โชคดีฉันได้สามีสามคน

    บทที่ 83 การเดินทางเพื่อหัวใจ

            มารตีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แล้วเอื้อมมือไปแตะหัวไหล่เขาเบาๆก่อนจะเดินนำเข้าเกตท์ ปล่อยให้หนุ่มรุ่นน้องเดินตามหลังเหมือนเช่นเคย แต่ครั้งนี้หัวใจนัทพงษ์เต้นรัวด้วยความยินยอม ไม่ใช่ความกลัวระหว่างนั่งบนเครื่องบิน นัทพงษ์นั่งติดหน้าต่างส่วนมารตีนั่งข้างเขา พนักงานบนเครื่องแจกน้ำกับของว่างเบาๆกลิ่นกาแฟลอยอบอวลในห้องโดยสาร แต่สำหรับนัทพงษ์แล้วกลิ่นหอมที่แท้จริงอยู่ข้างเขา กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นกายบางเบาของมารตีทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่

            มารตีหยิบแมกกาซีนขึ้นมาเปิดดู พลางขยับตัวเอนหลังอย่างสบายขาทอดยาวไขว้กันอย่างเรียบร้อย ริมฝีปากเธอขยับเล็กน้อยราวกับกำลังอ่านหัวข้อข่าวแต่เมื่อหันมามองเขาอีกครั้ง เธอกลับยิ้มที่มุมปาก

            “เธอดูเกร็งจังเลยนะ หนุ่มน้อย” เธอพูดพร้อมหัวเราะนิดๆ

            “ก็... มันแปลกนิดหน่อยครับ เราสองคน... ไปด้วยกันแบบนี้ผมไม่เคยคิดว่าจะได้มีโอกาส” เขาพูดอย่างซื่อๆ ไม่มีชั้นเชิงใดๆ ในคำพูดนั้นมีเพียงความจริงใจล้วนๆ

            มารตีมองเขานิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาวางบนต้นขาเขาเบาๆ“จำไว้นะ พี่อยากให้เธออยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพราะใครสั่ง ไม่ใช่เพราะหน้าที่...แต่เพราะพี่ต้องการเธอ”

            คำพูดนั้นไม่ดัง แต่ก็ลึกซึ้งพอจะสั่นคลอนความมั่นคงบางอย่างในใจนัทพงษ์“ครับ...” เขาตอบเบาๆ น้ำเสียงสั่นนิดๆ จากความรู้สึกที่ท่วมท้น“ผมก็อยากอยู่ตรงนี้”

            สองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็วพวกเขามาถึงสนามบินในจังหวัดที่อากาศเย็นสบาย มีหมอกจางๆ คลอเคลียยอดเขารถที่โรงแรมส่งมารับจอดรออยู่แล้ว มารตีเดินไปเปิดประตูหลังและนั่งลงอย่างสง่างาม นัทพงษ์รีบเปิดประตูอีกด้านแล้วนั่งข้างๆโดยอัตโนมัติ ทั้งสองขึ้นไปนั่งรอให้พนักงานขับรถขนกระเป๋าขึ้นเก็บอย่างใจเย็น ระหว่างทางไปรีสอร์ตเธอเอียงศีรษะพิงเบาะแล้วหลับตา ส่วนนัทพงษ์นั่งนิ่งเหมือนไม่กล้าขยับอะไรมากนักแต่แอบหันไปมองเธอบ่อยๆ

            แล้วจู่ๆ มารตีก็เอื้อมมือมาวางบนต้นขาเขาอีกครั้งคราวนี้มือเธออุ่นกว่าก่อนหน้านี้ ราวกับความตั้งใจที่ชัดเจนกว่าเดิม “อย่าเกร็งไปเลยน่ะ...”เสียงเธอแผ่วเบา “แค่อยู่กับพี่...แบบที่เธอเป็นก็พอ”

            “ถ้าแบบที่ผมเป็นคือ... คนที่อยากเข้าใกล้พี่ตลอดเวลา จะได้ไหมครับ?”

            มารตีลืมตาขึ้น หันมามองเขาด้วยแววตาหวานล้ำ “ได้สิถ้าเธอมีแรงพอ...จะอยู่ทั้งวันทั้งคืนก็ได้ เพราะนั่นแหละที่พี่ชอบ”

            รถแล่นไปเรื่อยๆ ท่ามกลางภูเขาและสายหมอกที่คลี่คลุมทั้งขุนเขาเหมือนจะบอกว่าอุณภูมิภายนอกค่อนข้างต่ำแต่ภายในรถคันนี้ อุณหภูมิกลับเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จากความรู้สึกที่ไม่มีใครพูดตรงๆออกมา...

