เหล่าเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านมาถึงเร็วกว่าเธอแต่ละคนสวมเสื้อผ้าที่คิดว่าดีที่สุดของตัวเองมาทำงาน
หัวหน้าฝ่ายสตรีอย่างหยางซู่หัวขอยืมผงชาดจากลูกสาวมาใช้พวงแก้มของเธอจึงมีจุดสีแดงสองข้าง แม้ดูแล้วจะตลกไปบ้างแต่นี่คงเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสุดแก่เหล่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่กำลังจะมาเยือน
“ฉันขอตัวไปเตรียมของในครัวก่อนนะคะ”
“ได้สิสวีจือชิง วันนี้ลำบากคุณแล้ว”
สวีหว่านหนิงเตรียมงานเสร็จก็เริ่มทำไก่ตุ๋นเห็ดโคนที่ใช้เวลาทำนานที่สุดก่อนจากนั้นจึงเริ่มเตรียมทำเมนูอื่น
ประมาณสิบโมงเช้าเธอได้ยินเสียงแตรรถยนต์ดังยาว ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของพวกเด็กๆรวมถึงเสียงต้อนรับของพวกเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้าน
คนใหญ่คนโตจากปักกิ่งมาถึงแล้ว
สวีหว่านหนิงไม่ได้เป็นคนอยากรู้อยากเห็นมากนักเธอแค่ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ลุล่วงก็พอ ไม่จำเป็นต้องออกไปดู
คนสี่คนก้าวลงจากรถคนที่เดินนำหน้าคือชายวัยกลางคนพุงพลุ้ย หวีผมไปด้านหลัง สวมเสื้อแจ็กเกตหนังด้านในแล้วสวมเสื้อคลุมทหารตัวใหญ่ทับด้านนอกเห็นได้ชัดว่าคงประเมินฤดูหนาวของมณฑลเฮยต่ำเกินไป
คนที่เดินตามหลังเขาคือชายวัยกลางคนหน้าตาใจดีมีเมตตาสวมแว่นตากรอบเงินอยู่บนสันจมูกและคนที่อยู่ข้างกายเขาก็คือชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบปี เส้นผมเรียบแปล้ท่อนบนสวมสูทจงซาน [1] แบบประยุกต์เขาดูเนี้ยบและสูงโปร่ง
คนที่เดินรั้งท้ายสุดคือชายรูปร่างค่อนข้างเตี้ยมือของเขาถือกระเป๋าเอกสารสองใบ ดูจากบุคลิกท่าทางแล้วน่าจะตำแหน่งต่ำกว่าคนที่เดินอยู่ตรงกลางสองคนนั้น
“ยินดีต้อนรับทุกท่านมาเยี่ยมชมหมู่บ้านต้าเจียงของพวกเราครับด้านนอกลมแรง พวกเราเข้าไปพักผ่อนด้านในกันเถอะครับ”
ชายหนุ่มกวาดตามองรอบกายแต่ไม่เห็นเงาร่างของคนที่ตนคิดถึงมานาน ก่อนจะก้มศีรษะกระซิบกับคนด้านข้างและเดินตามคนอื่นๆ เข้าไปในสำนักงานฝ่ายคณะใหญ่
ด้านนอกพวกชาวบ้านเริ่มวิพากษ์วิจารณ์
“ฉันได้ยินว่าพวกท่านๆมาจากเมืองใหญ่ ดูบุคลิกท่าทางนั่นสิองอาจน่าเกรงขามกว่าพวกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่เสียอีก”
“ก็ใช่น่ะสิโดยเฉพาะคนที่ดูหนุ่มที่สุดคนนั้น หน้าตาหล่อเหลาเหลือเกิน หนุ่มๆในหมู่บ้านเราเทียบชั้นไม่ติดสักคน”
“อย่าว่าแต่หมู่บ้านเราเลยต่อให้เป็นพวกจือชิงจากในเมือง ก็คงมีแค่ไม่กี่คนที่พอสู้ได้!”
