เมื่อได้ยินวาจาของมรรคาจารย์หงจวิน ตี้จวิ้นก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
“เล่าจื๊อ ดูท่าเ้าจะยังไม่ยอมถอดใจสินะ ไหนเ้าบอกว่าน้องสามของเ้ามีพลังบำเพ็ญเหนือกว่าพวกเราไปแล้วอย่างไรเล่า? บัดนี้ท่านมรรคาจารย์ได้เปิดเผยความจริงแล้ว ข้าอยากรู้นักว่าเ้าจะแก้ตัวอย่างไรต่อไป”
ตี้จวิ้นเอ่ยเย้ยหยันด้วยความลำพองใจ
ภายในตำหนัก บรรดาผู้บำเพ็ญที่อยู่โดยรอบเมื่อได้ยินคำพูดของตี้จวิ้น ต่างก็พากันเผยรอยยิ้มดูแคลนออกมา
หยวนสื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก ในใจนึกตำหนิทงเทียนที่ทำให้ตนต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าฝูงชนถึงเพียงนี้
ทว่าเล่าจื๊อกลับมิได้ใส่ใจคำยั่วยุของตี้จวิ้น ในใจของเขามีเื่อื่นที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
ช่างน่าแปลกนัก ท่านมรรคาจารย์กล่าวว่านอกจากวิถีตัดสามกิเลสและวิถีบุญบารมีแล้ว ย่อมมิอาจมีวิถีการบรรลุปราชญ์ทางอื่นได้อีก แต่พลังบำเพ็ญของน้องสามนั้นก้าวล้ำนำหน้าพวกเราไปไกลโขแล้วจริง ๆ
หรือว่าน้องสามจะค้นพบวิถีการฝึกตนในรูปแบบอื่นกันแน่?
เล่าจื๊อครุ่นคิดอยู่ในใจเงียบ ๆ
ทางด้านหงจวินที่นั่งอยู่บนเตียงเมฆา เมื่อได้ยินคำของตี้จวิ้น ดวงตาก็ทอประกายลึกล้ำออกมาวูบหนึ่ง
ทงเทียนบรรลุขอบเขตกึ่งปราชญ์ไปก่อนล่วงหน้าแล้วรึ? เป็ไปได้อย่างไรกัน?
หงจวินหาได้เชื่อเื่นี้ไม่ ทว่าวาจานี้หลุดมาจากปากของเล่าจื๊อ ด้วยนิสัยของเล่าจื๊อแล้ว ย่อมไม่มีทางพูดจาโคมลอยหรือคุยโวโอ้อวดเพียงเพื่อรักษาหน้าตาต่อหน้าตี้จวิ้นแน่นอน
หงจวินวิเคราะห์ในใจ
หรือว่าเ้าเด็กทงเทียนนั่นจะได้รับสืบทอดมรดกจากเทพมารโกลาหลคนใดคนหนึ่ง จนสามารถเดินบนวิถีพละกำลังได้สำเร็จ?