    แต่สัมผัสได้อย่างชัดเจนในทุกการมองตาทุกการแตะมือ และในหัวใจที่กำลังเต้นไม่เป็นจังหวะของเขาทั้งคู่ และการเดินทางที่เริ่มต้นด้วยคำโกหกเรื่อง"งานด่วน"...ก็กำลังกลายเป็นทริปแห่งความรู้สึกจริงที่ไม่มีคำใดกลบเกลื่อนได้อีกแล้ว

            รีสอร์ตเล็กๆ ริมชายทะเลแห่งนี้เงียบสงบเกินกว่าจะเรียกว่าจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมันเหมือนสถานที่ที่ถูกซ่อนไว้จากความวุ่นวายของโลกภายนอกโอบล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ และเสียงคลื่นลมแทบกลายเป็นเสียงขับกล่อมหัวใจ

            มารตีก้าวลงจากรถก่อน นัทพงษ์เดินตามหลังพร้อมกระเป๋าในมือเมื่อพนักงานพาเดินผ่านสะพานไม้เล็กๆ ที่ทอดยาวไปสู่บ้านพักกลางสวน เขาก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การมาทำงานแน่ๆ

            "พี่จองไว้แล้ว เหรอครับ?" เขาถามเบาๆขณะยืนมองตัวบ้านไม้สีอบอุ่นที่มีชานบ้านยื่นออกมารับลมริมทะเล

    มารตียิ้มมุมปาก "แน่นอนสิ พี่วางแผนมาแล้วทั้งหมดเธอแค่ตามมาให้ถึงก็พอ"

            นัทพงษ์ยิ้มเขินๆ หัวใจเต้นโครมครามกับแววตาแน่วแน่นั้นของเธอแสงแดดยามบ่ายทอดเงาลงบนใบหน้าเธอจนดูนุ่มนวลยิ่งกว่าเดิมเสียงลมพัดผ่านกลีบดอกไม้ริมระเบียงเบาๆ แต่ในหัวของเขากลับมีเสียงลมหายใจตัวเองดังชัดเจนเสียยิ่งกว่า

            เมื่อเข้ามาในบ้านพัก กลิ่นไม้หอมอบอวล ภายในตกแต่งเรียบง่ายแต่สวยงามเตียงใหญ่หนึ่งหลังอยู่กลางห้อง มีหน้าต่างบานใหญ่ที่ขอบล่างชิดพื้นห้องขอบบนจรดเพดานเปิดรับวิวทะเลที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตามารตีวางกระเป๋าลงที่มุมห้องแล้วเดินไปเปิดม่านออก

            “ที่นี่น่าพักใช่ไหมล่ะ?” เธอถามโดยไม่หันกลับมาดวงตาเธอทอดมองทะเลที่งามระยิบระยับเหมือนผืนผ้าปักลูกแก้ว

            “น่าอยู่มากเลยครับ...” นัทพงษ์ตอบเสียงเบาเหมือนยังไม่แน่ใจว่าควรยืนตรงไหน หรือวางตัวอย่างไร

            มารตีขอตัวเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ และเมื่อหญิงสาวกลับออกมาเขาก็แทบลืมหายใจ เธอสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายบางเบาสีขาวด้านในเผยให้เห็นบราเลตต์ลูกไม้สีครีมที่ดันเนินเนื้อขาวอวบให้ล้นทะลักออกมากับกางเกงขาสั้นพลิ้วบางที่ปิดแค่ชิดโคนขาขับเน้นเนินนูนด้านล่างให้เด่นชัดออกมาทุกย่างก้าวของเธอทำให้ผ้าคลุมไหวเบาๆ เป็นจังหวะ ลมพัดจากทะเลเข้ามาในห้องทำให้ชายผ้าแนบไปกับรูปร่างของเธอเหมือนจงใจ

            นัทพงษ์รู้สึกได้ว่าลำคอตัวเองแห้งผาก

            "ไปเดินเล่นกันไหมคะ?" เธอถามขึ้นขณะหยิบแว่นกันแดดมาสวม

            เขาพยักหน้ารวดเร็วราวกับลูกไก่จิกข้าวเปลือก แล้วรีบเดินตามเธอออกไปทันทีทางเดินริมชายหาดทอดยาว ที่เป็นชายหาดส่วนตัวห่างไกลผู้คน บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงเท้าทั้งคู่ย่ำลงบนทรายละเอียดมารตีเดินช้าๆ ปล่อยให้ผมปลิวตามลม ในขณะที่นัทพงษ์เดินข้างๆ อย่างไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรดีแต่เสียงหัวเราะเบาๆ ของหญิงสาว ทำให้เขาผ่อนคลายลงบ้างแล้ว

            "รู้ไหม เวลาที่พี่เหนื่อยๆ พี่จะคิดถึงที่แบบนี้...กับคนแบบเธอ" เธอหันมามองเขารอยยิ้มประดับเต็มใบหน้า

            “ผม?” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “แบบผมนี่เหรอครับ?”

