“พี่มาแล้วเหรอคะพี่อ้ายเหม่ย” หลีหรงเดินเข้ามาทักอย่างดีใจ “วันนี้ร้านขนมกับร้านขายอาหารขายหมดตั้งแต่บ่ายโมงแล้วค่ะ ฉันกับอิ๋งอิ๋งกำลังเตรียมของไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ ส่วนคุณลุงเจียง คุณป้าเจียง แล้วก็คุณปู่เจียงกลับบ้านไปตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้วล่ะค่ะ”
“ทำไมขนมกับอาหารขายหมดเร็วจังล่ะ เมื่อวานเราอบขนมเตรียมไว้เยอะเหมือนกันนะ” โจวอ้ายเหม่ยถามอย่างแปลกใจ
“ขนมกับอาหารของเราอร่อยและราคาถูก พอลูกค้าได้ชิมก็ติดใจแล้วก็ช่วยกันบอกต่อ วันนี้ฉันอบขนมเพิ่งตั้งหลายรอบแล้วนะคะ แต่ขนมก็ยังไม่พอขาย” หลีหรงพูดยิ้มอย่างภูมิใจ ตอนนี้ฝีมือการทำขนมของเธอพัฒนาขึ้นมากแล้ว อีกทั้งพี่อ้ายเหม่ยยังให้โอกาสเธอคิดสูตรขนมขึ้นมาเองและขนมของเธอก็ขายดีมากเหมือนกัน
“ส่วนฉันก็ห่อเกี๊ยวไม่ทันเหมือนกันค่ะ เกี๊ยวของเราไส้แน่นแป้งบาง ใครจะไม่ชอบจริงไหมคะ” ลู่อิ๋งอิ๋งเดินออกจากครัวมาสมทบ
“อย่างนี้พวกเธอจะไหวหรือเปล่า ต้องการคนงานเพิ่มไหม” โจวอ้ายเหม่ยถามอย่างเป็นห่วง
หลีหรงรีบส่ายหัว “รอดูอีกสักเดือนสองเดือนค่อยว่ากันค่ะ อีกอย่างน้องๆ สองคนที่ช่วยล้างจานอยู่ในครัวก็ขยันและทำงานคล่องมาก เวลาที่พวกเธอไม่มีงานล้างจาน พวกเธอก็จะมาช่วยฉันกับอิ๋งอิ๋งเตรียมส่วนผสมอย่างอื่น งานก็เลยไม่หนักมากเท่าไหร่ค่ะ”
“ถ้างั้นก็ตามใจ แต่ถ้าไม่ไหวเมื่อไหร่พวกเธอต้องรีบบอกฉันเลยนะ แล้วที่พักล่ะ พอพักได้หรือเปล่า”
“ที่พักก็สะดวกมากเลยค่ะ ฉันอาศัยอยู่ที่ชั้นสองของร้านขายอาหารสด ส่วนอิ๋งอิ๋งกับปินเซ่อพักอยู่ชั้นสองของร้านขายขนม ที่พักแยกกันแบบนี้ทำให้ครอบครัวของพวกเรามีความเป็นส่วนตัวมาก อีกอย่างการได้มาพักอยู่ที่นี่มันสะดวกมากเลยนะคะ พอเราทำความสะอาดแล้วปิดร้านเสร็จ พวกเราก็ขึ้นไปพักผ่อนได้ทันที ตอนเช้ายิ่งสะดวกมากเลยค่ะ เพราะร้านค้าของเราอยู่ใกล้ตลาด พ่อค้าแม่ค้าก็เลยยินดีมาส่งของให้เรา โดยที่เราไม่ต้องตื่นเช้าเข้าไปรับวัตถุดิบเอง บางครั้งฉันยังพูดกับพี่ต้าเฉียงเลยนะคะว่าอยากอยู่ที่นี่ไปตลอด ถ้าออกไปซื้อบ้านเองก็ไม่รู้ว่าจะสะดวกเหมือนตอนอยู่ที่นี่หรือเปล่า” หลีหรงบอก
“เธอยังสนุกกับงานก็เลยชอบความสะดวกสบายแบบนี้ แต่เมื่อไหร่ที่เธอมีลูก ถึงตอนนั้นเธอต้องอยากมีบ้านเดี่ยวที่มีบริเวณบ้านไว้ให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่นแน่นอน”
หลีหรงหน้าแดง “ฉันยังไม่อยากมีลูกตอนนี้หรอกค่ะ รอให้พี่ต้าเฉียงเรียนจบเสียก่อน หรือไม่อย่างนั้นก็รอให้ฉันกับพี่ต้าเฉียงเก็บเงินได้มากพอที่เราจะซื้อบ้านได้ จากนั้นพวกเราค่อยคิดเรื่องมีลูก”
“ฉันก็คิดเหมือนพี่หรงค่ะ ฉันกับอาเซ่ออายุยังน้อย พวกฉันไม่รีบมีลูกตอนนี้หรอกค่ะ ฉันอยากทำงานเก็บเงินเพื่อซื้อร้านค้าให้ได้สักร้าน จากนั้นก็จะได้เปิดกิจการของตัวเอง” ลู่อิ๋งอิ๋งรีบเอามือปิดปากตัวเองไว้อย่างรู้สึกผิด
