรืออดีตที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ"
ไอริสรีบหยิบสมุดบันทึกออกมาเขียนอย่างรวดเร็ว"ในตำราไม่มีเื่นี้เลย..."
ไครอสยิ้ม"เพราะผู้ถือเมล็ดดาวสองดวงไม่ได้ถือกำเนิดมาหลายร้อยปีแล้ว"
ลูนี่รีบบินมาเกาะไหล่มะลิ"ถ้าอย่างนั้น ต่อไปเ้าจะเห็นเลขหวยหรือเปล่า"
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่งฟินน์หัวเราะจนตัวงอ มะลิหัวเราะพร้อมส่ายหน้า
"โลกนี้ไม่มีหวยหรอก"
ลูนี่ทำหน้าเสียดาย
"น่าเสียดายที่สุด"
เสียงหัวเราะของทุกคนดังก้องไปทั่วหุบเขา...
หลังจากกล่าวลาเฟนริสคณะเดินทางก็เริ่มออกเดินทางลงจากเทือกเขาหิมะไครอสตัดสินใจร่วมเดินทางด้วย เอเดนมองเขาแล้วถาม"เ้าทิ้งวิหารมาได้หรือ"
ไครอสมองย้อนกลับไปยังยอดเขา
"หน้าที่ของผู้พิทักษ์ไม่ใช่การเฝ้าสถานที่"
"แต่คือการปกป้องผู้สืบทอด"
"เมื่อเมล็ดดาวออกเดินทาง..."
"ข้าก็ต้องออกเดินทางเช่นกัน"
เอเดนยิ้มอย่างเข้าใจเขาเคารพการตัดสินใจของนักรบผู้นี้
สามวันผ่านไปภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนจากหิมะขาวโพลนเป็ทุ่งหญ้าสีทอง แม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านหุบเขา
และเบื้องหน้า...เมืองขนาดมหึมาก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ทุกคนหยุดยืนด้วยความตื่นตะลึง กำแพงเมืองสร้างจากหินสีขาวสูงจนมองไม่เห็นยอดหอนาฬิกาขนาดั์ตั้งอยู่กลางเมืองเฟืองทองนับพันชิ้นหมุนตลอดเวลาบนท้องฟ้าเหนือเมือง มีลูกแก้วแสงหลายร้อยลูกลอยวนเป็วงกลมราวกับดวงดาวกลางวัน
ฟินน์อ้าปากค้าง
"นี่มัน..."
ไอริสกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"เมืองแห่งนาฬิกาดวงดาว"
"ศูนย์กลางของนักประดิษฐ์และนักเวทแห่งเวลา"
มะลิมองเมืองอย่างหลงใหลทุกอย่างดูเหมือนหลุดออกมาจากความฝัน เมื่อเดินมาถึงประตูเมือง
ทหารยามในชุดเกราะทองเหลืองยกมือห้าม
"หยุด"
"ทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบ"
หัวหน้าทหารหยิบลูกแก้วใสออกมา
"โปรดยื่นมือแตะ"
ฟินน์เป็คนแรก
ลูกแก้วเปล่งแสงสีเขียว
"ผ่าน"
ไอริสแตะแสงสีน้ำเงิน
"ผ่าน"
เอเดนแตะแสงสีเงิน
"ผ่าน"
ไครอสแตะลูกแก้วสั่นเล็กน้อย ก่อนเปล่งแสงสีขาวเจิดจ้า ทหารทุกคนรีบโค้งศีรษะ
"ขออภัยท่านผู้พิทักษ์" ไครอสเพียงพยักหน้า
จากนั้นมะลิจึงยื่นมือออกไปทันทีที่ปลายนิ้วแตะลูกแก้ว ลูกแก้วกลับส่องแสงถึงสามสี ทอง...แดง...และสีเขียวอ่อนที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเสียงหวีดแหลมดังขึ้นทั่วประตูเมือง ปี๊ดดดด! สัญญาณเตือนดังสนั่น
ทหารทุกคนชักดาบออกพร้อมกันลูนี่สะดุ้งสุดตัว
"เกิดอะไรขึ้น!"
