“องค์จักรพรรดิ เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วพะยะค่ะ เกิดเรื่อง….”องครักษ์ประจำพระองค์วิ่งมาด้วยความแตกตื่น แต่ไม่ทันได้กล่าวจบเสียงองค์จักรพรรดิก็ถ่ายทอดมา “ว่ามา มีเรื่องอะไรทำไมเจ้าถึงได้แตกตื่นเช่นนี้” เมื่อได้ยินเสียงขององค์จักรพรรดินั้น องครักษ์ประจำพระองค์ก็หมอบกราบลงไปกับพื้นพร้อมสีหน้าที่แตกตื่นเช่นเดิม “องค์จักรพรรดิผู้สูงส่ง กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะทูลให้ทราบ ที่เมืองชายขอบทางเหนือของจักรวรรดิกำแพงเมืองหมายเลขที่เจ็ดสิบห่างออกไปราวห้าสิบกิโลเมตรได้มีกระแสพลังแปลกพิศดาลคาดว่าคงเป็นของปีศาจระดับเจ็ดและระดับแปด” “หืม!! มากันมาถึงเพียงนี้เชียวรึ เดี๋ยวก่อนนะที่นั่นมัน...” องค์จักรพรรดิตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ความคิดตอนท้ายนั้นน่ากล้วยิ่งกว่าปีศาจระดับแปดเสียอีก “ใช่แล้วเป็นไปตามที่พระองค์ทรงเข้าใจ ที่นั่นกระหม่อมได้ฝากฝังให้ เทรอน คาร์เวีย บอกกล่าวตามกระแสรับสั่งให้ ผู้บัญชาการหน่วยราชการลับที่สามสิบเก้าพร้อมผู้ติดตามคนสนิทสองคนนำสาร์นมังกรแห่งแสงซึ่งเป็นพระราชสาร์นลับสูงสุดแห่งองค์จักรพรรดิเดินทางไปที่แห่งนั้นเมื่อสิบสี่วันก่อน” องครักษ์ประจำพระองค์ในตอนี้สีหน้าย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม “เฮ้อ เราต้องเสียบุคคลฟ้าประทานไปอีกคนอย่างนั้นรึ ชั่งน่าปวดใจจริงๆ ส่งกระแสจิตจักรพรรดิคำสั่งระดับสองไปบอกเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดรวบรวมระดับผู้พิชิตและผู้กอบกู้ให้มุ่งหน้าไปในทันที ไม่อาจรอช้าได้” น้ำเสียงที่เปร่งออกมาอย่างเร่งเร้าที่ปรากฎความร้อนใจในน้ำเสียง ถ้าหากองค์จักรพรรดิอยู่ตรงหน้าองครักษ์แล้วละก็สีหน้าคงหม่นหมองหน้าดู “รับสนองราชโองการแห่งองค์จักรพรรดิ ขอให้พระองค์ทรงอายุยืนนับหมื่นๆปี"
...............
ใบหน้าขององค์จักรพรรดิดูไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง “หวังว่าเจ้าหนูนั่นจะรอดมาได้นะ” ขนาดที่กำลังมีสีหน้าที่ดูไม่ค่อยดี ทันใดนั้นเองประตูห้องทำงานของตนเองก็ถูกเปิดออก องค์หญิงลำดับที่สองแห่งจักรวรรดิรุ่งอรุณก็เดินเข้ามาแต่ก็พบกับสีหน้าที่ย้ำแย่ของท่านพ่อของเธอ
“เสด็จพ่อ ท่านมีความไม่สบายใจอันใดอย่างนั้นรึ”
“อาริเชียรึ!” องค์จักรพรรดินิ่งไปชั่วครู่จากนั้นก็กล่าวต่อ “ตอนนี้องครักษ์ประจำตัวของพ่อมาแจ้งว่ามีปีศาจปรากฎตัวที่ทางตอนเหนือของจักรวรรดิซึ่งมีระดับเจ็ดและระดับแปด คาดว่าน่าจะมากันมากมาย”
“เสด็จพ่อทรงไม่สบายใจเรื่องเช่นนั้นหรือเพคะ”
“ไม่ใช่” องค์จักรพรรดิส่ายหน้าไปมา
“ถ้าเช่นนั้นแล้วมันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นรึเพคะ”
องค์จักรพรรดิลอบมองหน้าของอาริเชียจากนั้นก็ แสดงสีหน้ากลัดกลุ้มที่หนักกว่าเดิม เดิมทีพระองค์คิดว่าจะเก็บเรื่องนี้ไปอีกสักพักจากนั้นก็ค่อยอธิบายแก่อาริเชียฟังแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเธอมาหาพระองค์เองในจังหวะที่ชั่งเหมาะเจาะเกินไปแล้ว
