ทุกคืนค่ำในความฝันของฉัน...
ฉันเห็นคุณ ฉันรู้สึกถึงคุณได้...
รับรู้อยู่ในใจ ว่าคุณยังอยู่...
หนทางไกลแสนไกล และช่องว่างระหว่างเรา...
แต่คุณยังมาหาฉันเพื่อบอกให้รู้ว่าคุณยังอยู่...
ใกล้หรือไกลไม่ว่าแห่งหนใดก็ตาม...
ฉันเชื่อว่าหัวใจของคุณยังคงอยู่เสมอ...
หากคุณได้ลองเปิดใจอีกครั้ง...
คุณได้เข้ามาอยู่ในหัวใจของฉัน...
และใจของฉันดวงนี้จะคงอยู่ตลอดไปจนนิรันดร์...
สิ้นเสียงขลุ่ยบรรเลงเพลงอันอ่อนหวานและแสนไพเราะงดงามั้แ่ต้นจนจบความเงียบงันยังคงโอบล้อมหญิงสาวอยู่ชั่วอึดใจ มือเรียวบางลดระดับลงอย่างช้าๆ ดวงตาคู่งามเปิดขึ้นก่อนที่จะกวาดสายตามองผู้คนรอบข้างด้วยความสับสนหวาดหวั่น
“เคร้งงงง!” เสียงวัตถุหล่นลงพื้น...เหม่ยหลินสะดุ้งหันขวับไปมองต้นเหตุของเสียงดังนั้น
เสี่ยวถิงเป็อีกคนหนึ่งที่ได้ยินเสียงเป่าขลุ่ยของเหม่ยหลินแล้วยืนนิ่งงันจนมือไม้อ่อนปล่อยให้ขลุ่ยหลุดมือร่วงลงพื้นอย่างไม่รู้ตัว หน้าของนางซีดขาวด้วยกลัวความผิดที่กำลังจะถูกเปิดเผยในไม่ช้า
นอกจากเหม่ยหลินแล้วดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจหันไปมองเสี่ยวถิงอีกต่อไป...
เพราะตอนนี้เสียงปรบมือเบาๆบังเกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้าจนมีเสียงปรบมือตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากทั้งสองฝั่งซ้ายขวาอีกคนานับราวกับว่าผู้คนเ่าั้เพิ่งตื่นจากภวังค์
“ไพเราะอะไรเช่นนี้...นี่มันเพลงอะไรกัน”
“ไม่เคยได้ยินท่วงทำนองเพลงที่ไพเราะแปลกหูเช่นนี้มาก่อนเลย...”
“นางเป่าขลุ่ยได้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ...”
เสียงเซ็งแซ่พร้อมเสียงปรบมือดังไม่หยุดเหม่ยหลินเห็นสายตาชื่นชมของผู้ฟังจำนวนมากที่มองมายังตัวเธอเป็จุดเดียวทำให้หญิงสาวขนลุกขึ้นมาดื้อๆเธอไม่ลืมที่จะเหลือบตามองไปยังหวางชุนเทียนผู้ฟังเพียงคนเดียวที่พูดให้กำลังใจเธอั้แ่ต้นชายหนุ่มส่งยิ้มน้อยๆให้เป็คำชมเชยและถอนหายใจออกมาราวกับโล่งใจ เมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าของซุนถงฉีที่ยิ้มและพยักหน้าอยู่เนืองๆก็พอจะรู้แล้วว่าคำตอบที่ได้คืออะไร
“เสียงขลุ่ยของเ้าฟังดูประหลาดก็จริงแต่ก็ช่างไพเราะมากเช่นกันเพลงนี้มีความหมายหรือไม่?” ท่านอ๋องไม่เพียงตรัสชมเชยแต่ยัง้ารู้ความหมายของเพลงทำนองหวานปนเศร้าที่เพิ่งบรรเลงจบลงไปนี้
“เพลงนี้แสดงถึงความรัก ความคิดถึงห่วงหาของคนรักที่อยู่ห่างกันแสนไกลและไม่มีทางมาเจอกันอีกเลยเพคะ” เหม่ยหลินอธิบายความหมายอย่างฉะฉาน ใจจริงอยากจะบอกว่านี่คือเพลงประกอบภาพยนต์อันโด่งดังในยุคของเธอแต่คนที่นี่ไม่มีทางเข้าใจสิ่งที่เธอพูดอย่างแน่นอน