หัวหน้าทหารหน้าซีดเขารีบคุกเข่าลงก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น
"รีบแจ้งท่านเ้าเมือง!"
"ผู้ถือเมล็ดดาว..."
"...เดินทางมาถึงเมืองแล้ว!"
ไม่นานนักรถม้าสีเงินคันใหญ่แล่นออกมาจากใจกลางเมืองเมื่อประตูรถม้าเปิดออกหญิงสาววัยประมาณยี่สิบห้าปีก้าวลงมา เธอสวมชุดนักประดิษฐ์สีกรมท่าดวงตาสีอำพันสดใส ผมสีน้ำตาลถูกรวบเป็หางม้า
มีแว่นตาทรงกลมอยู่บนใบหน้าสิ่งแรกที่เธอทำไม่ใช่การคำนับแต่กลับเดินตรงมาหามะลิจับมือทั้งสองข้างของเธอก่อนพูดเร็วราวกับกลัวไม่ทันเวลา
"ในที่สุดก็เจอ!"
"ข้ารอเ้ามาสิบปี!"
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความงุนงงมะลิกระพริบตาปริบ ๆ "เอ่อ..."
"เราเคยรู้จักกันหรือคะ"
หญิงสาวยิ้มกว้างก่อนตอบด้วยประโยคที่ทำให้ทุกคนถึงกับอึ้ง
"ยังไม่รู้จัก..."
"แต่อีกสามวัน..."
"...เ้าจะช่วยชีวิตข้า"
ลมเย็นพัดผ่านประตูเมืองไม่มีใครเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นแต่ไครอสกลับมีสีหน้าเคร่งเครียด
เขาพึมพำเบาๆ
"ไม่ผิดแน่..."
"เมืองแห่งนี้..."
"...เริ่มเสียสมดุลของกาลเวลาแล้ว"
......................
เสียงล้อรถม้าค่อย ๆหยุดลงหน้าประตูเมืองหญิงสาวในชุดนักประดิษฐ์ยังคงจับมือของมะลิไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป ดวงตาสีอำพันของหญิงสาวเปี่ยมไปด้วยทั้งความดีใจและความกังวลมะลิยิ้มอย่างอ่อนโยน
"ใจเย็นก่อนนะคะ"
"เรายังไม่รู้จักกันเลย"
หญิงสาวเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้จึงรีบปล่อยมือทันที
"ขะ...ขออภัย!"
เธอโค้งศีรษะจนเกือบเก้าสิบองศา
"ข้าตื่นเต้นเกินไป"
ลูนี่หัวเราะเบาๆ
"คนนี้แปลกไม่แพ้ไอริสเลย"
ไอริสหันมามอง
"หมายความว่าอย่างไร"
"ก็เวลาพวกเ้าเห็นหนังสือหรือเครื่องประดิษฐ์แววตาเหมือนกันเป๊ะ"
หญิงสาวหัวเราะเขินๆ
"ข้ายอมรับ"
"ถ้าเป็เื่เครื่องจักรข้าควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้"
เธอยืนตัวตรงก่อนแนะนำตัวอย่างเป็ทางการ
"ข้าชื่อเซเลสเทีย"
"หัวหน้าสำนักช่างแห่งเมืองนาฬิกาดวงดาว"
"และเป็ผู้ดูแลหอนาฬิกาดวงดาว"
ฟินน์ผิวปากเบาๆ
"อายุน้อยกว่าที่คิดนะ"
เซเลสเทียหัวเราะ
"หลายคนก็พูดแบบนั้น"
"แต่ข้าทำงานที่นี่ั้แ่อายุสิบห้าปี"
ไครอสก้าวเข้ามา
"เ้าบอกว่ารอมะลิมาสิบปี"
"หมายความว่าอย่างไร"
เซเลสเทียถอนหายใจ
ก่อนมองไปรอบๆ
"เื่นี้..."
