"ข้าดีขึ้นแล้วเ้าค่ะ แค่คิดถึงท่านปู่มากไปหน่อย" ซูเหยาตอบ
ซูฉางเถิงอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาทั้งแปลกใจและใกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของซูเหยา คำพูดตำหนิที่เตรียมไว้ว่าจะดุด่าเื่ที่นางเอาแต่เที่ยวเตร่จนล้มป่วยจึงต้องกลืนลงคอไปจนหมดสิ้น
“เ้าก็พักผ่อนต่อเถอะ สิบห้าวันหลังจากนี้คงจะหายทันเข้าร่วมงานประลองที่เราเป็เ้าภาพจัดขึ้นในวันครบรอบก่อตั้งพรรค”
ความทรงจำเก่าแล่นกลับเข้ามาในหัวอย่างไม่อาจห้าม ภาพหานเฟิงในวันก่อตั้งพรรคเมื่อชาติก่อน เด็กหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายธรรมดา ไม่ได้มีท่วงท่าผ่าเผยโดดเด่นเช่นศิษย์คนอื่น แต่กลับยืนหยัดพลิกชะตา คว้าชัยชนะจากการประลองครั้งแล้วครั้งเล่า สายตาของผู้คนเริ่มจับจ้อง และหัวใจของนางก็ถูกดึงดูดโดยไม่ทันตั้งตัวโดยเขา
ภาพการพบหน้ากันครั้งแรกที่ร้านขายเครื่องประดับยังชัดเจน ปลายนิ้วเรียวของนางกับมือสากของเขาัักันขณะหยิบปิ่นปักผม ความบังเอิญเล็กน้อยที่ซูเหยาตั้งใจให้เกิดเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต แต่มาบัดนี้ เมื่อได้ย้อนกลับมาอีกครา หัวใจของนางแน่วแน่ที่จะตัดขาดจากพันธนาการในอดีต ทั้งความรักและความแค้น ล้วนมิอาจเหนี่ยวรั้ง นางจะเลือกเพียงหนทางบำเพ็ญเพียร ที่เดินอย่างเดียวดาย
ซูเหยาพยักหน้ารับคำ “ได้ ข้าจะเชื่อฟังท่าน”
ซูฉางเถิงทอดมองหลานสาวด้วยแววตาเปี่ยมความพึงใจ เมื่อเห็นนางสงบเสงี่ยมไม่ดื้อดึงเหมือนก่อน เขายกยิ้มบางที่มุมปาก พลันนึกขึ้นได้ถึงเื่สำคัญ
“พรุ่งนี้… มารดาของเ้าจะมาเยี่ยมไข้” ชายชรากล่าวเสียงทุ้มแฝงความอบอุ่น
ซูเหยาเงยหน้าขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความฉงน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความทรงจำจากชาติก่อนแล่นวาบขึ้น
ตอนที่ป่วยหนัก ไม่มีวี่แววว่ามารดาจะเคยมาเยี่ยมสักครั้ง แล้วเหตุใดครานี้จึงต่างออกไป?