ท่านอ๋องพยักหน้าน้อยๆพลางลูบเคราไปมาคิดในใจว่าหญิงผู้นี้สื่ออารมณ์เพลงได้อย่างกินใจจนอยากจะฟังใหม่อีกสักรอบแต่ตอนนี้ต้องค้นหาความจริงเสียก่อน จึงหันไปทวงคำตอบกับจิตรกรหลวงซุนถงฉี
“ซุนถงฉี…ในเมื่อเ้าได้ฟังเสียงขลุ่ยจากการบรรเลงของทั้งสองนางแล้วทีนี้บอกหรือยังว่าผู้ใดคือเหม่ยหลิน”
จิตรกรหลวงผู้ถูกถามที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆและรับฟังสถานการณ์อย่างใจจดใจจ่ออยู่ตลอดเวลาได้ยืนขึ้นช้าๆ และตอบไปว่า
“เพลงที่กระหม่อมได้ยินตอนอยู่หมู่บ้านหนิงอันคือเพลงที่เพิ่งบรรเลงจบไปเมื่อครู่พ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบนี้ทำให้รู้ว่ามีหญิงที่พูดโกหกคือใคร!
ทุกคนหันไปมองเสี่ยวถิงเป็ตาเดียว รวมทั้งพระชายาที่กำลังคิดหาทางออกให้แก่เสี่ยวถิงแต่ก็ยังนึกทางออกนั้นไม่ได้
“เ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่”คำถามจริงจังจากเ้าผู้ครองแคว้นดังขึ้น
“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ!” เสี่ยวถิงคุกเข่าลงก้มหน้าโขลกพื้นรับความผิด
“ที่แท้เ้าก็คือเสี่ยวถิงไม่ใช่เหม่ยหลิน!และเ้าก็ขโมยตราหยกของท่านแม่ทัพมาด้วยใช่มั้ย! ทหารจับตัวนางไว้!” เสียงพระชายาแทรกขึ้นก่อนที่ท่านอ๋องจะตรัสอะไรมากไปกว่านี้นางยืนขึ้นแสร้งทำทีท่าโมโห สั่งการให้ทหารสองนายเข้าไปกำกับอยู่ข้างกายของเสี่ยวถิงโดยทันที
“เสด็จพ่อเพคะ หญิงผู้นี้อยู่ในความดูแลของหม่อนฉันดังนั้นหม่อมฉันขอเป็ผู้ลงโทษนางเองเพคะ” คำพูดรวบรัดเพื่อให้เื่ราวจบลงง่ายๆไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดด้วยกลัวความจะแตกเสียก่อน
ท่านอ๋องเห็นว่านี่คงจะเป็เพราะความอิจฉาริษยากันเองภายในเหล่าหญิงบรรณาการกระมังในเมื่อความจริงปรากฏแล้วก็เท่ากับว่าเื่ที่รับปากต่อแม่ทัพหวางลุล่วงไปได้
“แม่ทัพหวางเล่าท่านจะว่าอย่างไร”
คำถามหยั่งเชิงราวกับโยนหินถามทางของท่านอ๋องทำให้หวางชุนเทียนจำเป็ต้องตอบ
“กระหม่อมไม่ถือสาพ่ะย่ะค่ะ ขอพระชายาโปรดอย่าลงโทษนางสถานหนักเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านแม่ทัพช่างมีจิตใจเมตตา ข้าขออภัยที่เกิดเื่ไม่ถูกต้องเช่นนี้...เสด็จพ่อเพคะหม่อมฉันจะนำนางผู้นี้ไปลงโทษที่ตำหนักเฟิ่งหวงหม่อมฉันทูลลาเพคะ” อย่างไงก็ต้องรีบพาเสี่ยวถิงออกไปจากลานพิธีแล้วค่อยไปว่ากันใหม่ที่ตำหนักเฟิ่งหวง
หลังจากท่านอ๋องพยักหน้าทรงอนุญาตทหารสองนายจูงกึ่งลากตัวเสี่ยวถิงไปจากลานพิธีไม่สนใจคำร้องขออภัยจากหญิงผู้กระทำผิด “ได้โปรดให้อภัยหม่อมฉันด้วยเพคะ!”
