ทั้งมู่ไช่อิงและมู่ฮูหยินต่างก็รู้สึกผิดต่อมู่ถงเหยาพวกนางจึงคิดว่าจะตอบแทนให้ในอนาคตในนิยายก็บอกเอาไว้ว่าพวกนางต่างก็ส่งของมีค่าหรือพวกยาบำรุงต่างๆให้มู่ถงเหยาอยู่เป็ประจำ
แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นก็เถอะนางก็ยังไม่สบายใจอยู่ดีหานอี้เซินหลงรักมู่ไช่อิงอยู่มิใช่หรือหากได้พบหน้ากันความรู้สึกเก่าๆจะไม่หวนกลับมาหรือ อีกอย่างใช่ว่าความรู้สึกรักๆ ใคร่ๆ จะตัดกันได้ง่ายๆเสียที่ไหน ราวกับว่ามู่ถงเหยาผู้นี้ไปพรากเขามาจากคนรักก็ไม่ปาน
รถม้าวิ่งมาได้สักพักก็จอดสนิทอยู่ที่หน้าจวนตระกูลมู่หานอี้เซินเดินลงไปก่อนแล้วหยุดยืนรอมู่ถงเหยาที่ด้านล่างเขายื่นมือเพื่อให้นางจับประคองตัวลงจากรถม้า
ที่หน้าประตูมีพ่อบ้านของจวนยืนคอยท่าอยู่นานแล้ววันนี้เป็วันที่คุณหนูรองต้องกลับบ้านเดิมหลังจากที่แต่งงานครบสามวันแล้วฮูหยินใหญ่จึงได้สั่งให้เขามายืนรอต้อนรับ
“ท่านเสนาบดีหาน คุณหนูรอง เชิญด้านในขอรับนายท่านกับฮูหยินใหญ่รอพวกท่านอยู่ที่ห้องโถงแล้วขอรับ”พ่อบ้านกล่าวทักทายทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม
หานอี้เซินเดินนำอยู่ด้านหน้ามู่ถงเหยาจึงค่อยเดินตามเข้าไปด้านใน นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้ก้าวขาออกจากจวนตระกูลหานหลังจากที่มาโผล่ที่โลกนี้แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมองดูรอบๆ การตกแต่งไม่แตกต่างจากจวนตระกูลหานมากสักเท่าไร
เดินมาถึงห้องโถงหลักก็พบกับบุรุษกลางคนผู้หนึ่งกับสตรีกลางคนที่ยังดูงดงามอยู่นี่ก็คงจะเป็บิดาของมู่ถงเหยาผู้นี้กับฮูหยินใหญ่ผู้นั้นกระมัง
ทั้งสองเดินเข้ามาด้านในก่อนหานอี้เซินจะเอ่ยทำความเคารพทั้งสองคนมู่ถงเหยาจึงได้ทำตามเขานางไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมโบราณจึงต้องคอยสังเกตอีกฝ่ายแล้วทำตามครั้งนี้ก็เช่นกัน
“ท่านเสนาบดีหานไม่ต้องมากพิธีคนกันเองทั้งนั่งลงเถิดๆ” มู่จางหย่งเอ่ยบอกกับลูกเขยตระกูลมู่นั้นเป็คหบดีที่ร่ำรวยตระกูลหนึ่งของแคว้นฉางแม้จะไม่ได้รับราชการแต่ก็พอมีหน้ามีตาในแวดวงขุนนางอยู่บ้าง
เมื่อนั่งลงแล้วมู่ถงเหยาก็ลอบสำรวจทั่วห้องไม่มีใครนอกจากเ้านายสองคนของตระกูลมู่กับสาวใช้นางจึงค่อยโล่งอกขึ้นมาหน่อย อย่างไรตอนนี้คนที่นางไม่อยากพบหน้ามากที่สุดก็ยังไม่ได้ปรากฏตัวออกมาให้รู้สึกอึกอัดว่าแล้วก็ลอบมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เสียหน่อยไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกผิดหวังหรือไม่ที่ไม่ได้พบหน้านางในดวงใจ
หานอี้เซินยังคงเป็หานอี้เซินคนเดิมใบหน้าของเขายังประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเคยดูไม่ออกว่าตอนนี้เขารู้สึกเช่นไรช่างเป็คนที่ควบคุมสีหน้าได้เก่งยิ่งนักไม่ว่าจะอารมณ์ไหนก็ยังคงยิ้มอยู่ตลอด