โจวอ้ายเหม่ยยิ้ม “เป็นความคิดที่ดีนะ พอถึงวันหนึ่งเราก็ต้องเติบโต ฉันไม่ได้ต้องการให้พวกเธอมาเป็นลูกจ้างของฉันไปชั่วชีวิต เมื่อไหร่ที่พวกเธออยากเปิดกิจการ หากต้องการความช่วยเหลือจากฉัน ขอให้พวกเธอบอกฉันมาได้เลย ฉันจะสนับสนุนพวกเธอเต็มที่”
“ขอบคุณค่ะพี่อ้ายเหม่ย!” หลีหรงกับลู่อิ๋งอิ๋งตอบอย่างดีใจเมื่อได้ยินคำพูดของโจวอ้ายเหม่ย
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวกลับก่อนนะ”
โจวอ้ายเหม่ยพอใจกับการทำงานของหลีหรง จางปินเซ่อ และลู่อิ๋งอิ๋งมาก เธออยู่คุยกับพวกเขาได้ไม่นาน เพราะเจียงโม่โฉว โจวต้าเฝิง และต้าเฉียง ช่วยกันเติมของในร้านขายอาหารสดเสร็จหมดแล้ว นอกจากต้าเฉียงที่เวลานี้ได้ย้ายมาอยู่กับภรรยาที่ร้านแล้ว เจียงโม่โฉว โจวอ้ายเหม่ย และโจวต้าเฝิงก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน โดยมีมู่อันอันกลับไปทานข้าวที่บ้านสกุลเจียงด้วยอีกคน
“นี่คุณหนูมู่ ตัวเธอก็เล็กแค่นี้แต่ทำไมถึงได้กินเยอะขนาดนี้ล่ะ ไม่กลัวท้องแตกหรือไง สามชั้นตุ๋นน้ำแดงชิ้นสุดท้ายต้องเป็นของฉัน” เจียงโม่ไป๋รีบคีบสามชั้นตุ๋นน้ำแดงของโปรดที่เหลืออยู่ชิ้นสุดท้ายมาไว้ที่จานของตัวเอง วันนี้เขาอุตส่าห์รีบกลับบ้านเพื่อมากินของโปรดที่น้องสะใภ้ตั้งใจทำให้เขาเป็นพิเศษ แต่กลายเป็นว่ายัยคุณหนูไม่ได้รับเชิญกลับมากินสามชั้นตุ๋นน้ำแดงของเขาไปเกือบหมด
“เป็นผู้ชายประสาอะไรไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย หมูชิ้นนี้ฉันยกให้ละกัน” มู่อันอันอิ่มมากจนขยับตะเกียบไม่ไหวแล้ว
“หมูทั้งจานตกไปอยู่ในท้องของเธอคนเดียว ระวังเธอจะกลายเป็นแม่หมูโดยไม่รู้ตัว ถึงตอนนั้นอย่าคิดที่จะร้องไห้เพราะไม่มีใครมาจีบล่ะ” เจียงโม่ไป๋พูดพร้อมกับส่งหมูตุ๋นชิ้นสุดท้ายเข้าปาก
อย่ามองว่าเจียงโม่ไป๋เป็นผู้หมวดหนุ่มมาดขรึมที่อายุย่างเข้าวัยยี่สิบแปดแล้ว เพราะเวลาที่เขาอยู่กับครอบครัว เขามักจะทำตัวเป็นเด็กและไม่มีเหตุผลอย่างนี้เสมอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะมีคนร่าเริงแบบเขา ครอบครัวเจียงจึงดูมีชีวิตชีวาและมีเสียงหัวเราะในทุกวัน
“ถ้าหนูอันอันไม่มีใครมาจีบ แกก็จีบเธอเสียสิมันจะไปยากอะไร” คุณปู่เจียงพูดพร้อมกับจิบน้ำชาท่าทางคล้ายว่าไม่มีอะไรผิดปกติกับคำพูดของตัวเอง แต่ในใจของคุณปู่เวลาคิดว่าตัวเองเป็นพ่อสื่อที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ
คุณพ่อเจียงอยากจะเอามือปิดหน้าเพราะความอาย ‘คุณพ่อพูดออกมาขนาดนี้ทำไมไม่ยกของหมั้นไปสู่ขอกับตระกูลมู่เลยล่ะครับ’
ส่วนคุณแม่เจียงที่คิดตามคำพูดของพ่อสามี เมื่อเธอมองไปที่หนุ่มสาวทั้งสอง รอยยิ้มก็ปรากฏเต็มหน้า เวลานี้เธอมองว่ามู่อันอันเป็นลูกสะใภ้ของเธอไปแล้ว
“หนูอันอัน ถ้าชอบหนูก็มาทานข้าวกับเราได้ทุกวันเลยนะจ๊ะ หนูชอบกินอะไรเป็นพิเศษหนูบอกป้ามาได้เลยนะ ป้าจะเข้าครัวทำอาหารให้หนูเอง” คุณแม่เจียงส่งยิ้มให้มู่อันอัน
