ร่างของใครบางคนย่างกรายเข้ามาในสนามแข่งพร้อมติเตียนอัศวินหนุ่ม
“อ... อัลเฟร็ด ขออภัย ท่านแม่ทัพเอมาล”
ชาลล์มองผู้ที่เข้ามาใหม่ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
อัลเฟร็ด เอมาล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งแม่ทัพอัศวินที่เกือบจะตกเป็ของชาลล์ก่อนเกิดเหตุการณ์ลักพาตัวหรือเรียกได้ว่าตอนนี้เขาเป็หัวหน้าของชาลล์นั่นเองและยังเป็พี่ชายของเวเนซซ่าอีกด้วย
“น่าสมเพชจริงๆ ขนาดตั้งใจแล้วยังทำได้แค่นี้คนเค้ามองกันทั้งสนามแล้วรู้ตัวบ้างไหม? เ้าควรจะยอมรับความพ่ายแพ้แล้วรีบออกไปจากลานประลองได้แล้วนะชาลล์”
อัลเฟร็ดพูดอย่างไร้อารมณ์
ชาลล์ฉุกคิดได้พลันดวงหน้าแดงก่ำแล้วจึงมองไปรอบกาย
อัศวินหนุ่มพยายามข่มความอัปยศนี้เอาไว้ สีหน้าของเขาจึงกลับมาเป็ปกติได้อย่างรวดเร็ว
“ข...ข้าแพ้แล้ว”
ชาลล์ยืนตรงแสดงการยอมรับความพ่ายแพ้ก่อนจะก้มศีรษะคำนับตามธรรมเนียมของการประลอง
“ขอบคุณครับ”
ริโอะโค้งคำนับตอบหนึ่งครั้ง
จากนั้นชาลล์ก็สะบัดหน้าหนีก่อนจะออกจากสนามแข่งไปอย่างรวดเร็ว
การประลองฝีมือของรอบถัดไปเป็ไปอย่างราบรื่นจนในที่สุดก็จบลงอย่างสวยงาม

และผลการแข่งขันคือตัวแทนจากทีมโรงเรียนเบลต์ลัมที่ชนะอัศวินได้มีเพียงริโอะคนเดียวเท่านั้น
ส่วนคนที่เหลือต่างก็พ่ายแพ้ให้กับเหล่าอัศวินอย่างยับเยิน
ทุกๆ ปี นักเรียนและอัศวินจะผลัดกันชนะ
แต่ในปีนี้นั้นต่างไป อาจเป็เพราะความอับอายจากการพ่ายแพ้ของชาลล์อัศวินคนอื่นๆ จึงต้องช่วยกันกู้ศักดิ์ศรีของนักรบกลับคืน จึงได้เอาจริงเอาจังกันจนชนะเด็กตัวเล็กๆแบบนี้
...
ณ คฤหาสน์ของดยุกอัลโบ ประจำนครหลวงเบลต์ลัมต์
ชาลล์กำลังดื่มสุราในห้องของตนพร้อมกับเสวนากับใครบางคนอยู่
“บ้าเอ๊ย!!!! นึกแล้วก็โมโหไอ้ยุกโนที่มันล้อเลียนข้า!!”
ชาลล์กระดกเหล้าในมือพร้อมก่นด่าเขาเจ็บใจกับการประลองฝีมือในวันนี้จึงทำให้หัวเสียตลอดวัน
อัศวินหนุ่มหน้าแดงก่ำด้วยพิษสุรา
“ฮึฮึ ใจเย็นๆ ก่อน อย่าโมโหไปเลยท่าน”
ชายวัย 30 ผู้นั่งตรงข้ามกับชาลล์พูดแล้วแสยะยิ้ม
“...ท่านเลสขออภัยด้วยที่ข้าต้องให้ท่านได้มาเห็นสภาพน่าอายเช่นนี้”
ชาลล์พูดด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างไม่สบอารมณ์
“ข้าเข้าใจดี...การแข่งขันแบบนั้นบางครั้งอัศวินก็ต้องยอมอ่อนข้อให้นักเรียนชนะบ้างท่านโกรธที่ถูกต่อว่าล่ะสิ”
“ใช่! การแข่งแบบนี้มันแข่งเอาสนุกเฉยๆ ไม่ใช่หรือทำไมเ้าพวกลูกกระจ๊อกยุกโนต้องมารุมต่อว่าข้าด้วย ทั้งๆที่พวกมันไม่รู้เื่การใช้ดาบเลยแท้ๆ!!”
