เมื่อคนฟังอย่างเฟรนได้ยินถึงกลับชะงักมือของตัวเองที่กำลังพลิกอ่านหนังสือนิยายลง ปลายคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็ปมเมื่อเห็นว่านี่ก็ดึกมากแล้วใครบ้าที่ไหนมาะโพูดกับเขากัน
จึงหันหน้ากลับไปมองตามเสียงพูดที่ดังขึ้นเมื่อกี้อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ด้วยความเป็คนสายตาสั้นจึงหรี่ตาเล็กลงลุกขึ้นจากที่นั่งชะโงกหน้าลงไปมองด้านล่างของบ้านจากทางระเบียงแต่กลับไม่พบใครอยู่ตรงนั้นเลย มีเพียงความมืดอันเวิ้งว้างรอบตัวจนเ้าตัวรู้สึกขนหัวลุก ยิ่งอยู่บ้านคนเดียวด้วยอีก
เพราะพ่อกับแม่ดันกลับบ้านไปเยี่ยมตากับยายเฟรนจึงต้องอยู่คนเดียวไป ไม่อยากเดินทางนาน ๆ จึงขอพ่อกับแม่นอนอ่านนิยายอยู่บ้านดีกว่า
บรื๋อ~ ผมคงไม่ได้คิดไปเองหรอกใช่ไหม นี่มันก็ดึกมากแล้วนะ คงไม่มีใครที่ไหนออกมาแล้วปะนอกเสียจากกุ๊กกู๋อ่ะ เฟรนขนลุกขนพองกันไปเลยทีเดียวยกสองมือเล็กขึ้นกอดอกไปด้วยบวกกับอากาศเริ่มเย็น
“มองไปไหนของนาย ฉันอยู่ตรงนี้” ตินเห็นว่าอีกฝ่ายมองหาต้นตอของเสียงไม่เจอ ชายหนุ่มจึงพูดขึ้นมาอีกรอบ พลางขำในลำคอกับท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ ของอีกฝ่าย นึกในใจเด็กนี่คงคิดว่าเขาเป็ผีอย่างแน่นอน
พรึ่บ ~
คนตัวเล็กปล่อยหนังสือนิยายหลุดมือลงพร้อมยกมือขึ้นพนมมือไหว้พูดพร่ำออกมา
“โอ๊ย เ้าคุณผี สาธุ อย่าได้มาหลอกลูกช้างเลยลูกช้างกลัวแล้ว ครั้งหน้าจะไม่มาอ่านหนังสือริมระเบียงดึก ๆ ดื่น ๆ อีกแล้วฮะ นะโม นะโม สาธุ สาธุ ไปที่ชอบ ๆ นะ”
ด้วยความที่เฟรนเป็คนกลัวผี จึงท่องบทสวดมั่ว ๆ ออกมา ทำเอาตินขำหนักกว่าเดิมอีก
“กูไม่ใช่ผีแหกตาดูหน่อย ยืนอยู่ริมระเบียงตรงนี้” ตินเอ่ยอีกครั้ง ทำให้เฟรนหันหน้าไปมองตาม แต่กลับมองเห็นเพียงเลือนรางเท่านั้น
เขาเป็ใครน่ะ คำถามนี้เกิดขึ้นภายในใจ เห็นเพียงเงาลาง ๆ และรูปร่าง สัดส่วน บวกกับทรงผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตนั่น เฟรนรู้ได้เลยว่าเขาหล่อแน่ ๆ
เพื่อนบ้าน?