"ไม่ควรคุยหน้าประตูเมือง"
ไม่นานคณะเดินทางก็ถูกเชิญเข้าสู่เมืองทันทีที่ก้าวผ่านประตูทุกคนก็ต้องตะลึง ถนนทั้งสายปูด้วยหินสีขาวสะอาดเหนือศีรษะมีรางเหล็กทอดยาวไปทั่วเมืองรถรางขนาดเล็กแล่นไปมาโดยไม่มีม้าลาก ร้านค้าสองข้างทางเต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์แปลกตามีนกจักรกลบินส่งจดหมายมีหุ่นยนต์ตัวเล็กช่วยกวาดถนน
มีโคมไฟที่ลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่ต้องแขวน
ลูนี่บินวนด้วยความตื่นเต้น
"เมืองนี้สุดยอด!"
"ถ้าข้าอยู่ที่นี่คงไม่เบื่อแน่"
ฟินน์หัวเราะ
"แต่เ้าคงทำของเขาพังทุกวัน"
"ไม่จริง!"
ลูนี่เถียงทันที
ขณะนั้นเองมันเผลอบินชนโคมไฟลอย โคมไฟหมุนติ้ว ๆ ก่อนตกลงบนหัวของมัน โป๊ก!
ทุกคนหลุดหัวเราะแม้แต่ชาวเมืองที่เดินผ่านยังอมยิ้ม มะลิสังเกตเห็นว่า...ผู้คนในเมืองดูมีความสุข
แต่หลายคนมีรอยคล้ำใต้ตาบางคนเดินดูนาฬิกาพกทุก ๆ ไม่กี่ก้าว บางร้านติดป้ายว่า
"เหลือเวลาอีก18 วัน"
"เหลือเวลาอีก102 วัน"
มะลิขมวดคิ้ว
"ทำไมทุกคนถึงเขียนว่าเหลือเวลา"
เซเลสเทียชะงัก
สีหน้าที่สดใสเมื่อครู่ค่อยๆ หม่นลง
"อีกเดี๋ยว..."
"เ้าจะได้รู้"
คณะเดินทางมาถึงหอนาฬิกาดวงดาวมันสูงกว่าทุกอาคารในเมืองเฟืองทองขนาดั์หมุนช้าๆ อย่างสง่างาม เสียง กึก...กึก...กึก...ดังก้องเป็จังหวะสม่ำเสมอ ภายในหอคอยเต็มไปด้วยนาฬิกาหลายพันเรือนทั้งนาฬิกาทรายนาฬิกาน้ำ นาฬิกาแดด และนาฬิกาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ไอริสแทบลืมหายใจ
"นี่คือขุมทรัพย์แห่งความรู้"
เธอรีบหยิบสมุดออกมาจดทุกอย่าง
เซเลสเทียหัวเราะ
"เ้าชอบหนังสือ"
"ส่วนข้าชอบเครื่องจักร"
"เราเป็เพื่อนกันได้แน่นอน"
ไอริสยิ้มกว้าง
"แน่นอน"
เซเลสเทียพาทุกคนขึ้นลิฟต์เฟืองลิฟต์ค่อยๆ หมุนขึ้นสู่ชั้นบนสุด เมื่อประตูเปิดออกทุกคนก็เห็นห้องทรงกลมขนาดใหญ่ตรงกลางห้องมีนาฬิกาขนาดมหึมาตั้งอยู่สูงเกือบสิบเมตรหน้าปัดทำจากผลึกใสเข็มทั้งสามทำจากโลหะสีทอง แต่...เข็มวินาทีกลับไม่ขยับเข็มนาทีกระตุกเป็พักๆ ส่วนเข็มชั่วโมงเดินช้าผิดปกติ
เซเลสเทียเดินเข้าไปลูบตัวเรือนเบาๆ "นี่คือ..."
"หัวใจของเมือง"
"นาฬิกาดวงดาว"
ไครอสถามทันที
"มันกำลังจะหยุดใช่หรือไม่"
เซเลสเทียพยักหน้า"ใช่"
"และถ้ามันหยุด..."
"เวลาของเมืองทั้งเมืองก็จะหยุดตาม"
ฟินน์อ้าปากค้าง"หมายความว่า..."