เมื่อเลสเปิดประเด็นชาลล์จึงพ่นความอัดอั้นออกมาไม่หยุด
“เป็เพราะพวกมันอิจฉาท่านกระมัง มันจะเห่าอะไรก็ปล่อยไปเถอะท่านเพียงแค่รอดูจังหวะก็พอ”
เลสพูดเสริมสร้างความมั่นใจให้กับชาลล์
“ตอนนี้พวกยุกโนมันกำลังขยายอิทธิพล แม้แต่พระาายังหวั่นเกรงพวกมันเลย”
ชาลล์มองเลสอย่างแฝงความนัย
“ใช่แล้วล่ะ เราไม่ควรปล่อยให้พวกมันเหิมเกริมไปมากกว่านี้ พวกนี้ไม่เบาเหมือนกันนะที่อาศัย่เวลาที่ท่านกำลังตกต่ำมาสร้างเนื้อสร้างตัวแล้วได้ขนาดนี้มันต้องมีช่องโหว่อะไรบ้างสิน่า!”
“5 ปีแล้วสินะ”
ชาลล์คิดถึงเื่อดีตที่ผ่านมาก็มีสีหน้าเหยเกด้วยความหงุดหงิด
“จะว่าไปแล้วพวกยุกโนก็เริ่มขยายอำนาจั้แ่ตอนนั้นเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับท่านด้วยใช่ไหมขอรับ?”
“อืมที่จริงวันนี้คู่ต่อสู้ของข้าก็คือไอ้เด็กที่ถูกสงสัยในคดีลักพาตัวองค์หญิงเมื่อ 5ปีก่อนด้วย ตอนนั้นข้าเป็คนสอบสวนมันเอง”
“อ่อ....”
เลสมีท่าทีสนใจเื่ของเด็กชายต้องสงสัยผู้นี้
“ไอ้เด็กนี่มันตายยากจริงๆ ต่อยเท่าไรก็ไม่ยอมปริปากมันมีพิรุธมากๆข้าเลยคิดว่าถ้าบีบบังคับด้วยกำลังสักหน่อยมันคงจะยอมอ้าปากบอกข้าบ้าง”
“พิรุธแบบไหนขอรับ?”
“ก็อย่างเช่น มันเคยอยู่กับพวกนักเลงในสลัม ซ้ำยังมีแค่มันคนเดียวที่รอดชีวิตแต่นักเลงคนอื่นถูกฆ่าตายหมดมันยังบอกอีกว่าคนที่ฆ่านักเลงคือนักฆ่านิรนามซึ่งมันเป็คนจัดการกับนักฆ่าคนนั้นเองกับมือ”
“แปลกอย่างที่ท่านว่า...”
“เสียดาย... ตอนนั้นมันยังไม่ทันได้สารภาพการสอบสวนก็ถูกสั่งยกเลิกซะก่อน เพราะองค์หญิงคืนสติแท้ๆ”
ชาลล์ทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหมั่นไส้เด็กกำพร้าดวงแข็ง
เขาเทเหล้าลงในแก้วโลหะที่ว่างเปล่าแล้วกระดกพรวดเข้าปากทีเดียว
“เด็กคนนี่เหมือนเป็ศัตรูที่ฟ้าลิขิตมาให้ขัดขวางท่านเลยนะขอรับ”
“ฮ่าๆๆ ถ้าวันนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันข้าคงฆ่ามันให้ตายคามือไปแล้ว!”