“นางรู้ได้อย่างไรว่าข้าล้มป่วย?” เสียงถามของซูเหยาแ่เบา ทว่ามีน้ำหนัก กึ่งคาดคั้นกึ่งแปลกใจ
ซูฉางเถิงหัวเราะเบาๆ คล้ายยอมรับอย่างอ้อมๆ ว่าเขาเป็ผู้อยู่เื้ั “ย่อมมีผู้ส่งข่าวไปถึงนาง” เขาไม่กล่าวตรงๆ แต่รอยยิ้มของเขาเหมือนจะบอกว่า ้าให้หลานสาวรู้ว่าเป็เพราะความใส่ใจของเขาเอง
แววตาของชายชราฉายชัดถึงความเวทนาที่ไม่เคยเอื้อนเอ่ย เขารู้ดีว่า หลานสาวรักบิดามารดาอย่างสุดหัวใจ แม้จะไม่ได้รับความรักตอบแทนมากนักก็ตาม เพราะคนทั้งสองที่แยกกันอยู่ มักหมกมุ่นกับเื่ของตน จนปล่อยให้เด็กสาวเติบโตท่ามกลางความเดียวดาย และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังโยนความผิดเื่การถูกลักพาตัวของบุตรสาวคนเล็กมาไว้ที่ซูเหยา นับแต่นั้น นางก็ถูกส่งมาอยู่ในความดูแลของเขา
เมื่อความหลังผุดขึ้นมาในใจ ซูฉางเถิงถอนหายใจแ่ ความขมขื่นซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม “เ้าหนูเอ๋ย ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็บิดามารดาของเ้า”
ซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น ไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ดวงตาสั่นระริกซ่อนความเ็ปที่โหมกระหน่ำอยู่ภายใน หากเป็ชาติก่อน นางคงไม่อาจเข้าใจความนัยในถ้อยคำของท่านปู่ เพราะในชาติก่อน นางไม่เคยล่วงรู้เลยว่าตนยังมีน้องสาว จนวันที่สามีผู้นั้นเหยียบย่ำน้ำใจ ลากสตรีอื่นเข้ามา
เช้าวันนั้น อากาศสดชื่นกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อนๆ ทอดผ่านต้นไผ่ในลานหินกรวด ซูเหยาไม่อยากนอนซมอยู่ในห้องอีกต่อไป จึงออกมาเดินเล่นเพื่อสูดลมเย็น นางคิดว่ามารดาคงจะมาถึงใน่บ่าย จึงไม่ได้ใส่ใจนัก
แต่เมื่อก้าวมาถึงโถงรับแขก เสียงสนทนาอันตึงเครียดที่ลอดออกมาเรียกความสนใจ นางชะงักตั้งใจจะหันหลังกลับ ทว่าหูพลันได้ยินชื่อของตนเองเสียก่อน
ซูเหยาหันมองเสี่ยวจูกับเหม่ยลี่ที่สีหน้าซีดเผือด พวกนางส่ายหน้ารัวราวกับจะห้าม แต่ซูเหยาเพียงยกนิ้วแตะริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้เงียบ ก่อนจะพากันแอบย่องหลบอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่
ในโถงกว้าง เสียงของเมิ่งอวี้ฮวาดังขึ้นชัดเจนแฝงด้วยอารมณ์ร้อนรุ่ม
“พ่อท่าน ข้าอยากพาซูเหยากลับไปดูแลเอง ถึงอย่างไรนางก็คือลูกของข้า!”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบของซูฉางเถิงสวนขึ้นทันที
“ฮึ! ตอนที่นางเจ็บไข้ เ้าลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็คนเฝ้าอยู่ข้างเตียง? เ้ากล้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร... หรือว่าเงื่อนไขที่ตระกูลหลี่เสนอให้มันมากมาย เ้าถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางเป็ลูกสาว!”
ซูเหยาตาเบิกกว้าง ใบหน้าซีดเผือด หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ขายข้าให้ตระกูลหลี่อย่างนั้นหรือ…
เมิ่งอวี้ฮวาหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ แต่ริมฝีปากสั่นระริก ไม่อาจโต้เถียงได้ถนัดถนี่
“ท่าน…ท่านพูดจาเหลวไหล!”
ซูฉางเถิงทุบฝ่ามือลงบนโต๊ะดัง ปัง!