"ทุกคนจะกลายเป็หินหรือ""ไม่"
เซเลสเทียตอบเสียงเบา
"พวกเขาจะติดอยู่..."
"...ใน่เวลาสุดท้ายของชีวิต"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบมะลิเดินเข้าไปใกล้นาฬิกาทันทีที่เธอััตัวเรือนภาพนิมิตก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เธอเห็นหอนาฬิกาแตกออกเป็เสี่ยง ๆ ผู้คนวิ่งหนีด้วยความแตกตื่นท้องฟ้าถูกฉีกออกเป็รอยแยกสีดำและเซเลสเทีย...กำลังผลักเด็กคนหนึ่งออกจากซากอาคารก่อนที่ตัวเธอเองจะถูกเฟืองั์ทับ
มะลิสะดุ้งจนถอยหลังหายใจแรง เซเลสเทียรีบเข้ามาประคอง
"เ้าเห็นอะไร"
มะลิยังไม่ตอบเพราะเธอนึกถึงคำพูดที่เซเลสเทียบอกไว้หน้าประตูเมือง
"อีกสามวัน...เ้าจะช่วยชีวิตข้า"
หรือว่า...เหตุการณ์ที่เห็นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง
ทันใดนั้นเสียงระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้นทั่วเมือง กัง! กัง! กัง! เสียงดังต่อเนื่องไม่หยุด เซเลสเทียหน้าซีด
เธอรีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างเมื่อมองลงไปเบื้องล่างทุกคนก็เห็นภาพที่น่าใเฟืองทองขนาดใหญ่ที่หมุนอยู่รอบเมืองเริ่มหมุนย้อนทิศทาง ช้า ๆ...แต่ต่อเนื่อง
ไครอสกำดาบแน่นอนพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"ไม่ดีแล้ว..."
"มีใครบางคน..."
"...กำลังขโมยเวลา"
.................
เสียงระฆังเตือนภัยยังคงดังก้องไปทั่วเมืองกัง! กัง! กัง! ผู้คนที่กำลังเดินจับจ่ายต่างหยุดชะงัก ไม่นานความสงบก็แปรเปลี่ยนเป็ความโกลาหล
"เฟืองกำลังหมุนย้อน!"
"รีบกลับเข้าบ้าน!"
"พาเด็กๆ ไปหลบ!"
เสียงะโดังระงมทั่วท้องถนนมะลิรีบวิ่งไปที่หน้าต่างของหอนาฬิกาเธอเห็นเฟืองทองขนาดั์ซึ่งโอบล้อมเมืองไว้กำลังหมุนสวนทางกับที่ควรจะเป็ ทุกครั้งที่เฟืองหมุนย้อน...แสงของลูกแก้วดวงดาวบนท้องฟ้าจะดับลงทีละดวงจากหลายร้อยดวง...เหลือเพียงไม่กี่สิบดวง เมืองที่เคยสว่างสดใสเริ่มถูกปกคลุมด้วยเงามืดเซเลสเทียรีบวิ่งไปยังแผงควบคุมขนาดใหญ่เธอดึงคันโยกหลายอัน หมุนวาล์วทองเหลืองและกดผลึกเวทติดต่อกันอย่างรวดเร็ว เฟืองนับร้อยชิ้นในห้องเริ่มหมุนเสียงเครื่องจักรดังก้องแต่เข็มของนาฬิกาดวงดาวกลับยังคงกระตุกอย่างผิดปกติ
เซเลสเทียกัดริมฝีปาก
"ไม่ได้..."
"ระบบไม่ตอบสนอง"
ไอริสรีบเข้ามาช่วยตรวจสอบอักขระเวทเธอใช้ปลายนิ้วลากไปตามเส้นเวทที่สลักบนพื้นแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป
"มีคนแก้ไขวงเวท!"
เอเดนขมวดคิ้ว
"จากภายในหรือภายนอก"
ไอริสเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "จากภายใน"
ทุกคนหันมองหน้ากันถ้าเป็เช่นนั้น...ก็แปลว่ามีคนในเมืองร่วมมือกับฝ่ายเงา
ในขณะเดียวกันฟินน์ที่ยืนเฝ้าหน้าต่างก็ร้องขึ้น
"ทุกคน!"