ชาลล์เริ่มเมา เขาจึงใจกล้าบ้าบิ่นและพูดจาโอ้อวดอย่างอารมณ์ดี
ส่วนเลสก็ยิ้มอย่างเบิกบาน
“ท่านเก็บเอาความหาญกล้านี้ไปจัดการกับไอ้ยุกโนดีกว่านะขอรับ”
พูดเสร็จแล้วเลสก็ยกแก้วเหล้าในมือชนกับชาลล์
...
หลังเลิกเรียนของวันรุ่งขึ้นหลังจากวันแข่งประลองฝีมือ
อาจารย์สาวเซเรียตั้งใจว่าจะฉลองชัยชนะของนักเรียนคนโปรดของเธอด้วยใบชาและขนมเลิศรส
ในระหว่างที่เธอกำลังเดินกลับไปยังห้องวิจัยจากอาคารเรียนที่เธอเพิ่งจะสอนคาบสุดท้ายเสร็จ
เซเรียก็พบเข้ากับริโอะโดยบังเอิญ
เธอตั้งท่าจะะโเรียกให้เด็กชายรู้ตัว
“อ๊ะ! ริ...โอะ...”
แต่เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็พบว่าเด็กชายที่เธอกำลังจะเรียกนั้นเดินมากับเด็กผู้หญิงอีกคนเสียงเรียกของเธอจึงแ่ลงในตอนท้าย
ชื่อเสียงของริโอะในโรงเรียนย่ำแย่จนถึงขีดสุดการที่เขาจะสุงสิงกับนักเรียนคนอื่นนั้นแทบจะเป็ไปไม่ได้หากจะได้คุยกับใครก็คงเป็ตอนที่โดนรุมรังแกเสียมากกว่า
ในสมองของอาจารย์สาวขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อเห็นว่าริโอะไม่ได้อยู่ตามลำพัง
เด็กทั้ง 2 กำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง
ดูเหมือนพวกเขากำลังมองหาที่ลับตาคน
(ท... ทำยังไงดี? หรือเขาเข้าไปพัวพันกับเื่ไม่ดีอีกแล้ว?)
เมื่อเห็นว่ารอบๆ ไม่มีใครตามมา อาจารย์สาวจึงแอบตามทั้ง 2คนไปอย่างเงียบๆ
ในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หลังอาคารหอสมุด
ที่แห่งนี้สถานที่ไร้ผู้คน
เด็กทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน
“อ...เอ่อ! นี่ค่ะ! ช่วยอ่านหน่อยนะคะ!”
ฝ่ายหญิงยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ริโอะด้วยท่าทางประหม่า
“ครับ... มันคือ?”
“ก...การแข่งขันเมื่อวาน เท่มากเลยนะคะ!”
เด็กสาวรีบตัดบทอย่างร้อนรน
พวงแก้มของเธอแดงก่ำต่อหน้าริโอะที่ยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์
“อ่อ... ขอบคุณครับ”
ริโอะบอกขอบคุณทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจดหมายในมือนั้นคืออะไร
“ล... แล้วที่เหลือเขียนอยู่ในจดหมายนะคะ ลาก่อนค่ะ!”
เด็กหญิงคงจะทนความอึดอัดไม่ไหวเธอจึงรีบร้อนจากไปโดยที่ไม่รอฟังคำตอบ
“เอ๊ะ? ด... เดี๋ยวก่อน!”
ริโอะรีบเรียกเด็กหญิงไว้แต่เธอกลับวิ่งไปโดยไม่เหลียวกลับมามองอีกเลย
“แย่แน่...”
เด็กชายที่ถูกทิ้งไว้ตามลำพังพึมพำด้วยสีหน้าลำบากใจ
ซองจดหมายในมือนั้นมีน้ำหนักพอตัว
แบบนี้... คงหนีไม่พ้นเป็จดหมายรักแน่
อ่านแล้วก็ต้องเขียนตอบอีก ยุ่งยากจริง!
ริโอะรู้สึกลำบากใจ
“เอ่อ... คือ... ริโอะจ้ะ”
ทันใดนั้นเซเรียก็ปรากฏกายขึ้น
“อาจารย์... เห็นหมดแล้ว?”