อยู่มาตั้งนานเพิ่งจะเคยเห็นเพื่อนบ้านโผล่หน้าออกมาสักครั้ง เพราะเฟรนเองก็ได้ยินข่าวว่าจะมีเพื่อนบ้านย้ายเข้ามาอยู่ใหม่
ความอยากรู้ของเฟรนจึงเอาขยะในบ้านออกไปทิ้งหน้าบ้านทุกเช้า แต่กลับไม่เห็นใครเดินออกมาจากในบ้านเลยสักคน มีเพียงพวกชายชุดดำสี่ห้าคนพาเดินกันออกมาจากด้านในตัวบ้านท่าทางน่ากลัว
เฟรนจึงเดาว่าเขาคนนั้นคงเป็คนใหญ่คนโตย้ายมาอยู่ใหม่ ถึงได้มีลูกน้องบริวารมากมายขนาดนั้น เพราะอ่านหนังสือแนวมาเฟียสืบสวนสอบสวนมาเยอะ นี่จึงเป็เพียงการสันนิษฐานของเด็กหนุ่มเพียงเท่านั้น เพราะเขาไม่เคยเห็นหน้าคร่าตากันเลยั้แ่อยู่มาหลายเดือน
แต่วันนี้กับได้เห็นเขาตัวเป็ ๆ สักที
งื้อ มองไม่ชัดเลยว่ะ หน้าผู้ชายคนนั้นเบลอไปหมด เด็กหนุ่มจึงหันซ้ายหันขวา มองหาแว่นสายตาก่อนหยิบมันขึ้นมาสวมใส่ ปรับจุดโฟกัสสายตาตัวเองใหม่จูนเข้ากับความมืดจ้องมองจ้องไปยังอีกฝ่าย
0.0
เฮือก ~ ละ หล่อ เสียงนี้ดังสะท้อนเข้ามาในหัวของเฟรนเด็กหนุ่ม
หล่ออย่างกับหลุดออกมาจากนิยาย โอ้ว~ นี่ผมไม่รู้เลยนะว่าหนุ่มเพื่อนข้างบ้านเขาจะหล่อขนาดนี้
“อะ เอ่อคุณ เอ่อ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณเพื่อนบ้าน” ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปเลยเอ่ยทำความรู้จักไปด้วยท่าทางเงอะง่ะ
หึหึ
ตินยกมือข้างขวาตัวเองขึ้นมา กวักมือออกไปเพื่อให้เด็กหนุ่มเดินมาหาเขา
ห๊ะ ผมเหรอ?
เฟรนยกมือขึ้นชี้นิ้วมาที่ตัวเอง พร้อมทำหน้าขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยใบหน้าท่าทางงุนงง
“มานี่ มาคุยกันหน่อยสิ” ร่างสูงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบพเยิดหัวไปทางประตูบ้านของเขาด้านหน้า เป็การบอกเด็กหนุ่มว่าเข้ามาทางนั้น
อะไรดลใจให้เฟรนพยักหน้าตอบตกลงออกไป ในหัวของเขารู้สึกว่างเปล่าขาวโพลนไม่คิดอะไรมาก ขาทั้งสองข้างก้าวหันหลังวิ่งลงไปยังด้านล่างของบ้านทันทีจนมาหยุดอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าบ้านของเพื่อนบ้านสุดหล่อคนนั้นไปเสียแล้ว
นี่ผมเห็นแก่ออร่าความหล่อพุ่งของเขาเลยนะถึงได้ยอมเดินลงมาหา เปล่าหรอกความอยากสอดรู้สอดเห็นว่าเขาเป็ใครเพราะขยันเอาขยะไปทิ้งหน้าบ้านทุกวันมันฝังใจ เขาก็ไม่ยอมโผล่หน้าออกมาให้เห็นสักที วันนี้แหละ
จะได้รู้จักกันสักที เด็กหนุ่มคิด
เพราะไม่คิดอะไรมากในสมองคิดแค่ว่าอยากรู้จักเขาไหน ๆ เขาก็เป็เพื่อนบ้านกันควรทำความรู้จักกันสักหน่อย
ตินเดินออกมาด้วยท่าทางสง่าใส่รองเท้าแตะเดินเตาะแตะออกมาเปิดประตู
แอด~
เสียงประตูรั้วถูกเปิดออก ทำให้เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งอย่างชัดเจน
เฟรนเงยหน้าขึ้นไปมอง ยิ่งมองเขาใกล้ ๆ แล้วริมฝีปากเอย หุ่นเอย กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ได้จากบนตัวอีกฝ่ายเอย อึก ไม่ไหว หอมละมุนมาก ~ เฟรนถึงกลับกลืนน้ำลาย
นี่มันพ่อเทพพระบุตรหลุดโลกชัด ๆ พี่แกหลุดออกมาจากเทพนิยายปะครับ ฮือออ!!