"ดูนั่น!"
ทุกคนรีบมองลงไปบนลานกลางเมืองผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มหยุดนิ่งชายชราคนหนึ่งยืนยกมือค้างอยู่กลางอากาศแม่ค้าที่กำลังส่งขนมให้ลูกค้าหยุดอยู่ในท่านั้นเด็กชายที่กำลังหัวเราะหยุดนิ่งพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าพวกเขาไม่ได้กลายเป็หิน แต่เหมือน...เวลาของพวกเขาหยุดเดิน
ลูนี่ตัวสั่น"เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา"
เซเลสเทียกำหมัดแน่นน้ำตาเอ่อขึ้น
"เวลาของเมือง..."
"กำลังถูกขโมยจริงๆ"
มะลิหลับตาลงเธอวางมือบนเมล็ดดาวทั้งสองทันใดนั้นแสงสีทองและสีแดงก็ส่องสว่างพร้อมกันภาพนิมิตปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้...ชัดเจนกว่าทุกครั้งเธอเห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเทากำลังเดินอยู่ใต้หอนาฬิกาในมือของเขามีนาฬิกาทรายสีดำทุกครั้งที่เขาพลิกนาฬิกาทรายสีดำจะไหลลงช้า ๆ และผู้คนอีกหลายคนก็หยุดนิ่งชายคนนั้นเดินเข้าไปในอุโมงค์ลับใต้ดินก่อนจะหันมายิ้มแม้ใบหน้าจะถูกเงาบดบัง แต่มะลิกลับเห็นสัญลักษณ์รูปอีกาดำ...ปักอยู่บนหน้าอกเสื้อคลุม...ภาพหายไปมะลิลืมตาทันที
"ใต้ดิน!"
ทุกคนหันมองเธอ
"มีอุโมงค์อยู่ใต้หอนาฬิกา"
เซเลสเทียเบิกตากว้าง
"เป็ไปไม่ได้"
"อุโมงค์นั้นถูกปิดมาสองร้อยปีแล้ว"
ไครอสถามสั้นๆ
"พาไปได้ไหม"
เซเลสเทียลังเลก่อนพยักหน้า"ได้"
ไม่นานนักคณะเดินทางก็ลงมาถึงชั้นใต้ดินของหอนาฬิกาบันไดหินทอดยาวลงสู่ความมืดอากาศเย็นผิดปกติกำแพงทั้งสองด้านเต็มไปด้วยเฟืองเก่าและท่อทองแดงบางส่วนมีสนิมเกาะหนาเหมือนไม่มีใครเข้ามานานนับศตวรรษลูนี่บินอยู่เหนือศีรษะของทุกคนถือโคมไฟดวงเล็กไว้ในมือ
"ข้าไม่ชอบที่มืดเลย"
ฟินน์ยิ้ม
"แต่เ้าก็ยังบินนำ"
ลูนี่ทำหน้าเขิน
"ก็..."
"ใครจะปล่อยให้เพื่อนเดินคนเดียวล่ะ"
มะลิยิ้มอย่างอบอุ่นเธอรู้สึกว่าลูนี่เริ่มเติบโตขึ้นมากแม้จะยังชอบบ่นและกลัวผีเหมือนเดิม แต่เวลาที่เพื่อนตกอยู่ในอันตรายเ้าภูตน้อยก็ไม่เคยหนีเมื่อเดินลึกเข้าไปทุกคนก็พบประตูเหล็กบานใหญ่มีตราสัญลักษณ์นาฬิกาทรายสลักอยู่
เซเลสเทียมองอย่างใ
"นี่มัน..."