หากเป็เช่นนั้นจริง การที่เ้าเด็กนั่นไม่ยอมมาฟังเต๋าก็พอจะมีเหตุผลรองรับอยู่บ้าง
แต่ก็ช่างเถิด เมื่อใดที่ข้าผสานมรรคาเสร็จสิ้น กฎเกณฑ์แห่งวิถี์สมบูรณ์ เมื่อนั้นวิถีการพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังย่อมถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง การจะหยั่งถึงมหาเต๋าภายใต้วิถี์ย่อมเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ เว้นแต่จะมีสิ่งที่เรียกว่ายอดสมบัติโกลาหลมาคอยช่วยเหลือ
หากเป็เช่นนั้นจริง ข้าก็ไม่ต้องเปลืองแรงกังวลให้มากมาย
หงจวินไม่เชื่อว่า เมื่อใดที่ทงเทียนพบว่าการพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังนั้นเป็ทางตัน เ้านั่นจะยังคงกบดานอยู่ในถ้ำพำนักและบำเพ็ญเพียรอย่างสงบได้อีก
เมื่อเห็นว่าเล่าจื๊อมิได้โต้ตอบ ตี้จวิ้นก็รู้สึกเบื่อหน่ายจึงล้มเลิกที่จะไล่เบี้ยเื่นี้ต่อ ทว่าในใจของเขานั้นปักใจเชื่อไปแล้วว่าเล่าจื๊อแค่พูดโกหก และยามนี้เมื่อถูกจับได้จึงมิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้อีก
เมื่อเห็นความจริงเป็เช่นนี้ ตี้จวิ้นก็ยิ่งดูแคลนสามวิสุทธิ์มากขึ้นไปอีก
ครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดซักถาม หงจวินจึงเอ่ยต่อไปว่า “ภายในวังจื่อเซียว ลำดับที่นั่งได้ถูกกำหนดไว้แล้ว นับจากนี้ไป ห้ามไม่ให้พวกเ้าเปลี่ยนแปลงโดยพลการ”
จากนั้นหงจวินก็ทอดสายตาไปยังผู้ที่นั่งบนอาสนะแถวหน้าสุด
“เล่าจื๊อ หยวนสื่อ พวกเ้าคือทายาทที่แท้จริงของผานกู่ รับวาสนาจากผานกู่มามาก สามารถรับเป็ศิษย์ในสำนักของข้าได้”
เมื่อเห็นว่าหงจวินยอมรับพวกตนเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ เล่าจื๊อและหยวนสื่อก็รีบหมอบกราบทันที แม้ว่าพวกเขาจะภูมิใจในฐานะทายาทที่แท้จริงของผานกู่ แต่นั่นก็เป็เพียงชื่อเสียงเลื่อนลอย ยามนี้หงจวินคือผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งในหงฮวง การได้เป็ศิษย์สายตรงของเขาหาใช่เื่ที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติไม่ ซ้ำร้าย ผลประโยชน์ของการเป็ศิษย์ของปราชญ์ย่อมมหาศาลอย่างไม่ต้องเอ่ยถึง
“พวกเราขอบพระคุณท่านอาจารย์”
เมื่อเห็นว่าเล่าจื๊อและหยวนสื่อรู้ความ หงจวินก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปทางหนวี่วา
“ในวันหน้า หนวี่วาจะแบกรับบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ สามารถรับเป็ศิษย์ในสำนักของข้าได้เช่นกัน”
หนวี่วาได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับชะงักงันอยู่กับที่ เดิมทีการที่นางได้นั่งตรงนี้ก็เป็เพราะฝูซีพี่ชายของนางพยายามผลักดันและแย่งชิงมาให้ นางนึกไม่ถึงเลยว่าวาสนาอันยิ่งใหญ่นี้จะหล่นทับศีรษะตนเองเข้าจริง ๆ
ทว่าฝูซีนั้นได้สติเร็วกว่านาง เขารีบส่งกระแสจิตบอกน้องสาวทันที
น้องหญิง ยังไม่รีบขอบพระคุณท่านมรรคาจารย์อีก!
เมื่อได้ยินคำเตือน หนวี่วาจึงได้สติและรีบหมอบกราบขอบคุณ “ศิษย์ขอบพระคุณท่านอาจารย์”
หงจวินพยักหน้าแล้วนิ่งเงียบไป
บนอาสนะมีทั้งหมดเจ็ดที่นั่ง บัดนี้สามที่นั่งแรกถูกรับเป็ศิษย์สายตรงไปแล้ว ต่อให้โง่เพียงใดทุกคนก็เริ่มรู้แล้วว่าอาสนะเ่าั้ต้องมีนัยแอบแฝงแน่นอน
เมื่อเห็นว่าสามคนแรกถูกรับเข้าสำนักไปแล้ว จุ่นถีและเจียอิ่นก็เริ่มนั่งไม่ติด
“ท่านมรรคาจารย์! พวกเราสองพี่น้องดั้นด้นเดินทางมาจากทิศประจิมอันแสนไกลด้วยความยากลำบากยิ่ง ขอท่านมรรคาจารย์ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิด”
ทั้งสองเริ่มทำทีเป็ปาดน้ำตาคร่ำครวญ จนผู้คนในตำหนักต่างรู้สึกคลื่นไส้ในความไร้ยางอายของคู่หูจากทิศประจิมคู่นี้ ที่กล้ามาแสดงละครบีบน้ำตาต่อหน้าท่านมรรคาจารย์
ทุกคนต่างก็เป็ผู้บำเพ็ญ การเดินทางมายังห้วงโกลาหลนอกชั้นฟ้านั้นไม่ใช่เื่ง่ายสำหรับใครทั้งนั้น
พวกเ้ามาจากทิศประจิมแล้วอย่างไร? พวกเราก็ไม่ได้อยู่หน้าประตูบ้านเสียหน่อย!