“เฮ้อ พ่อคงปิดเจ้าไม่มิดแล้วอาริเชีย ตอนนี้ที่ทางตอนเหนือกำแพงเมืองที่เจ็ดสิบนั้นพ่อได้ส่งเควินไปทำภารกิจสำคัญบางอย่างเมื่อสิบสี่วันก่อนหน้านี้ในตอนนี้เขาคงไปถึงที่นั่นแล้วละ แต่ตอนนี้พ่อได้ประกาศไปที่เมืองรอบข้างแล้วให้เข้าไปช่วยที่นั่นแล้วเพราะฉนั้นลูกเองก็……” องค์จักรพรรดิพยายามอธิบายอย่างชัดเจนแต่ก็ไม่อาจทำให้อาริเชียนั้นดีใจแม้แต่น้อยกลับกันเธอทำสีหน้าที่บึ้งตึงและเต็มไปด้วยโทสะอย่างรุนแรง ถ้าใครเห็นคงอยากหัวเราะกลับภาพที่เห็นเป็นอย่างยิ่งการที่องค์จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดต้องทำสีหน้าลำบากใจเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกสาวสุดที่รักของตนเอง
“ท่านพ่อ ท่านทำแบบนี้ไปได้ยังไงท่านส่งเขาไปที่แบบนั้นท่านรับปากลูกสาวท่านคนนี้เอาไว้แล้วนิว่าถ้าหากเขาไปแล้วต้องให้ลูกสาวของท่านคนนี้ไปกับเขาด้วย หึ” คำเรียกจากคำว่า “เสด็จพ่อ” พร้อมกับการวางตัวได้หายไปภายในพริบตา สิ่งที่ได้เห็นกลายเป็นท่าทีแข็งกร้าวและเปี่ยมไปด้วยโทสะอย่างรุนแรง
“พ่อก็แค่ส่งไปทำอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเองลูกเอง แล้วก็ได้กำชับไว้ด้วยให้กลับมาทันที” องค์จักรพรรดิก็หลั่งเหงื่อกาฬออกมา
“ท่านพ่อคิดจริงๆเหรอว่าเขาจะไม่ร่วมสงครามท่านคิดตื้นเกินไปแล้วพ่อจำไม่ได้อย่างนั้นรึเขาลงสงครามแทบทุกครั้งหลังจากที่ได้รับประทานตำแหน่งมาจากท่านพ่อและการที่เขาไม่ค่อยจะออกไปไหนช่วงสี่เดือนนี้ก็เพราะลูกสาวของท่านนี้คนนี้ห้ามเขาเอาไว้ว่ารอจนกว่าจะจัดพิธีหมั้นเสร็จไปก่อนแต่นี่พิธีหมั้นของหนูกับเขาที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้แล้ว แต่ท่าน...” อาริเชียก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวอย่างไรกับพ่อของตนเองคำพูดของอาริเชียช่วยดึงเควินไว้ก็จริงแต่ถ้าหากเป็นองค์จักรพรรดิเควินเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้อย่างแน่น่อน แค่เดือนเดียวเท่านั้น แต่แล้วทำไม
“ลูกพ่อใจเย็นๆก่อน พ่อเองก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ปีศาจจะมากันหนักหนาขนาดนี้ พ่อก็…..”
“หึ ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย ลูกสาวท่านจะตามเขาไปเดี๋ยวนี้ละ”อาริเชียพูดเสร็จก็เร่งฝีเท้าวิ่งออกไปนอกห้องอย่างรวดเร็ว
“ลูกพ่อ อย่าพึ่งไป” เสียงปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับคำกล่าวที่ส่งไปไม่ถึงอาริเชีย
………
“ทอล เตรียมเรือเหาะลำที่เร็วที่สุดเดี๋ยวนี้ ข้าจะเดินทางไปที่ชายแดนทางเหนือกำแพงเมืองที่เจ็ดสิบเดี๋ยวนี้”
ชายที่ชื่อทอลต้องหลั่งเหงื่อออกมา องค์หญิงลำดับสองนั้นมีอำนาจมากกว่าองค์จักรพรรดิเสียอีกหากแต่ว่าจักรพรรดิทรงรับสั่งห้ามใครนำเรือเหาะออกไปในเวลานี้
“แต่องค์จักรพรรดิรับสั่งไว้ว่า…..”