ในขณะที่กำลังจะก้าวออกจากที่ประทับพระชายาหันไปมองหน้าองค์ชายรองเพราะคิดว่าพระสวามีจะตามนางกลับตำหนักเช่นกันแต่เมื่อเห็นว่ายังทรงทำหน้านิ่งและไม่ขยับเขยื้อนแม้สักนิด แสดงให้เห็นว่ายังอยากอยู่ต่อ...นางจึงสะบัดหน้าไปทางนางกำนัลคนสนิท “ซูปี้! พาหญิงงามทุกนางกลับตำหนักเดี๋ยวนี้!”
“เพคะ…พระชายา” ซูปี้รับคำเสียงอ่อยได้แต่ก้มหน้างุดเดินตามไปติดๆ
พระชายานำพากลุ่มเหล่าหญิงบรรณาการเดินผ่านประตูออกไปพร้อมสีหน้าบึ้งตึงปล่อยให้เื่ราวที่หน้าลานพิธีดำเนินต่อไป
“เอาล่ะ ในเมื่อทุกอย่างกระจ่างชัดแล้วเช่นนี้แม่ทัพหวางคงไม่มีสิ่งใดต้องกังวลแล้ว” ท่านอ๋องหันไปพูดกับหวางชุนเทียนเพื่อคืนคำขอให้แก่เขา
แต่อยู่ๆองค์ชายรองก็ลุกขึ้นทูลบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้หวางชุนเทียนถึงกับนั่งไม่ติด
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะตอนนี้เป็ที่ประจักษ์แล้วว่าแคว้นตงเยว่ของเรามีหญิงงามที่มีความสามารถเช่นแม่นางเหม่ยหลินน่าเสียดายที่ต้องส่งนางกลับสู่หมู่บ้านหนิงอันที่ห่างไกลเช่นนั้นหนำซ้ำนางเป็หญิงงามขนาดนี้อาจมีภัยมาถึงตัวเข้าสักวัน ลูกเห็นว่าแม่นางเหม่ยหลินผู้นี้เหมาะสมที่จะพำนักอยู่ในเมืองหลวงมากกว่านะพ่ะย่ะค่ะ”ดูเหมือนองค์ชายรองจะไม่สนใจคำขอที่แม่ทัพหวางเอ่ยขึ้นก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว
“หือ...เ้าหมายความว่าอย่างไรหรือองค์ชายรอง”
“ลูกหมายความว่าให้นางอยู่ตำหนักเฟิ่งหวงตามเดิมจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
หวางชุนเทียนเริ่มตะขิดตะขวงใจที่จู่ๆองค์ชายรองก็ออกความเห็นอะไรที่แปลกเช่นนี้ส่วนเหม่ยหลินเองก็เริ่มกระวนกระวายเช่นกัน จนแล้วจนรอดยังจะต้องกลับไปอยู่ตำหนักเฟิ่งหวงอีกหรือนี่อย่างไรก็ตามขอให้เราได้พูดบ้างเถอะ!