“เหยาเอ๋อร์ได้ทำให้ท่านลำบากใจบ้างหรือไม่นางเป็เด็กขี้อายจึงไม่รู้ประสาไปบ้างหากมีเื่ใดที่นางทำไม่ถูกต้องท่านอย่าได้ถือสานางเลย นางเป็เด็กหัวไวเพียงสั่งสอนนางเล็กน้อยนางก็จะไม่ทำอีก”มู่จางหย่งเอ่ยขึ้นอีกครั้งสายตาที่เขามองบุตรสาวคนรองนั้นไม่ได้แตกต่างจากบุตรสาวคนโตสักนิดมีทั้งความรักและความห่วงใยจากผู้เป็บิดามอบให้
“ไม่เลยขอรับ นางเป็เด็กดีมาก”หานอี้เซินตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามแบบฉบับของเขาท่าทียามพูดถึงมู่ถงเหยาก็คล้ายจะเอ็นดูมากเป็พิเศษ
หื้อ? นี่เขาหมายถึงนางจริงๆ ใช่หรือไม่
“ดี! เช่นนั้นก็ดีแล้ว”มู่จางหย่งได้ยินลูกเขยว่ามาเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งอก
พูดคุยกันได้สักพักมู่จางหย่งจึงได้บอกให้มู่ถงเหยาพาหานอี้เซินไปพักผ่อนที่เรือนเดิมของนางพอใกล้เวลามื้อเที่ยงแล้วจะให้คนไปตาม มู่ถงเหยารับคำอย่างว่าง่ายทว่าเมื่อเดินออกแล้วกลับเพิ่งนึกได้ว่า…
นางไม่ใช่มู่ถงเหยาคนก่อนแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องเดินไปทางไหน!?
มือบางกำกระโปรงไว้แน่น นางอยากจะหันไปขอความช่วยเหลือจากลู่ลู่แต่อีกฝ่ายก็เดินอยู่ซะด้านหลังเชียวแล้วทีนี้จะเรียกเข้ามาถามได้อย่างไร
เห็นท่าทางละล้าละลังของร่างบางที่เดินนำอยู่ด้านหน้าหานอี้เซินก็เดินเข้ามาใกล้ก้มลงถามเสียงอ่อนโยนว่า
“เป็อะไร จำทางไปเรือนตนเองไม่ได้แล้วหรือ?”
มู่ถงเหยาได้ยินเช่นนั้นก็ใแต่ก็ยังคงรักษาสีหน้าไว้ให้เป็ปกติในใจก็คิดไปว่าคนผู้นี้สามารถอ่านใจคนได้อย่างนั้นหรือ จะไม่เก่งกาจเกินผู้เกินคนไปหน่อยหรือ
“แหะๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเ้าค่ะข้าเพียงแค่คิดถึงจึงอยากเดินช้าๆ เพื่อเก็บเอาไว้เป็ความทรงจำ” ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยหน้าขึ้นหัวเราะแห้งๆสีข้างของนางถลอกหมดแล้วคิดถงคิดถึงอะไรนางเพิ่งจะเคยมาที่นี่เป็ครั้งแรกความรู้สึกผูกพันไหนเลยจะมี
“อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็เดินช้าหน่อยแล้วกัน”หานอี้เซินไร้ท่าทีสงสัย เขาทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของนาง แต่จะเป็เช่นนั้นจริงๆหรือ เขาเป็ถึงเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดของแคว้นเชียวนะ
มู่ถงเหยาเริ่มรู้สึกร้อนร้นขึ้นมาบ้างแล้ว ความรู้สึกในตอนนี้คล้ายกับมดที่อยู่บนกระทะร้อน
สุดท้ายมู่ถงเหยาก็พาหานอี้เซินเดินหลงอยู่สักพักข้อแก้ตัวก็คืออยากพาเขาเที่ยวชมจวนแล้วก็ใช้ข้ออ้างว่าเดินเยอะไปหน่อยจนปวดขาจึงให้ลู่ลู่มาประคองนางพากลับเรือนนางจึงได้เดินมาถึงเรือนของมู่ถงเหยาคนก่อนได้อย่างสวัสดิภาพ