            มารตีพยักหน้า “ใช่ แบบที่ซื่อตรง... อบอุ่นแล้วก็น่าจูงมือเดินเล่นไปด้วยกันเรื่อยๆ แบบนี้แหละ”

            คำพูดนั้นทำให้นัทพงษ์ยิ้มกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาก้มหน้าลงนิดๆเหมือนจะซ่อนแก้มที่เริ่มแดงอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและหยุดเดิน

            มารตีหยุดมองเขาอย่างแปลกใจ

            "พี่รู้ไหม... ผมเคยคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับโลกของพี่เลย"เขาพูดเสียงแผ่ว “แต่ตอนนี้... ผมแค่อยากอยู่ในโลกที่พี่มีรอยยิ้มแบบเมื่อกี้บ่อยๆ”

            หัวใจมารตีเต้นแรงในวินาทีนั้น ทั้งจากความจริงใจและความอ่อนโยนที่ไม่มีอะไรซับซ้อนในคำพูดนั้น

    เธอไม่ตอบแต่เดินเข้ามาใกล้ แล้วเอื้อมมือไปจับมือเขาไว้แน่น

            "งั้นอยู่ในโลกของพี่... แบบที่เป็นเธอนี่แหละ"เธอกระซิบข้างหูเบาๆ อย่างยั่วยวน

            บรรยากาศเริ่มคลี่คลายจากความเก้อเขิน กลายเป็นความหวานละมุนพวกเขานั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ มองดูพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำเสียงคลื่นสลับกับเสียงหัวใจที่เต้นในจังหวะเดียวกัน แม้จะยังไม่มีอะไรเกินเลยแต่ความหวั่นไหวแทรกตัวอยู่ในทุกมุมของเวลา และเมื่อมารตีหันมาสบตาชายหนุ่มในยามที่แสงอาทิตย์ทอดตัวลงบนริมฝีปากเธอพอดีนัทพงษ์ก็รู้ว่าเขากำลังตกอยู่ในบรรยากาศที่ห้ามใจได้ยากขึ้นทุกที...

            แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ทอดตัวลงบนผิวน้ำเปลี่ยนสีฟ้าของทะเลให้กลายเป็นทองอมส้ม สองร่างเดินเคียงข้างกันบนชายหาดที่เงียบสงบปล่อยให้ลมทะเลตีผ่านกาย สาวสวยก้มลงเก็บเปลือกหอยชิ้นเล็กแล้วส่งให้ชายหนุ่มก่อนจะจับมือของเขาไว้แน่น

            มือของนัทพงษ์อุ่นกว่าที่เธอคาดไว้มากนักและแรงบีบตอบกลับก็อ่อนโยนพอจะทำให้ใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะได้เช่นกัน "รู้ไหม"มารตีเอ่ยเบาๆ ขณะที่ยังคงเดินไปเรื่อยๆ "พี่ชอบมือเธอนะ... มันซื่อตรงดี"

            นัทพงษ์หันมามอง ใบหน้าแดงระเรื่ออย่างช่วยไม่ได้ เขาพยักหน้าช้าๆพลางยิ้มจางๆ “มือผม... ก็ชอบให้พี่จับนะครับ”

            มารตีหัวเราะเบาๆ แล้วโน้มตัวเข้าใกล้ กระซิบเสียงอ่อนหวานชิดริมหูเขาจนชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่พ่นออกมา "คิดถึงพี่บ้างไหม...เวลาที่ไม่ได้เจอกัน"

            เสียงคลื่นกระทบฝั่งกลายเป็นเพียงเสียงพื้นหลัง เมื่อนัทพงษ์หันมาสบตาเธอแววตาเขาแน่นิ่งแต่เต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่แทบทนเก็บไว้ไม่ไหว "คิดถึงทุกวันเลยครับ...คิดถึงตลอดเวลา"เขาตอบโดยไม่ลังเล และไม่มีร่องรอยของความกลัวในน้ำเสียงนั้นอีกแล้ว

    คล้ายกับเรื่องโชคดีฉันได้สามีสามคน ที่คุณอ่าน