ทว่าหลายคนก็ได้แต่ ‘กินองุ่นไม่ได้ก็บ่นว่าเปรี้ยว’ เพราะบางคนก็ห่วงภาพลักษณ์จนไม่กล้าทำตัวเช่นนั้น เช่นตี้จวิ้น และบางคนก็ไม่มีวาสนาพอจะก้าวเข้าไป
หงจวินมองดูคนทั้งสองพลางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“จุ่นถีและเจียอิ่น สามารถรับพวกเ้าเป็ศิษย์จารึกนาม*[1] ในสำนักของข้าได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองต่างก็ยินดีปรีดายิ่งนัก แม้จะเป็เพียงศิษย์จารึกนาม ทว่าต้องดูด้วยว่าใครคืออาจารย์ เมื่อได้ชื่อว่าเป็ศิษย์ของปราชญ์ ในวันหน้าพวกเขาย่อมสามารถผงาดในหงฮวงได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
เหล่ายอดฝีมือในตำหนักเห็นเช่นนั้นก็พลันเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที
“ให้ตายสิ เ้าคนไร้ยางอายสองคนนั่นทำสำเร็จจริง ๆ หรือนี่!”
เมื่อเห็นว่าการแสร้งทำเป็น่าเวทนาได้ผลจริง ทุกคนก็เริ่มอยู่นิ่งไม่อยู่ “ขอท่านมรรคาจารย์โปรดเมตตาพวกเรา รับพวกเราเป็ศิษย์ด้วยเถิด!”
ทว่าช่างน่าเสียดายที่หงจวินมิได้คิดจะรับผู้ใดเป็ศิษย์เพิ่มอีก ยามนี้ในบรรดาอาสนะทั้งเจ็ดที่นั่ง ห้าที่นั่งถูกแบ่งสรรตำแหน่งศิษย์ไปแล้ว เหลือเพียงสองที่นั่งสุดท้ายคือหงอวิ๋นและคุนเผิง (ที่นั่งของหงอวิ๋นเป็ที่นั่งที่หงจวินจัดเพิ่มขึ้นมาเป็กรณีพิเศษ)
หงอวิ๋นนั้นมีนิสัยรักอิสระและสันโดษ ย่อมยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างสงบ แต่คุนเผิงกลับเริ่มกระวนกระวายใจ การได้เป็ศิษย์ปราชญ์นั้นจะทำให้ฐานะของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาอยากจะแสร้งร้องไห้คร่ำครวญแบบจุ่นถีและเจียอิ่นบ้าง ทว่าท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้ เขาไม่อาจลดทิฐิลงได้จริง ๆ
หงจวินมองไปยังสองคนที่เหลือบนอาสนะอย่างรู้สึกหงุดหงิดในใจ
เ้าทงเทียนนั่นไม่มา กลับทำให้คุนเผิงได้นั่งบนอาสนะแทนเสียอย่างนั้น
เดิมทีข้าตั้งใจจะแบ่งตำแหน่งปราชญ์และมอบสมบัติวิเศษในครานี้ แต่เพราะเ้าเด็กนั่นคนเดียว แผนการทุกอย่างจึงผิดพลาดไปหมด
หงจวินรู้สึกอัดอั้นยิ่งนัก ทว่าเื่ราวมาถึงขั้นนี้แล้ว จะกล่าวไปก็ไร้ประโยชน์ เขาจึงตัดสินใจเก็บเื่การมอบสมบัติวิเศษไว้ในคราวหน้าแทน
จากนั้นหงจวินก็สะบัดมือเรียกปราณม่วงหงเิออกมาเจ็ดสาย
“เล่าจื๊อ หยวนสื่อ และหนวี่วา ในฐานะศิษย์สายตรง พวกเ้าจะได้รับปราณม่วงหงเิ
จุ่นถีและเจียอิ่น ในฐานะศิษย์จารึกนาม จะได้รับไปคนละหนึ่งสายเช่นกัน”
สิ้นเสียง ปราณม่วงหงเิห้าสายก็พุ่งเข้าสู่มือของทั้งห้าคน
ทุกคนต่างมองด้วยความงุนงง ในการบรรยายเต๋าครั้งนี้ หงจวินยังมิได้กล่าวถึงวิถีการเป็ปราชญ์อย่างละเอียด ทุกคนจึงยังไม่รู้ว่าปราณม่วงหงเิมีไว้ทำสิ่งใด ทว่าคำพูดถัดมาของหงจวินกลับทำให้ทุกคนตกตะลึงจนแทบคลั่ง!
