ตอนที่ 38 ขโมยผัก
เช้าวันต่อมา
หยางน่าตื่นขึ้นมาด้วยความปวดเมื่อยไปทั่วทั้งตัวโดยเฉพาะขาทั้งสองข้างของนางดูเหมือนจะปวดมากเป็นพิเศษแต่เมื่อนึกได้ว่าเมื่อวานพวกนางเที่ยวเดินหางานไปทั่วทั้งเมืองมันก็ไม่แปลกที่จะปวดเมื่อยร่างกายมากขนาดนี้
มือบางบีบนวดขาทั้งสองข้างเพื่อคลายความปวดเมื่อยให้ตัวเองไปพลางพร้อมมองดูเศษเปลือกหอยและเนื้อเสียบไม้ที่วางอยู่ข้างกองไปที่มอดดับไปแล้วแวบหนึ่ง
ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์เมื่อวานก็พลันปรากฏขึ้นในหัวของนางหยางน่านึกขึ้นได้แล้วว่าเมื่อวานตัวเองเผลอหลับไปก่อน โดยทิ้งลู่จิวไว้เพียงลำพัง
พอรู้ตัวขึ้นมาหยางน่าก็รีบร้องเรียกหาลู่จิวด้วยความร้อนใจ “ลู่จิว เจ้ายังอยู่ไหม”
‘…’
ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ไม่มีเสียงตอบกลับดังขึ้นมาในหัวเลยสักนิดหยางน่าตบศีรษะของตัวเองเบาๆ พลางกล่าวโทษตัวเองว่าไม่น่าเผลอหลับทิ้งไปโดยไม่บอกกล่าวเลยลู่จิวจะรู้สึกอย่างไรหากว่านางหายตัวไปกะทันหันเช่นนั้น สตรีผู้นี้ยิ่งมีภูมิหลังเรื่องการถูกทิ้งอยู่ด้วย
“นี่ ลู่จิวข้าขอโทษจริงๆ เมื่อวานข้าไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งเจ้านะ ข้าแค่เหนื่อยมาก ก็เลยเผลอหลับไปเท่านั้นขอโทษด้วยนะ เจ้าอย่าทำเมินเฉยกับข้าอย่างนี้เลย” หยางน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนทั้งยังแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด
“…”
ยามนี้หยางน่าไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายแค่โกรธนางหรือว่าหายไปแล้วจริงๆกันแน่ ฉับพลันนั้นความรู้สึกกลัวก็ปรากฏขึ้นมาในใจอย่างเลือนราง
“ลู่จิวเจ้าอย่าทำอย่างนี้สิ ข้าใจคอไม่ดีเลยนะ” หยางน่าเอ่ยด้วยความร้อนใจก่อนจะหันไปเห็นหอยขมที่อีกฝ่ายทิ้งค้างคืนเอาไว้ ยังไม่ได้แตะต้อง
เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วหยางน่าจึงหลับตาอย่างจำยอม แล้วค่อยหยิบมันขึ้นมาและพูดว่า “ข้าจะยอมกินเจ้านี่ก็ได้แต่เจ้าต้องหายโกรธข้านะ”
พอพูดจบแล้วหยางน่าก็สำรวจดูสิ่งมีชีวิตตัวสีดำไหม้เกรียมตรงหน้าแวบหนึ่ง ดูจากซากหอยที่วางอยู่ก่อนแล้วนางก็เดาได้เลยว่าส่วนที่กินได้อยู่ข้างในนี้นี่เองหยางน่าใช้ปลายนิ้วแคะเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวดำปี๋นั้นออกมา ยิ่งมองนานเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกขนลุกมากขึ้นเท่านั้นแต่เพื่อทำให้อีกฝ่ายหายโกรธนางจึงต้องจำใจยัดสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดนั้นเข้าปากไป
วินาทีที่ปลายลิ้นของนางแตะโดนก็สัมผัสได้ถึงความเหนียวที่จืดชืดมิหนำซ้ำยังมีเศษอะไรบางอย่างดังกรุบกรับข้างในปากของนางอีกด้วย
หยางน่ากล้าพูดได้เลยว่านี่เป็นอาหารที่รสชาติแย่ที่สุดเท่าที่นางเคยกินมาในชีวิตนี้แล้วแต่เพื่อให้ลู่จิวหายโกรธ นางจึงจำเป็นต้องกลืนมันลงไปและฝืนใจพูดออกมาว่า “อะ อืม อร่อยจริงๆ”
“…”
ถึงแม้นางจะกลืนสิ่งมีชีวิตตัวนั้นลงไปแล้วแต่ก็ยังไม่มีการตอบกลับใดๆ หยางน่าจึงจำเป็นต้องกลั้นใจกินต่อไปอีกหลายตัว
หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ตอบนางแล้วจริงๆหยางน่าจึงได้ดื่มน้ำล้างคอและไม่คิดจะฝืนตัวเองอีกต่อไป “เจ้าอยากโกรธก็โกรธไปเลยนะคนใจร้าย ข้าไม่สนใจเจ้าแล้ว ข้าจะออกไปหางานทำ!”