“เหลวไหลหรือ? เ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น อวี้ฮวา! หากเ้ามีความเป็แม่สักเศษเสี้ยว วันนี้เ้าคงไม่มายืนเถียงเช่นนี้ แต่เ้ากลับเพิ่งคิดจะยื้อแย่งหลานข้าเพราะผลประโยชน์”
เมิ่งอวี้ฮวากัดฟันแน่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความอับอายและโกรธจัด แต่เพราะไร้ถ้อยคำแก้ต่าง นางจึงสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด ก่อนหันหลังเดินจากไป เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังก้องกังวานไปทั่วโถง
เื้ัพุ่มไม้ ร่างเล็กของซูเหยาสั่นสะท้านเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากแน่น เข้าใจในแล้วว่าทำไมชาติที่แล้ว นางจึงไม่ได้พบหน้ามารดา นั่นเพราะนางทะเลาะกับท่านปู่เสียก่อน ท่านปู่จึงไม่ได้บอกให้รู้ว่ามารดาจะมาเยี่ยมเหมือนชาตินี้
หญิงสาวสูดลมหายใจยาวแล้วปล่อยวางความคับแค้นในใจ
“ปล่อยมันไปเถอะ…ชาตินี้ข้าไม่คิดอ้อนวอนให้ใครมารักอีกต่อไปแล้ว” นางพึมพำเบา ริมฝีปากเม้มแน่นคล้ายกำลังย้ำเตือนตนเอง
เสี่ยวจูกับเหม่ยลี่สบตากัน ทั้งสองไม่รู้ว่าที่คุณหนูพึมพำหมายความว่าอย่างไร ทั้งสองสงสัยแต่ไม่กล้าเอ่ยถาม ได้เพียงเดินตามเ้านายกลับเรือนไปเงียบๆ
พอตกบ่าย แสงแดดอุ่นส่องลอดพุ่มไม้เข้ามาในลานหิน ซูเหยาจึงหันไปบอกสาวใช้ทั้งสอง
“ในเมื่อไม่ต้องรอต้อนรับท่านแม่แล้ว เราไปหอตำรากันเถอะ”
“เ้าค่ะ คุณหนู” สาวใช้ทั้งสองรับคำพร้อมรอยยิ้มโล่งใจ โดยเฉพาะเสี่ยวจู นางกลัวว่าคุณหนูของนางจะคิดมากกับเื่เมื่อเช้า
ระหว่างเดินผ่านลานใหญ่ ศิษย์สายนอกและสายในต่างหยุดก้าวแล้วโค้งคำนับ
“ขอคารวะศิษย์พี่ซูเหยา”
“ศิษย์พี่ซูเหยา ่นี้ร่างกายดีขึ้นแล้วหรือไม่?”
เสียงทักทายดังขึ้นเป็ระยะ หลายสายตาลอบมองตามแผ่นหลังระหงของนางด้วยความชื่นชม ศิษย์หนุ่มบางคนถึงกับหันกลับมามองจนเกือบสะดุดบันได แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงออกตรงๆ เพียงเก็บความปรารถนาไว้ในใจเงียบๆ
เมื่อถึงหอตำรา อาคารสูงสามชั้นตระหง่านเบื้องหน้า ศิษย์ที่เข้าออกมีไม่ขาดสาย
“หอตำราแบ่งเป็สามชั้นนะเ้าคะ” เสี่ยวจูชี้บอกเสียงเบา แม้นางรู้ดีว่าคุณหนูย่อมทราบอยู่แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะอธิบายเหมือนทุกครั้ง
“อืม” ซูเหยาพยักหน้าเบา สายตาเธอทอดไปที่ชั้นหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนอย่างผิดปกติ
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย “วันนี้ดูเหมือนศิษย์ทั้งหลายจะกระตือรือร้นเป็พิเศษ”
เหม่ยลี่หัวเราะในลำคอเบาๆ “กิตติศัพท์ความงามของคุณหนูเราก็ส่วนหนึ่งละเ้าค่ะ พอคุณหนูลงมือหยิบตำรา ศิษย์ทั้งสำนักก็พลอยอยากศึกษาไปด้วย”
ซูเหยาได้ยินคำพูดนั้นก็เพียงถอนหายใจ นางไม่ได้ใส่ใจเื่สายตาผู้คนแม้แต่น้อย ความตั้งใจมีเพียงหนึ่งเดียว หาความรู้เกี่ยวกับพิษ เพื่อมิให้ชะตากรรมชาติก่อนหวนกลับมาอีก
“คุณหนูเ้าคะ…ชั้นหนึ่งแน่นเกินไป” เสี่ยวจูกระซิบเมื่อเห็นฝูงชนเบียดเสียด “เรานำตำราขึ้นไปอ่านข้างบนเถิด บนชั้นสามเงียบสงบกว่า”
ซูเหยาพยักหน้าโดยไม่ลังเล ก่อนหันไปคว้าตำราสมุนไพรพื้นฐานเล่มหนึ่งไว้ในมือแล้วเอ่ยเบาๆ
“ไปกันเถอะ”
ทั้งสามสาวก้าวขึ้นบันไดวนของหอตำรา ละทิ้งความวุ่นวายด้านล่างไว้เื้ั