ในห้องที่เพิ่งถูกจัดระเบียบให้กลายเป็นโถงรับแขกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กำลังชงชาให้กับแขกผู้มาเยือนด้วยตัวเอง
คำพูดที่เตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้หายไปจากสมองตั้งแต่ตอนจับมือกับพวกท่านๆ ทั้งหลายแล้ว เขาพูดไม่ออกสักคำ ได้แต่เชิญให้ทุกคนดื่มชา
สถานการณ์ค่อนข้างน่าอึดอัด
สาเหตุเป็นเพราะพวกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่เคยเจอกับบุคคลตำแหน่งสูงสุดแค่ระดับผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นแต่บุคคลที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้เป็นถึงข้าราชการระดับสูงที่มาจากเมืองหลวงของประเทศจีน
ชายคนที่เดินรั้งท้ายสุดดันแว่นตากรอบดำบนปลายจมูกเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า “ผมจะแนะนำกับทุกท่านเองครับ”
“ท่านนี้คือรัฐมนตรีจางจากกระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศจีนท่านนี้คือรองอธิบดีสวีจากกรมกำกับดูแลและตรวจสอบอาหารและยาประจำกรุงปักกิ่งส่วนท่านนี้คือผู้อำนวยการซุนจากโรงงานอาหารชุนหัว”
“สวัสดีครับท่านรัฐมนตรีจางท่านรองอธิบดีสวี และผู้อำนวยการซุน” หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่และคนอื่นๆพากันเอ่ยคำทักทาย
หลังทักทายกันเสร็จผู้อำนวยการซุนก็ยิ้มกว้าง “ทางโรงงานอาหารชุนหัวของพวกเราเตรียมสร้างโรงงานย่อยประจำตำบลสุดท้ายจึงตัดสินใจเลือกหมู่บ้านต้าเจียงของพวกคุณเป็นทำเลที่ตั้งเพียงแต่หมู่บ้านต้าเจียงของพวกคุณจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการสร้างโรงงานย่อยหรือไม่พวกเราคงต้องทำการสำรวจพื้นที่ก่อนครับ”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ” หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กล่าว “หลังทุกท่านนั่งพักผ่อนและรับประทานอาหารสักหน่อยพวกเราจะไปตรวจดูพื้นที่ด้วยกันครับ”
“ไม่ต้องรีบร้อนก่อนการสำรวจพื้นที่ ผมมีไม่กี่คำถามอยากถามทุกท่านก่อน”
ในห้องครัวสวีหว่านหนิงเตรียมอาหารประเภทเนื้อสัตว์สี่อย่างและประเภทผักอีกสี่อย่าง รวมอาหารทั้งหมดมีแปดอย่าง
น่าเสียดายที่ในยุคนี้แค่อาหารยังขาดแคลนการจัดจานอาหารสวยๆ คงไม่ต้องพูดถึง หากเธอตกแต่งจานอาหารจนสวยงามคงไม่เหมาะจึงทำได้แค่ใส่อาหารลงในจานที่นักบัญชีสวีเตรียมเอาไว้แล้วทั้งอย่างนั้น
หน้าตาของมันดูไม่น่ามองแต่ปริมาณชนะเลิศ
หลังทำอาหารเสร็จสวีหว่านหนิงก็มองนาฬิกา สิบเอ็ดโมงสี่สิบนาที ใกล้เวลาอาหารแล้ว
แต่ในห้องประชุมยังคงคุยงานกันเธอทำได้แค่นั่งงีบอยู่บนเก้าอี้ในห้องครัว
ขณะกำลังสะลึมสะลืออยู่นั้นใครบางคนผลักไหล่เธอเบาๆ สวีหว่านหนิงสะดุ้งตื่นทันที
“สวีจือชิงยกอาหารออกไปได้แล้วละ”
“อ้อค่ะ” สวีหว่านหนิงขานรับ ก่อนจะเอาอาหารทั้งหมดใส่ในจาน “หัวหน้าหยาง คงต้องรบกวนคุณช่วยเอาอาหารขึ้นโต๊ะแล้วละค่ะฉันเป็นแค่แม่ครัว ไม่เหมาะจะไปเจอพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูง”
หัวหน้าฝ่ายสตรีเห็นว่าเธอพูดมีเหตุผลจึงไม่คัดค้านเธอเดินเข้าเดินออกหลายรอบเพื่อนำอาหารขึ้นโต๊ะจนครบถ้วน
รัฐมนตรีจางมองจานชามที่เต็มไปด้วยอาหารหลายใบ รอยยิ้มที่คงอยู่มาโดยตลอดเริ่มหายไป
“เป็นแค่มื้ออาหารง่ายๆเท่านั้น พวกคุณทำเสียใหญ่โตขนาดนี้ เห็นพวกเราเป็นคนแบบไหนกัน”
“รัฐมนตรีจางอาหารพื้นบ้านของเกษตรกรอย่างพวกเรานิยมใส่ในจานชามขนาดใหญ่มองดูแล้วเหมือนมีปริมาณมาก แต่ที่จริงแล้วไม่ได้มากขนาดนั้นครับอีกอย่างไก่พวกนี้ก็เป็นไก่ที่ทางฝ่ายคณะใหญ่เลี้ยงเอง เนื้อหมูก็ไม่ได้ใช้มากนักพวกเราตระหนักถึงโอวาทของท่านผู้นำเสมอ ไม่กล้าสิ้นเปลืองอาหารหรอกครับ”
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่อดผวาไม่ได้เคราะห์ดีที่เชื่อคำพูดของสวีจือชิง เตรียมอาหารเรียบง่ายแค่ไม่กี่อย่างมิเช่นนั้นยังไม่ทันได้สำรวจพื้นที่ พวกท่านๆเหล่านี้คงโมโหแล้วขอตัวกลับทันที
รองอธิบดีสวีช่วยเกลี้ยกล่อมน้ำเสียงของรัฐมนตรีจางจึงอ่อนลงบ้าง
“มั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในหมู่บ้านใช่ไหม?”