พอพูดจบแล้วหยางน่าก็ล้างหน้าที่ริมลำธารก่อนจะจัดเสื้อผ้าและทรงผมให้ดูดี แล้วเดินย่ำเท้าหาหนทางกลับเข้าเมืองไปเพียงลำพัง
ถึงแม้ว่ายามนี้ในใจจะรู้สึกขุ่นโกรธมากเพียงไรแต่หยางน่าก็เป็นมืออาชีพมากพอ นางข่มความรู้สึกภายในเอาไว้และยังคงประดับรอยยิ้มที่งดงามและเป็นมิตรออกตามหาตำแหน่งงานที่นางพอจะสามารถทำได้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
“ขออภัยแม่นาง ร้านค้าของข้ามีช่างตัดเย็บประจำอยู่แล้ว ตอนนี้ยังไม่รับคนงานเพิ่ม”เถ้าแก่ร้านขายผ้าตอบกลับอย่างสุภาพก่อนจะเดินหันหลังกลับเข้าร้านและไม่ได้สนใจนางอีก
หยางน่ายิ้มรับฝืดๆก่อนจะเดินจากไปหางานทำที่ร้านค้าข้างหน้าแทน วันนี้นางไม่เพียงแต่จะไปร้านขายเสื้อผ้าหรือโรงเย็บปักเท่านั้นนางยังลองสอบถามร้านเครื่องประทินโฉม รวมถึงร้านอัญมณีซึ่งทั้งหมดนี้ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตในอดีตของนางหากได้ทำงานในสิ่งที่เคยรู้จักมาก่อนคงจะดีกว่าการเริ่มต้นใหม่โดยไม่รู้สิ่งใดเลย
แต่ไม่ว่าหยางน่าจะแนะนำตัวดีมากแค่ไหนหรือบอกเล่าถึงความสามารถของตัวเองมากมายสักเพียงไรหากร้านค้าเหล่านั้นไม่ใช่เพราะมีคนทำงานประจำอยู่แล้วต่างก็ต้องการคนที่มีประสบการณ์และพร้อมลงมือทำงานเลยทั้งนั้น
ทว่าตัวนางมีเพียงแค่ลมปากไม่เคยมีประสบการณ์ลงมือทำงานจริงมาก่อนทั้งยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้ก็ไม่แปลกที่จะไม่มีใครเชื่อถือและรับนางเข้าทำงานเลยสักคน
แสงตะวันที่ร้อนแรงแผดเผาไล่ตามหลังมาเรื่อยๆยามนี้แผ่นหลังบางเปียกชื้นไปด้วยคราบเหงื่อไคล นางเดินหางานมาตั้งแต่เช้าจรดเที่ยงวันแต่กลับไม่มีร้านค้าหรือโรงเย็บปักใดยอมรับนางเลยสักคนหรือว่าชีวิตจริงนี้ผู้คนหางานทำกันยากเย็นเช่นนี้อยู่แล้ว?
โครก~~
ความหิวโหยอันแรงกล้านั้นได้ปลุกลู่จิวให้ฟื้นคืนตื่นจากการหลับใหลนางมองดูภาพที่ตัวเองกำลังนั่งอยู่ข้างถนน พร้อมด้วยความรู้สึกบีบคั้นแล้วยังเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นอย่างมาก ความรู้สึกที่สับสนปนเปกันนี้ทำให้นางรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลยก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า ‘พระชายา นี่เจ้าปล่อยให้ตัวเองหิวอีกแล้วรึ’
ยามนี้หยางน่ากำลังฟุบหน้าลงกับหัวเข่าพอได้ยินเสียงร้องที่คุ้นเคยแล้ว นางก็หยุดชะงักไปในทันที “เอ๊ะ! ลู่จิว เจ้ากลับมาแล้วรึ เจ้าไม่ได้ทิ้งข้าไปหรอกรึ!”