“ปราณม่วงหงเินี้ คือรากฐานแห่งการบรรลุปราชญ์”
“หากไร้ซึ่งสิ่งนี้ ย่อมมิอาจบรรลุขอบเขตปราชญ์ได้”
ตูม!
ฝูงชนะเิความโกลาหลออกมาทันที
“อะไรนะ! สิ่งนี้คือรากฐานแห่งการบรรลุปราชญ์งั้นรึ!”
“เช่นนั้นก็หมายความว่า ใครก็ตามที่ได้สิ่งนี้ไป ก็จะมีโอกาสบรรลุเป็ปราชญ์ได้!”
ยามนี้ไม่มีใครสนใจเื่หน้าตาอีกต่อไป ทุกคนพากันเลียนแบบจุ่นถีและเจียอิ่น หมอบกราบไปทางหงจวินพลางแผดเสียงะโร้องขอ
“ขอท่านมรรคาจารย์โปรดประทานวาสนานี้ให้แก่พวกเราด้วยเถิด!”
ในบรรดาผู้ที่ะโร้อง คุนเผิงคือผู้ที่ะโดังที่สุด เพราะเขารู้สึกร้อนรนใจอย่างยิ่ง ผู้ที่นั่งบนอาสนะก่อนหน้านี้ต่างได้รับวาสนาใหญ่โตไปหมดแล้ว เหลือเพียงเขากับหงอวิ๋นที่ยังไม่ได้อะไรเลย หากไม่ได้ตำแหน่งศิษย์แล้วยังพลาดรากฐานการบรรลุปราชญ์อีก คราวนี้เขาคงมาเสียเที่ยวเป็แน่!
ทว่าปราณม่วงหงเิหาใช่หัวผักกาดที่วางขายตามท้องตลาด ต่อให้คุนเผิงจะร้องไห้จนน้ำตาเป็สายเื หากหงจวินไม่คิดประทานให้ เขาก็ไม่มีวันได้มันไป
หงจวินมองไปยังหงอวิ๋นและคุนเผิงพลางบังเกิดแผนการบางอย่างในใจ
เขาสะบัดมือเบา ๆ เรียกปราณม่วงหงเิสองสายสุดท้ายขึ้นมา สายหนึ่งพุ่งเข้าสู่มือของหงอวิ๋นโดยที่หงจวินมิได้เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว
จากนั้นเขาก็มองไปยังปราณม่วงสายสุดท้าย ทุกคนต่างคิดว่ามันจะต้องตกเป็ของคุนเผิงแน่นอน
ทว่าหงจวินกลับส่งมันลอยขึ้นไปเบา ๆ ปราณม่วงหงเิสายนั้นพลันกลายเป็ลำแสงพุ่งทะยานออกไป มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของเขาคุนหลุนในทันที
“วิถี์นั้นมีห้าสิบสาย ดำเนินไปเพียงสี่สิบเก้า เหลือไว้ซึ่งหนึ่งทางรอด ปราณม่วงหงเิสายนี้... ข้าขอทิ้งไว้ให้แก่ผู้มีวาสนาแล้วกัน”
[1] ศิษย์จารึกนาม คือ ศิษย์ที่อาจารย์ยอมรับให้ใช้ชื่อสำนักหรืออ้างชื่ออาจารย์ได้ แต่ไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้ง