“หม่อมฉันยินดีกลับสู่หมู่บ้านหนิงอันมากกว่าเพคะขออย่าเป็ห่วงหม่อมฉันเลยเพคะ”
แต่ท่านอ๋องที่เห็นด้วยกับความคิดขององค์ชายรองพยายามพูดเกลี้ยกล่อม“แม่นางเหม่ยหลินคิดดูเถิดหากเ้าเกิดอันตรายอันใดแม่ทัพหวางก็คงรีบไปช่วยเ้าเช่นเดิมข้าคงไม่อาจอนุญาตให้เ้ากลับไปอยู่ในที่ห่างไกลเช่นนั้น”
“ทูลฝ่าาวันนี้แม่นางเหม่ยหลินเกือบจะถูกสลับตัวข้าไม่วางใจหากนางอยู่ตำหนักเฟิ่งหวงต่อไปพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรับนางเข้าสู่จวนของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
“หญิงงามสมควรอยู่ในความดูแลของบุรุษที่ปกป้องนางได้ขอเสด็จพ่อทรงอนุญาตให้ลูกแต่งตั้งนางเป็สนมและสร้างเรือนให้แก่นางใหม่ทีนี้นางก็อยู่ในความดูแลของข้ารับรองว่าไม่มีใครรังแกนางได้อีก” ใครๆก็รู้ว่าการรับสนมใหม่ขององค์ชายรองไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักเพราะสนมขององค์ชายรองที่พำนักในตำหนักเฟิ่งหวงก็มีไม่น้อยแต่ที่น่าแปลกใจก็คือทรงให้ความสำคัญกับเหม่ยหลินถึงขนาดคิดจะปลูกเรือนใหม่ให้นางโดยเฉพาะเชียวหรือ
หวางชุนเทียนสะดุดในคำพูดขององค์ชายรองไม่คิดว่าจะรีบร้อนพูดเอาแต่ได้ถึงเพียงนี้และนี่คงเป็อีกครั้งที่องค์ชายรองคิดจะเอาชนะหวางชุนเทียนให้ได้
เหม่ยหลินทำหน้าเลิ่กลั่กนึกไม่ถึงว่ายังมีอุปสรรคเพิ่มมาอีกผู้ชายยุคนี้ช่างมีข้ออ้างมากมายที่อยู่เหนือผู้หญิงแล้วผู้หญิงจะปฏิเสธอะไรไม่ได้เลยอย่างนั้นรึ ยิ่งชายผู้มีอำนาจเช่นองค์ชายรองเป็ผู้ทูลขอด้วยตัวเองเช่นนี้แม่ทัพหวางจะช่วยเธอได้อีกครั้งหรือไม่!
‘เป็หญิงบรรณาการก็ว่าแย่แล้วนี่ยังจะให้เป็สนมขององค์ชายรองอีก อย่างนี้พระชายาฟางซินไม่แหกอกเราแย่รึ!’
“ทำเช่นนั้นไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!” เสียงของแม่ทัพดังขึ้นทันที
องค์ชายรองหันขวับ “ทำไมจะไม่ได้เล่า ในเมื่อนางอยู่ในความดูแลของพระชายาฟางซินั้แ่ต้นก็ถือว่าเป็คนของตำหนักเฟิ่งหวงเช่นกัน ตอนนี้นางก็ไม่ได้เป็เครื่องบรรณาการแล้วหมดหน้าที่ของท่านแล้วมิใช่หรือ? อีกอย่างนางไม่ได้เป็สมบัติของท่านเสียหน่อย”
“กระหม่อมมีเื่สำคัญกราบทูลท่านอ๋องเป็การส่วนตัวพ่ะย่ะค่ะขอทรงอนุญาต”
ท่านอ๋องได้ยินดังนั้นก็บอกให้ขันทีประกาศให้ทุกคนที่อยู่ในลานพิธีกลับออกไปก่อนจากนั้นคนที่เหลือจึงพากันเดินเข้าไปยังท้องพระโรง