"ประตูห้องเครื่องต้นกำเนิด"
"ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน"
ไอริสก้มลงตรวจดูพื้นมีรอยรองเท้าหลายคู่และยังใหม่มาก
"มีคนเข้าไปก่อนเรา"
เอเดนชักดาบ
"เตรียมตัว"
ไครอสจับด้ามดาบของตนเช่นกันประตูเหล็กค่อย ๆ เปิดออกภายในเป็ห้องโถงทรงกลมขนาดมหึมา
ตรงกลางห้องมีนาฬิกาทรายั์สูงเกือบสิบเมตรแต่แทนที่จะเป็ทรายสีทองกลับเป็ทรายสีดำสนิท
และทุกเม็ดที่ไหลลงทำให้แสงของเมือง้าดับลงอีกเล็กน้อยเบื้องหน้านาฬิกาทราย ชายในเสื้อคลุมสีเทายืนหันหลังให้พวกเขาในมือของเขาถือกุญแจสีดำโบราณเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเขาค่อย ๆ หันกลับมา
เป็ชายวัยกลางคนใบหน้าซูบผอม ดวงตาสีม่วงหม่น สิ่งที่ทำให้เซเลสเทียหน้าซีดคือ...
"อาจารย์..."
เธอพึมพำแทบไม่มีเสียง
"อาจารย์ออร์แลน..."
ชายคนนั้นยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนครูที่กำลังพบลูกศิษย์
"เซเลสเทีย"
"เ้ามาถึงเร็วกว่าที่ข้าคิด"
น้ำตาของเซเลสเทียไหลออกมา
"ทำไม..."
"ทำไมอาจารย์ถึงทำแบบนี้"
ชายผู้เป็อาจารย์ค่อยๆ หลับตาก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
"เพราะข้า..."
"...ไม่มีเวลาเหลือแล้ว"
ทันใดนั้นนาฬิกาทรายสีดำก็ส่องแสงรุนแรงและเงาขนาดใหญ่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นด้านหลังออร์แลน
เป็ชายในชุดคลุมดำถือเคียวั์ใบหน้าซีดขาวดวงตาสีม่วงเรืองแสงเขายิ้มเ็า ก่อนกล่าวว่า
"ผู้คนเรียกข้าว่า..."
"แม่ทัพเงาลำดับที่สาม...ผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลา"
"และเวลาของพวกเ้า..."
"...กำลังจะหมดลง"
.............
ห้องเครื่องต้นกำเนิดเงียบสงัดมีเพียงเสียงเม็ดทรายสีดำไหลลงในนาฬิกาทรายั์ซ่า...ซ่า...ทุกเม็ดที่ตกลงไปทำให้พื้นห้องสั่นะเืเบา ๆ บนพื้นผิวของนาฬิกาทรายปรากฏภาพผู้คนในเมืองแห่งนาฬิกาดวงดาวแต่ละคนค่อย ๆ หยุดนิ่ง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะและชีวิตของพวกเขากำลังถูก "หยุดเวลา"
มะลิกำหมัดแน่น"หยุดเดี๋ยวนี้!"
ผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลาหัวเราะแ่เบาเสียงหัวเราะนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
"เ้าเข้าใจผิดแล้ว..."
"คนที่ทำสิ่งนี้..."
"...ไม่ใช่ข้า"
เขาค่อยๆ หันไปมองออร์แลน
"แต่เป็มนุษย์ผู้นี้"
ทุกสายตาหันไปยังชายชราออร์แลนหลับตาลง ก่อนถอนหายใจยาว
"เขาพูดความจริง..."
เซเลสเทียถึงกับทรุดตัวลง
"ไม่..."
"ไม่จริง..."
ออร์แลนเดินเข้าไปลูบตัวนาฬิกาทรายเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
"เมื่อห้าปีก่อน..."
"ข้าค้นพบความจริงที่ไม่มีใครรู้"
เขาชี้ไปยังกลไกใต้พื้นเฟืองจำนวนมหาศาลกำลังหมุนอย่างช้าๆ แต่หลายชิ้นเริ่มแตกร้าว
"นาฬิกาดวงดาวกำลังเสื่อมสภาพ"
"ไม่ว่าจะซ่อมอย่างไร..."
"...มันก็จะหยุดเดินในที่สุด"
ไอริสรีบถาม
"ไม่มีวิธีซ่อมหรือ"
ออร์แลนส่ายหน้า
"ไม่มี"
"เพราะแกนกลางของมัน..."