“เจ้าอยากโดนตัดหัวหรือมีชีวิตที่ดีขึ้นก็เลือกเอาเองก็แล้วกัน ข้าสั่งเจ้าแล้วหากไม่ทำตามก็ตายเสียเถอะ”
องค์หญิงลำดับสองที่แสนอ่อนโยน สง่างาม ทั้งสูงศักดิ์ผู้นั้นถึงกับออกคำสั่งที่แสนเผด็จการยิ่งกว่าองค์จักรพรรดิเสียอีก ถ้าหากว่าตัวเขาไม่ทำตามก็ต้องตาย! เขายังต้องเลือกอยู่อย่างนั้นรึถ้าหากที่บ้านไม่มีลูกและภรรยาเขาคงเลือกที่หยุดองค์หญิงเอาไว้และพูดหว่านล้อม หากแต่เขามีครอบครัวที่แสนอบอุ่นรออยู่บ้านเพราะฉนั้นเขาก็ไม่มีทางเลือกรีบสั่งให้ลูกน้องของเขาเองจัดเตรียมเรือเหาะหงส์สวรรค์ที่เป็นเรือเหาะประทับประจำพระองค์ขององค์จักรพรรดิทันที
“องค์หญิงเพคะโปรดให้พวกหม่อมฉันไปด้วยเถิด” องครักษ์ประจำพระองค์ของเธอที่เป็นคนของหน่วยราชลับสามคนที่เป็นสามในห้าอัศวินราตรีทมิฬคนที่เควินไว้วางใจที่สุดเอาไว้ปกป้องอาริเชียโดยเฉพาะ
“มาเถอะ ไม่อาจรอช้าได้”ตามจริงแล้วเธอไม่ต้องถึงขั้นเอาองครักษ์ประจำตัวไปเช่นนี้เพราะแค่ผู้คุ้มกันของราชวงศ์ดาวิล ที่เป็นคนสนิทที่สุดขององค์จักรพรรดิที่เป็นถึงระดับราชาจิตวิณญาณ แค่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วแต่เธอไม่อาจปฏิเสธพวกเขาไปได้เพราะสายตาที่ห่วงกังวลต่อเควินนั้นเป็นความรู้สึกอย่างแท้จริงที่ออกมาจากจิตใจของพวกเขาเอง
พอพวกทหารเตรียมเรือเหาะหงส์สวรรค์เสร็จสิ้น อาริเชียก็รีบมุ่งตรงขึ้นไปที่เรือเหาะหงส์สวรรค์ทันทีพร้อมกับดาวิลและองครักษ์ประจำพระองค์ขององค์หญิงลำดับสองอาริเชีย พอครบจำนวนที่ขึ้นมาเสร็จอาริเชียไม่รอช้ารับสั่งให้ดาวิลขับเรือเหาะหงส์สวรรค์ทันทีและใช้ความเร็วขั้นสูงสุด
………
ท่ามกลางความสบายใจของเควินที่ได้มาพักร้อนในครั้งนี้ถึงเขาจะไม่ได้บอกกล่าวกับอาริเชียไว้แต่ว่าเขาเองก็ไม่อยากขัดราชโองการลับที่เขาต้องมาส่งในครั้งนี้ได้ เขาเองตัดสินใจว่ากลับไปแล้วจะไปขอโทษเธอด้วยตัวเอง
หลังจากนั้นเจ้าเมืองก็นำเรื่องการจัดที่พักเสร็จสิ้นเควินก็มุ่งไปที่บ้านพักทันทีเขาไม่อยากที่จะนั่งอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรก็หยิบหนังสือเล่มพอเหมาะมือเสร็จก็นั่งพักลงเก้าอี้ที่สามารถเอนลงไปนอนได้ ส่วนคอเรนและเรทีน่าเควินก็สั่งให้พวกเขาพักผ่อนตามสบาย เรทีน่าก็เลือกที่จะหยิบหนังสือมาอ่านบ้าง ส่วนคอเรนก็จับคันเบ็ดตกปลาขนาดถนัดมือถือไปที่ทะเลสาบข้างบ้านพักที่ห่างกันเพียงสองร้อยเมตรทันที.........