“รัฐมนตรีจางวางใจได้ครับไม่มีผลกระทบอย่างแน่นอน”
รัฐมนตรีจางไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดและเริ่มคีบอาหาร
“ก๋วยเตี๋ยวหน้าตาธรรมดาแต่รสชาติที่ทำออกมาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เห็ดนี่ก็ด้วย มันคือเห็ดโคนสินะ”
“ครับเห็ดโคนเป็นของขึ้นชื่อของหมู่บ้านต้าเจียงของพวกเรา”หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ยิ้มกว้าง “นี่คือเห็ดที่คนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านไปเก็บมาจากภูเขาหลังหมู่บ้านครับสดใหม่มาก”
รัฐมนตรีจางคีบเห็ดโคนอีกชิ้นส่งเข้าปากเขาค่อยๆ เคี้ยวพลางคิดวางแผนบางอย่าง
รองอธิบดีสวีค่อนข้างสนใจหมูอบหม้อดิน
เขาเคยกินมันหลายครั้งที่ปักกิ่งแทบทุกร้านทำออกมาได้รสชาติแบบเดียวกันแต่อาหารที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเขากลับมีรสชาติแตกต่างออกไป
เขาบอกไม่ถูกว่ามันต่างจากเดิมตรงไหนแต่เขารู้สึกว่ามันอร่อยกว่ามาก
คนที่ไม่ใส่ใจเรื่องรสชาติอาหารมากนักอย่างเขายังอดกินหลายคำไม่ได้
เทียบกับรัฐมนตรีจางและรองอธิบดีสวีผู้อำนวยการซุนดูเป็นตัวของตัวเองกว่ามาก เขาไม่วางตะเกียบเลยตั้งแต่ต้นจนจบ จนกระทั่งหน้าท้องที่กลมโตอยู่แล้วของเขาแน่นไปหมด
“ผู้ใหญ่บ้านหลินพวกคุณเชิญหัวหน้าพ่อครัวของร้านอาหารประจำตำบลเหอตงมาทำอาหารหรือ?” ผู้อำนวยการซุนนั่งพิงพนักเก้าอี้ พลางถามด้วยความสงสัย
เขาเคยกินร้านอาหารของรัฐในชนบทมาหลายแห่งพูดตามตรง รสชาติของแต่ละร้านธรรมดามาก
“ไม่ใช่ฝีมือพ่อครัวใหญ่จากร้านอาหารของรัฐหรอกครับเป็นฝีมือของชาวบ้านในหมู่บ้านเราเองครับ”
หมู่บ้านต้าเจียงมีคนที่มีฝีมือการทำอาหารยอดเยี่ยมขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ?
ผู้อำนวยการซุนไม่เชื่อ
เชิงอรรถ
[1]ซุนยัดเซนเป็นคนคิดค้นชุดสูทนี้โดยซุนยัดเซนมีชื่อจริงว่า ‘ซุนจงซาน’ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อชุดสูท ทั้งนี้ในยุคสมัยของเหมาเจ๋อตงชุดสูทซุนจงซานเป็นที่นิยมอย่างมากและถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของเอกภาพและความเป็นหนึ่งเดียวของชาวจีนเหมาเจ๋อตงเองก็นิยมใส่ชุดสูทจงซานจนกลายเป็นภาพลักษณ์ประจำตัวเขาด้วยเหตุนี้ซุดสูทจงซาน จึงมีอีกชื่อหนึ่งคือ ‘ชุดสูทเหมา’