“โธ่เอ๊ย! เจ้าไม่ตอบข้าเลยสักคำข้าก็นึกว่าเจ้าโกรธข้าและทิ้งข้าไปเสียแล้ว โชคดีจริงๆ ที่เจ้ายังอยู่!”
เสียงร้องที่ดีใจของอีกฝ่ายทำให้ลู่จิวลืมเลือนเรื่องที่จะบ่นไปและรู้สึกโล่งใจไม่แพ้กันที่อีกฝ่ายยังไม่ทิ้งนางไปไหนก่อนจะตอบกลับไปว่า ‘ข้าต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามเจ้าว่าเจ้าหายไปไหนมา ปล่อยให้ข้านอนอยู่ในป่าเพียงลำพัง’
“ข้าไม่ได้หายไปไหนนะ ตอนที่เจ้าบอกให้ข้าหลับตา จู่ๆข้าก็รู้สึกง่วงขึ้นมาก็เลยเผลอหลับไปเท่านั้น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งเจ้านะ ข้า...”หยางน่าคิดที่จะแสดงความจริงใจของตัวเอง แต่กลับถูกลู่จิวพูดตัดบทเสียก่อน
‘เอาเถอะๆ ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจเพราะเมื่อคืนหลังจากที่เจ้าไม่ตอบข้าข้าก็ได้แต่นั่งคิดอะไรเพลินๆ ไป จากนั้นข้าก็เผลอนอนหลับไปไม่ได้สติขึ้นมาอีกเลย’
“นี่มันออกจะแปลกไปหน่อยกระมัง เห็นอยู่ชัดๆ ว่าพวกเราเป็นเพียงดวงวิญญาณแต่ทำไมถึงรู้สึกง่วงนอนและเหนื่อยล้าเหมือนตอนเป็นมนุษย์เล่า เจ้าจะง่วงนอนก็ไม่แปลกหรอกเพราะถึงอย่างไรเวลานั้นเจ้าก็เป็นคนใช้ชีวิตอยู่แต่ว่าข้านี่สิเป็นวิญญาณแต่ดันง่วงนอนเนี่ยนะตอนที่ข้าเป็นวิญญาณเร่ร่อนไม่เห็นจะรู้สึกง่วงหรือหิวมาก่อนเลยแต่พอมาอยู่กับเจ้าดันไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ทั่วไป นี่มันออกจะพิสดารเกินไปหน่อยกระมัง”
ลู่จิวพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่หยางน่าพูดก่อนจะตอบกลับไปว่า ‘ข้าคิดว่าวิญญาณของพวกเราอาจรู้สึกเหนื่อยล้าไม่ต่างอะไรจากร่างกาย วันนี้พวกเราไม่ต้องสลับร่างกันข้าอยากรู้ว่าถ้าข้าไม่ได้ออกไปใช้ชีวิต ข้าจะง่วงนอนเหมือนเจ้าหรือไม่ข้าอยากจะทำความรู้จักกับร่างกายนี้สักหน่อย’
“เอาอย่างนั้นก็ได้” หยางน่าพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเพราะตัวนางเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกันว่าถ้าอยู่ในรูปลักษณ์วิญญาณตลอดจะเป็นอย่างไร
‘อย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ นั่นหมายความว่าวันนี้เจ้าจะต้องเป็นคนหาเลี้ยงร่างกายนี้นะ’ลู่จิวเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ
“เอ๋ ข้ารึ แต่ว่าข้าทำอาหารไม่เป็นนะ” หยางน่าเอ่ยออกมาด้วยความไม่มั่นใจแต่เมื่อลองคิดดูแล้วว่าตัวเองคงจะต้องอยู่ในร่างนี้ต่อไป คงไม่อาจพึ่งพาลู่จิวได้ตลอดดังนั้นนางจึงเอ่ยออกมาอีกครั้งว่า “ข้าจะลองดูก็แล้วกัน”
เมื่อเวลาผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามสตรีทั้งสองนางก็ต้องนั่งร้องคร่ำครวญอยู่ข้างถนนด้วยความหิวโหยยามนี้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว แต่พระชายาผู้นี้ยังหาอาหารไม่ได้เลยสักนิดจนกระทั่งลู่จิวตัดสินใจเอ่ยเร่งรัดอีกฝ่าย ‘พระชายา หากจะออกนอกเมืองยามนี้คงไม่ทันแล้วข้าว่าวันนี้พวกเราคงต้องขโมยผักของพวกชาวบ้านกินแล้วล่ะ’