เหม่ยหลินจำเป็ต้องก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงไปพร้อมกันด้วยในฐานะที่เป็เหตุของข้อถกเถียงระหว่างชายหนุ่มทั้งสองโดยมีนางกำนัลพาเหม่ยหลินไปยืนในตำแหน่งที่ห่างออกไปเล็กน้อย
ทันทีที่ท่านอ๋องนั่งบัลลังก์ภายในท้องพระโรงจึงเรียกหวางชุนเทียนเข้ามาใกล้ๆ
“ไหน...ท่าน้ากล่าวสิ่งใดเหตุใดจึงกล่าวต่อหน้าผู้อื่นมิได้เล่า”
“กระหม่อมขออภัยที่ไม่ได้บอกเื่สำคัญกระหม่อมเกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของนางเสียหาย จึงไม่ได้ทูลต่อท่านอ๋องต่อหน้าคนมากมายในตอนแรกกระหม่อมคิดจะจัดการเื่นี้หลังจากผ่านวันนี้ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบนี้ทำให้ท่านอ๋องถึงกับเลิกคิ้วในเชิงถามกลับ “ท่านคิดจะจัดการสิ่งใด”
หวางชุนเทียนขอให้ขันทีเตรียมพู่กันและกระดาษจากนั้นเขาเขียนบางสิ่งบางอย่างลงในนั้นแล้วมอบให้แก่ท่านอ๋อง “ทรงทอดพระเนตรสิ่งที่กระหม่อมเขียนด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้อ่านข้อความ ท่านอ๋องเหลือบตามองแม่ทัพหวางแล้วยิ้มน้อยๆพระองค์ทรงกวักมือเรียกนางกำนัลเข้าไปรับกระดาษและให้ดำเนินการตามสิ่งที่ถูกเขียนขึ้น
นางกำนัลผู้น้อมรับคำสั่งเดินตรงลงมาหาเหม่ยหลินแล้วพาไปด้านหลังฉากกั้นไม่ให้ใครได้เห็นการพิสูจน์บางอย่าง“เอ่อ...จะพาข้าไปไหน?”
“นี่มันอะไรกัน...เสด็จพ่อทรงสั่งให้นางกำนัลทำการใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” องค์ชายรองขมวดคิ้วอย่างรู้สึกขัดเคืองั้แ่เห็นแม่ทัพหวางส่งสารลับให้แก่ท่านอ๋อง
เพียงชั่วครู่เหม่ยหลินถูกพาออกมาจากฉากกั้นแล้วมายืนจุดเดิมมีเพียงนางกำนัลที่ก้าวเดินตรงมาที่ท่านอ๋องและรายงานสิ่งที่ดำเนินการไปเมื่อครู่
“เป็จริงดังที่เขียนในกระดาษเพคะ”
คำตอบของนางกำนัลทำให้ท่านอ๋องหัวเราะออกมาหันไปตรัสกับหวางชุนเทียน “เอาล่ะ...ท่านแม่ทัพหวางจงพาแม่นางเหม่ยหลินกลับจวนท่านเถิด...หมดเื่แล้ว”
“อะไรกันเสด็จพ่อ!” พอองค์ชายรองอ้าปากจะทักท้วง ท่านอ๋องก็ยกมือห้าม
“ขอบพระทัยฝ่าาถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลา แม่นางเหม่ยหลินตามข้ามาเถิด”
หันไปมองเหม่ยหลินที่ยืนทำหน้างงๆแต่เมื่อถูกเรียกก็เดินตามออกไปโดยดี
แม้ทั้งสองจะเดินผ่านพ้นประตูออกไปแล้วองค์ชายยังไม่ยอมแพ้พยายามให้ท่านอ๋องห้ามทั้งสองไว้จนท่านอ๋องเอ็ดด้วยน้ำเสียงเอือมระอา
"เ้าจะมีสนมสักกี่คนก็ย่อมได้แต่เ้าจะเลือกว่าที่ฮูหยินของผู้อื่นเป็สนมไม่ได้ เข้าใจหรือไม่!"