"...สร้างจากเศษดวงดาวที่ดับสูญไปแล้ว"
เขาก้มหน้าลง
"ข้าพยายามทุกอย่าง"
"จนกระทั่ง..."
"เขามาหาข้า"
ผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลากางแขนออกรอยยิ้มของเขาเยือกเย็น
"ข้าเพียงเสนอทางเลือก"
"แลกเวลาของคนทั้งเมือง..."
"...กับการมีชีวิตต่อไปของเมือง"
เซเลสเทียน้ำตาไหลไม่หยุด
"อาจารย์..."
"ทำไมไม่บอกข้า"
ออร์แลนยิ้มเศร้า
"เพราะเ้ายังอายุน้อย"
"ข้าไม่อยากให้เ้าต้องแบกรับความผิดบาป"
เขามองลูกศิษย์ด้วยแววตาอ่อนโยน
"ข้าคิดว่า..."
"ถ้าข้ากลายเป็คนเลวเพียงคนเดียว"
"ทุกคนก็จะมีชีวิตต่อไป"
มะลินิ่งอึ้งเธอไม่เห็นคนชั่วอยู่ตรงหน้าแต่เห็นชายชราที่ยอมเสียชื่อเสียงและจิติญญาของตนเอง
เพื่อปกป้องผู้คนแต่เลือกใช้หนทางที่ผิดผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลาหัวเราะ
"ซาบซึ้งจริงๆ"
"แต่เวลาละครน้ำเน่าจบแล้ว"
เขายกเคียวสีดำขึ้นพลังเงาพวยพุ่งออกมาปกคลุมนาฬิกาทราย ทรายสีดำไหลเร็วขึ้นหลายเท่า
้าของหอคอยเสียงระฆังเริ่มดังผิดจังหวะกัง! กัง! กัง!
ไอริสหน้าซีด
"อีกไม่ถึงสิบนาที..."
"เวลาของเมืองจะหยุดทั้งหมด"
มะลิรีบมองไปยังเมล็ดดาวบนหลังมือแสงสีทองและสีแดงส่องประกายแต่เธอยังไม่รู้ว่าจะใช้พลังอย่างไร
ไครอสเดินเข้ามาข้างๆ
"ฟังเสียงของเมล็ดดาว"
มะลิหลับตาเธอได้ยินเสียงแ่เบาไม่ใช่คำพูดแต่เป็ความรู้สึก ความหวัง... ความกล้าหาญ... ทั้งสองพลังค่อยๆ หลอมรวมกัน ทันใดนั้นสัญลักษณ์ดาวหกแฉกบนหลังมือเปล่งแสงดาบแห่งแสงสีทองค่อย ๆก่อตัวขึ้นในมือของมะลิ มันไม่ใช่อาวุธสำหรับทำลายแต่เป็ดาบที่สร้างจากแสงอันอบอุ่น
ไครอสยิ้ม
"ดาบแห่งคำอธิษฐาน..."
"ในที่สุดก็ปรากฏ"
ผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลาหรี่ตา
"อาวุธของผู้ถูกเลือก..."
"งดงามจริง"
เขาพุ่งเข้าหามะลิด้วยความเร็วราวสายฟ้าเคียวสีดำฟันลงมา เคร้ง! มะลิยกดาบรับไว้แรงปะทะทำให้พื้นแตกร้าว เอเดน ฟินน์และไครอสเข้าปะทะกับอัศวินเงาที่ปรากฏขึ้นรอบห้อง ไอริสรีบสร้างวงเวทปกป้องเซเลสเทียและออร์แลนการต่อสู้ครั้งใหญ่ปะทุขึ้น มะลิสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่ดาบแห่งคำอธิษฐานัั
พลังเงาความมืดจะค่อยๆ สลาย เธอไม่ได้ทำลายมันแต่ชำระล้างมัน ทันใดนั้นเธอก็เข้าใจเป้าหมายของเธอ...ไม่ใช่ผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลาแต่คือนาฬิกาทรายสีดำ
มะลิะโ"เอเดน!"