ก็อกๆๆๆ
“นายท่าน ท่านชาร์ลมาถึงแล้ว”หญิงคนรับใช้คนหนึ่งที่รอรับใช้พวกเควินก็รีบมาบอกเมื่อชาร์ลมาถึง หลังจากที่เธอกล่าวเสร็จคนที่ชื่อ ชาร์ลนั้นก็รีบเข้ามาภายในห้องโดยไว
“ไม่เจอกันนานนะ เควิน นายมาได้ยังไงกัน” เมื่อได้ยินเสียงของชาร์ลเควินก็หยุดอ่านหนังสือหันหน้าไปพูดกับชาร์ลทันที
“อ้อ มาตรวจการนิดหน่อยกับนี่เอาไป” เควินพูดเสร็จก็โยนพระราชสาร์นมังกรแห่งแสงให้ชาร์ลทันที ทำให้ชาร์ลหน้าเปลี่ยนสีรีบพุ่งเข้ามารับโดยเร็วเขาก็บ่นอุบอิบในใจเจ้าทำได้ยังไงนี่มันพระราชสาร์นมังกรแสงพระราชสาร์นสูงสุดนะ
“ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็แค่เศษกระดาษเท่านั้นเอง” เควินหัวเราะชอบใจ ใช่มันก็แค่กระดาษจริงๆ
“เฮ้อ จะบ้าตาย เจ้าทำข้าแทบหัวใจวายข้ารับไม่ได้จะทำยังไง ข้าอาจโดนประหารนะ” ชาร์ลแสดงสีหน้าโล่งอกเมื่อรับพระราชสาร์นทัน
“ไม่โดนหรอก ใครจะกล้านำไปบอกองค์จักรพรรดิกันละจริงไหม” เควินจ้องมาที่หญิงรับใช้คนดังกล่าวเธอก็พลันตัวสั่นสะท้าน
“เจ้านี่อย่าไปแกล้งเธอสิ เฮ้อ” ชาร์ลพูดเสร็จหันไปหา หญิงคนรับใช้ “สิ่งที่เจ้าได้เห็นได้ยินวันนี้ อย่าได้พรั่งปากพูดออกไปละ”
“ข้าไม่พูดแน่เจ้าค่ะ ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”หญิงคนรับใช้ก้มลงหมอบกราบด้วยร่างกายที่สั่นสะท้านเธอไม่คิดว่าผู้มาอาศัยจะเล่นพระราชสาร์นโดยที่ไม่รู้สึกอะไรได้ขนาดนี้
“เจ้านิมาบอกแต่ข้าทีเจ้าละรุนแรงยิ่งเสียอีก” เควินใช้สายตาประเมินหญิงรับใช้คนดังกล่าวท่าทีและการวางตัวต่อเขาสายตาและนิสัยใช้ได้เลยทีเดียว จากที่เข้ามาภายในบ้านพักที่แห่งนี้ก็ดูคนรับใช้ทั้งหมดแต่มีแค่เธอที่แปลกไปจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง จิตวิณญาณในร่างกายที่มหาศาลมากกว่าอัศวินราตรีทมิฬที่เขาสร้างมากับมือเสียอีกและยังมีร่างอรุนรุ่งโรจน์ที่แสนจะหาได้ยากยิ่งทำไมมาปรากฎตัวที่นี่ได้ไม่มีใครสังเกตุเลยรึอย่างไรหญิงรับใช้คนนี้จำเป็นต่อเขามากจริงๆถ้าหากอยากให้เธอมาอยู่ในการดูแลของเขาเองเควินต้องให้ข้อเสนอที่น่าสนใจด้วยเช่นกัน "ใช่ใช้ข้อเสนอครอบครัวแสนสุขก็ไม่เลว" ดีจริงๆที่สั่งหัวหน้าคนใช้ว่าเวลาที่ชาร์ลมาถึงให้เธอนำข่าวมาบอก
............