“แต่ว่า...การขโมยของผู้อื่นเป็นสิ่งไม่ดีนะ ข้าไม่เคยขโมยของผู้ใดมาก่อนข้าเกรงว่า...” หยางน่าอดพูดแย้งขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
‘หรือว่าเจ้าจะปล่อยให้พวกเราหิวตายอยู่อย่างนี้’ ลู่จิวเอ่ยออกมาอย่างอดไม่ได้ความรู้สึกหิวยามที่เป็นวิญญาณทรมานยิ่งกว่าตอนเป็นมนุษย์เสียอีก
“ข้า...” หยางน่าไม่อาจเอ่ยถ้อยคำใดออกมาได้และเข้าใจดีว่าตอนนี้พวกนางหมดสิ้นหนทางแล้วจริงๆผู้คนโดยรอบต่างก็แยกย้ายกันกลับที่พักกันเกือบหมดแล้ว ร้านค้าต่างๆเองก็ทยอยปิดแล้วเช่นกัน นางไม่อาจขอความช่วยเหลือใครได้อีกแล้ว
‘หากเจ้าไม่สบายใจก็คิดเสียว่าข้าเป็นคนขโมยก็แล้วกัน’ ในที่สุดลู่จิวก็ยอมแพ้แล้วความรู้สึกหิวแต่ทำอะไรไม่ได้เช่นนี้มันทรมานเกินไปจริงๆ
‘อีกอย่างนะ พวกเราไม่ได้ฆ่าแกงใครสักหน่อยพวกเราแค่จะขโมยผักจากสวนของผู้อื่นเท่านั้น พืชผลเหล่านี้ล้วนงอกเงยออกมาได้ใหม่ตามธรรมชาติต่อให้ขาดหายไปเพียงลูกเดียว เจ้าของบ้านก็ไม่เดือดร้อนอะไรหรอก’
“ไหนเจ้าบอกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วไง” หยางน่าอดทวนถึงคำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้
‘ก็ใครมันจะไปรู้ว่าพอเป็นวิญญาณแล้วยังหิวเช่นนี้เจ้ามีทักษะกันใช้ชีวิตต่ำเสียจนข้าไม่ยื่นมือช่วยไม่ได้เพราะหากยังเป็นอย่างนี้ต่อไปมีหวังพวกเราคงได้อดตายในสักวันข้าไม่ได้รอดชีวิตกลับมาเพื่อให้ตัวเองอดตายนะ’
หยางน่าก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิดลู่จิวไม่ได้สนใจท่าทางเหงาหงอยของอีกฝ่าย ยามนี้นางหิวจนท้องไส้จะขาดแล้วสายตาก็พลางมองสอดหาบ้านกลุ่มเป้าหมายก่อนจะพบกับบ้านหลังหนึ่งที่อยู่สันโดษจากผู้อื่นลู่จิวไม่รอช้าเลือกบ้านหลังนี้ทันที
‘น่าน่าเจ้าไปขโมยแตงกวาข้างบ้านมา เดี๋ยวข้าจะดูลาดเลาให้’ ครั้งนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาดหากพลาดไปแล้วคืนนี้พวกนางคงต้องนอนอดอยากอยู่ริมถนนแน่
“…”หยางน่าแตะปลายนิ้วมือลงบนริมฝีปาก ดวงตาคู่งามมองดูแปลงผักเขียวชอุ่มข้างบ้านหลังนั้นสีหน้าของนางดูลังเลใจยิ่งนัก
ท่าทางของนางดูงดงามแช่มช้อยดั่งเช่นสตรีที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดีนางยืนเด่นเป็นสง่าท่ามกลางแปลงสวนผักของผู้อื่นชม้ายชายตาแลมองพืชพรรณเขียวชอุ่มเหล่านั้นราวกับกำลังชื่นชมสวมดอกไม้หลังบ้านของตัวเองก็มิปานดูไม่เหมือนผู้ที่จะมาขโมยของผู้อื่นเลยสักนิด
‘เจ้ายืนนิ่งอยู่ทำไม ไปสิ เดี๋ยวก็มีคนมาเห็นหรอก!’ลู่จิวที่อยู่ในรูปลักษณ์ของดวงวิญญาณและใช้ร่างโปร่งแสงของตัวเองช่วยดูลาดเลาช่วยสตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นี้พลางเอ่ยถามด้วยความร้อนใจเพราะกลัวจะมีชาวบ้านคนใดมาเห็นพวกนางเข้า
“ข้าไม่รู้ว่าแตงกวาคือต้นใด เรื่องนี้เสด็จแม่ฮองเฮามิได้สอนข้า...”