เอเดนหันมาเพียงเสี้ยววินาทีทั้งสองเข้าใจกันโดยไม่ต้องอธิบายเอเดนพุ่งเข้าโจมตีผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลาอย่างดุดันบังคับให้ศัตรูถอยออกเปิดทางให้มะลิเธอวิ่งสุดกำลังก่อนใช้ดาบแห่งคำอธิษฐานแทงลงบนนาฬิกาทรายสีดำแสงสีทองะเิออกเป็วงกว้าง ทรายสีดำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ทรายสีทอง
เสียงกรีดร้องของพลังเงาดังะเืไปทั้งห้องผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลาคำรามด้วยความโกรธ
"ไม่นะ!"
นาฬิกาดวงดาวบนหอคอยเริ่มเดินอีกครั้งติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก... เข็มวินาทีที่หยุดนิ่งมาหลายวันค่อย ๆเคลื่อนที่ผู้คนทั้งเมืองกลับมาขยับตัว เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยและเสียงเด็กเล่นดังขึ้นอีกครั้ง แสงของลูกแก้วดวงดาวส่องสว่างเต็มท้องฟ้าเมืองแห่งนาฬิกาดวงดาวรอดพ้นจากหายนะผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลาหายใจหอบร่างของเขาเริ่มแตกสลายเป็หมอกดำก่อนหายไป เขามองมะลิแล้วกล่าวว่า
"เ้าชนะวันนี้..."
"แต่จงจำไว้"
"เวลา..."
"...ไม่เคยหยุดไล่ตามใคร"
ร่างของเขาสลายไปพร้อมสายลมเหลือเพียงเคียวดำที่แตกร้าวออร์แลนคุกเข่าลงต่อหน้าชาวเมือง
ยอมรับผิดในสิ่งที่ตนทำแต่แทนที่ชาวเมืองจะะโด่าทอชายชราคนหนึ่งกลับเดินเข้ามาจับมือเขา
"กลับบ้านเถอะ"
หญิงชราคนหนึ่งยิ้มทั้งน้ำตา
"คราวหน้า..."
"ให้พวกเราช่วยแบกรับปัญหาด้วย"
ออร์แลนร้องไห้ออกมาเป็ครั้งแรกในรอบหลายปีเซเลสเทียเข้าไปกอดอาจารย์แน่น
"เราจะซ่อมนาฬิกาดวงดาวด้วยกัน"
"ไม่มีใครต้องแบกทุกอย่างเพียงลำพังอีกแล้ว"
คืนนั้น...ทั่วทั้งเมืองจัดงานเฉลิมฉลองเสียงดนตรีและแสงดาวเติมเต็มท้องฟ้าเซเลสเทียมอบของขวัญให้มะลิ เป็นาฬิกาพกสีเงินเรือนเล็กด้านหลังสลักรูปเมล็ดดาว
"มันไม่ได้บอกเวลา"
"แต่มันจะส่องแสง..."
"...เมื่อเพื่อนของเ้า้าความช่วยเหลือ"
มะลิยิ้มอย่างซาบซึ้ง
"ฉันจะรักษามันไว้ให้ดีที่สุด"
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังมีความสุข...นอกกำแพงเมืองมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่บนยอดหน้าผา
เธอสวมชุดคลุมสีม่วงเข้มเส้นผมสีเงินยาวปลิวไปตามสายลมในมือถือตุ๊กตาผ้าตัวเล็กเธอยิ้มบาง ๆ
ก่อนกระซิบกับตุ๊กตา
"ผู้เก็บเกี่ยวกาลเวลาพ่ายแพ้แล้ว"
"ต่อไป..."
"คงถึงตาของข้า"
ตุ๊กตาในมือค่อยๆ ลืมตาขึ้นและยิ้มตอบดวงตาของมันเป็สีดำสนิท...ราวกับไร้ิญญา
...............
จบบทที่ 9
ขอบคุณกำลังใจน้อยๆ ที่ติดตามนะค่ะ