“คุณแม่ดูจะเอาใจใส่ยัยตัวเล็กนี่มากเกินไปแล้ว กะจะขุนเธอให้อ้วนเป็นหมูจริงๆ เหรอครับ” เจียงโม่ไป๋หันไปมองมู่อันอันแล้วมโนว่าหากเธอหน้ากลมกว่านี้อีกสักหน่อย ‘เฮ้ย! มันก็น่ารักน่ะสิ’
เจียงโม่โฉว โจวอ้ายเหม่ย กับโจวต้าเฝิงต่างก็ก้มหน้ากินข้าวกันต่อ มีเพียงเจียงโม่หลานกับหงอวี้หลุนที่หันมายิ้มให้กันอย่างรู้ทัน ก่อนจะนึกขำเจียงโม่ไป๋อยู่ในใจ
เจียงโม่หลานเป็นพี่สาวฝาแฝดของเจียงโม่ไป๋ เธอจะไม่รู้ได้ยังไงว่าน้องชายของเธอปฏิบัติกับมู่อันอันไม่เหมือนคนอื่น
ก็เหมือนกับที่หงอวี้หลุนคิด เขากับเจียงโม่ไป๋เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เพิ่งจะแยกจากกันก็ตอนที่เขาย้ายไปอยู่กับคุณพ่อเท่านั้น แล้วทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจียงโม่ไป๋ถูกใจเพื่อนบ้านตัวเล็กของเขาเข้าให้แล้ว แต่เจ้าทึ่มโม่ไป๋กลับยังไม่รู้ใจตัวเองเสียอย่างนั้น
“ถ้าฉันอ้วนเป็นหมูแล้วจะทำไม คุณพ่อกับคุณแม่ของฉันท่านเลี้ยงฉันไหวอยู่แล้ว” มู่อันอันพูดอย่างไม่สนใจ ก่อนจะหันไปจ้องหน้าเจียงโม่ไป๋แล้วส่งยิ้มหวาน “ในเมื่อคุณป้าชวน ฉันก็จะมากินข้าวที่นี่ทุกวัน เอาให้นายเบื่อหน้าฉันไปเลย”
เจียงโม่ไป๋เหมือนมีอะไรวิ่งมาชนที่หน้าอก เขาแอบปฏิเสธคำพูดของหญิงสาว ‘ไม่...ฉันไม่เบื่อ เธอมากินข้าวบ้านฉันได้ทุกวัน แย่แล้ว....ฉันป่วย ฉันใจหวิว ฉันตาลายกับรอยยิ้มของยัยตัวเล็ก’
“นายเป็นอะไร” หงอวี้หลุนเขย่าตัวเจียงโม่ไป๋
เจียงโม่ไป๋ลุกขึ้นอย่างแรงจนเก้าอี้ล้มไปด้านหลัง “คุณปู่ คุณพ่อ คุณแม่ ผมจะไปหาหมอก่อนนะครับ ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมไม่สบาย”
ไม่รอให้ทุกคนตอบ เจียงโม่ไป๋ก็วิ่งไปคว้าจักรยานเพื่อปั่นไปโรงพยาบาลเสียแล้ว ทุกคนที่อยู่บนโต๊ะอาหารระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างพอใจ จะมีก็แต่มู่อันอันเท่านั้นที่ไม่เข้าใจ แต่...เธอหันไปมองที่ประตูและมองตามหลังเจียงโม่ไป๋อย่างรู้สึกไม่สบายใจ เป็นความรู้สึกที่เธออธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าเธอไม่สบายใจเพราะอะไร
ด้านเจียงโม่ไป๋ที่ไปถึงโรงพยาบาลด้วยสีหน้าวิตกกังวลและพูดจาวกไปวนมาจนเขาเกือบจะถูกเจ้าหน้าที่พาไปยังแผนกจิตเวชเสียแล้ว ยังดีที่เขาตั้งสติได้และเริ่มบอกอาการของตนเองออกไปอย่างละเอียด คุณหมอถามข้อมูลส่วนตัวและพาเขาเข้าห้องตรวจอีกหลายแผนกแต่ก็ไม่พบว่ามีส่วนใดในร่างกายของเขาเจ็บป่วย
คุณหมอจึงสันนิษฐานว่าเจียงโม่ไป๋อาจจะเครียดเพราะเรื่องงาน จึงได้แนะวิธีคลายความเครียดและยังแนะนำกิจกรรมอีกหลายอย่างเพื่อให้เขามุ่งความสนใจไปในด้านอื่นบ้าง
เจียงโม่ไป๋ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด แต่ทำยังไงเขาก็สลัดใบหน้ากลมๆ ของยัยตัวเล็กไม่ออกสักที