หยางน่าทำสีหน้าเศร้าสร้อยเล็กน้อยช่างน่าเสียดายนักที่ตำราสอนหญิงเหล่านั้นล้วนใช้ได้แค่เพียงในวังเมื่อออกมาข้างนอกแล้ว ความรู้ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย...
ลู่จิวที่เป็นดวงวิญญาณอิงอาศัยร่างของตัวเองก็ถึงกลับกลอกตามองบนให้กับชายาผู้สูงศักดิ์ไม่เคยแปดเปื้อนดินโคลนผู้นี้ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจ
‘ข้าว่านะ เจ้าสลับกลับไปอยู่เวรกลางคืนจะดีกว่า หากเจ้าอยู่เวรกลางวันมีหวังพวกเราคงได้อดตายเร็วๆนี้แน่’
หยางน่ายิ้มอย่างเอียงอายเล็กน้อยก่อนจะกรีดปลายนิ้วมือทัดปอยผมไว้ที่ข้างหูอย่างแช่มช้อย
“ข้าก็ว่าเช่นนั้นเหมือนกัน...”
ลู่จิวถอนหายใจออกมาแรงๆหนึ่งทีและเตรียมที่จะสลับร่างกับหยางน่าแต่ทันใดนั้นเองก็มีหญิงชราผู้หนึ่งเปิดประตูออกมาเมื่อเห็นว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังยืนพึมพำกลับตัวเองราวกับคนสติวิกลจริตนางก็พลันเอ่ยถามว่า “แม่นาง เจ้ามาทำอะไรที่แปลงผักของข้า”
เสียงแหบพร่าที่แฝงไปด้วยความหวาดระแวงของหญิงชราทำให้หยางน่าสะดุ้งตกใจ“ข้า...คือว่าข้า...”
“เจ้าว่าอะไรนะ” หญิงชราผู้นั้นนัยน์ตาฝ้าฟาง ทั้งยังหูไม่ค่อยดีอีกด้วย
“ขออภัยเจ้าค่ะท่านยาย ข้าลำบากมากจริงๆตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยสักอย่างข้าถึงได้หน้ามืดคิดที่จะขโมยผักในสวนของท่าน ข้าผิดไปแล้ว...”
ครั้งนี้หยางน่าไม่ได้ทำมารยาแต่อย่างใดทว่านางกลับรู้สึกผิดอย่างแท้จริง คนที่ครั้งหนึ่งเคยมีฐานะสูงศักดิ์กลับต้องมาลดตัวแย่งชิงสิ่งของผู้อื่นเพื่อประทังชีวิตซ้ำร้ายนางยังมาขโมยของหญิงชราที่ชีวิตยากลำบากอยู่แล้วด้วยบอกตามตรงเลยว่านางรู้สึกผิดต่ออีกฝ่ายมากจริงๆ
หญิงชราที่อยู่ตรงหน้านี้มีดวงตาที่ฝ้าฟางบนร่างสวมชุดผ้าป่านเนื้อหยาบที่มีรอยปะชุนจนแทบจะไม่เป็นชิ้นดีผิวหนังเหี่ยวย่นและดำคล้ำ ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าหญิงชราผู้นี้มีชีวิตที่ยากลำบากมากเพียงไรต่อให้นางคิดจะช่วงชิงสิ่งของไปจากหญิงชราซึ่งๆ หน้าหญิงชราผู้นี้ก็คงจะไม่มีเรี่ยวแรงขัดขืนอยู่ดี
.
.
.