ลมหนาวพัดผ่านลานวัดชิงเสวียนกวานไม่หยุด
อักขระสีแดงบนพื้นยังคงส่องแสงริบหรี่ ค่ายกลผนึกิญญาส่งเสียงสั่นเบา ๆ ราวกับกำลังรับแรงกดดันมหาศาลจากใต้ดิน
เฒ่าชิงเต้ายืนอยู่หน้าหลุมั์ เสื้อคลุมนักพรตปลิวสะบัดตามแรงลม
ส่วนเงาร่างใต้หมอกดำนั้น… ค่อย ๆ เลือนหายกลับลงไปใต้พื้นดินช้า ๆ
แต่แรงกดดันของมันยังไม่หายไป
ตึก…
ตึก…
เสียงหัวใจประหลาดยังดังขึ้นเป็ระยะจากใตู้เา
ราวกับบางสิ่งยังไม่ยอมหลับใหล
หลินเซวียนยืนหอบอยู่ด้านหลัง มือกำโคมิญญาแน่นจนข้อนิ้วซีด
ั้แ่เกิดมา เขาไม่เคยรู้สึกว่าโลกน่ากลัวเท่านี้มาก่อน
เฒ่าชิงเต้าจ้องหลุมใต้ต้นสนอยู่พักใหญ่ ก่อนถอนหายใจยาว
“คืนนี้… มันยังออกมาไม่ได้”
หลินเซวียนเพิ่งผ่อนลมหายใจ แต่คำพูดถัดมาของชายชรากลับทำให้หัวใจหนักอึ้งอีกครั้ง
“แต่ผนึกเริ่มอ่อนลงแล้ว”
หมอกดำรอบูเายังคงหนาแน่น
ศพที่เคยคุกเข่าอยู่รอบลานวัด ตอนนี้นิ่งสนิทราวกับหุ่นไม้ไร้ิญญา แต่ดวงตาสีดำของพวกมันยังเปิดค้างอยู่
หลินเซวียนไม่กล้าแม้แต่จะละสายตา
“อาจารย์… พวกมันตายแล้วจริง ๆ ใช่หรือไม่”
เฒ่าชิงเต้าพยักหน้าเบา ๆ
“ิญญาเดิมถูกกัดกินไปแล้ว”
“แล้วสิ่งที่ขยับอยู่…”
“เป็เพียงเศษความแค้น”
ลมพัดผ่านอีกครั้ง
กลิ่นเืจาง ๆ ลอยมาจากด้านล่างูเา
หลินเซวียนขมวดคิ้ว
เขาเริ่มได้ยินเสียงร้องไห้แ่เบาจากหมู่บ้านตีนเขา
บางคนกำลังะโเรียกชื่อคนในครอบครัว
บางคนกำลังร้องขอความช่วยเหลือ
เฒ่าชิงเต้าก็ได้ยินเช่นกัน
ชายชราหลับตาช้า ๆ ก่อนพูดเสียงต่ำ
“ยังมีคนรอดอยู่”
หลินเซวียนเงยหน้าทันที “ข้าจะลงไปช่วยพวกเขา”
“ไม่ได้”
คำตอบนั้นเร็วและหนักแน่น
หลินเซวียนชะงัก
เฒ่าชิงเต้าหันมามองเขา สีหน้าเคร่งขรึมกว่าที่เคย
“เ้าคิดว่าโลกของผู้ฝึกตนคืออะไร”
“…”
“ความเมตตาอย่างเดียวช่วยใครไม่ได้”
หลินเซวียนกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
“แต่เราจะปล่อยพวกเขาไว้เช่นนี้หรือ”
เฒ่าชิงเต้าเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“ถ้าลงไปโดยไม่รู้สิ่งใด เ้าจะกลายเป็ศพอีกคน”
หลินเซวียนกัดฟัน
เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดถูก
เขาอ่อนแอเกินไป
ต่อให้ลงไปตอนนี้ ก็คงช่วยใครไม่ได้จริง ๆ
ตึก…
เสียงหัวใจใต้ดินดังขึ้นอีกครั้ง
ทันใดนั้น ดวงตาของหลินเซวียนพลันปวดแปลบ
โลกตรงหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เหนือหมู่บ้านด้านล่าง เขาเห็น “หมอกกรรม” สีดำกำลังลอยปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่
แต่ภายในหมอกนั้น มีแสงเล็ก ๆ อยู่บางจุด
ไม่มากนัก
ราวสิบกว่าจุดเท่านั้น
“คนที่ยังไม่ตาย…”
หลินเซวียนพึมพำเบา ๆ
เฒ่าชิงเต้าหรี่ตาทันที “เ้ามองเห็นอะไร”
“มีคนยังรอดอยู่ในหมู่บ้าน”
ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ดวงตาแห่งกรรมของเ้า… ตื่นเร็วกว่าที่ข้าคิด”
หลินเซวียนยังไม่ทันถามต่อ จู่ ๆ ความเ็ปก็แล่นขึ้นในหัวอีกครั้ง
ภาพจำนวนมากทะลักเข้ามาอย่างไร้การควบคุม
เขาเห็น:
“อึก…”
หลินเซวียนทรุดลงทันที เืสายหนึ่งไหลออกจากหางตา
“อย่าฝืน!” เฒ่าชิงเต้าประคองเขาไว้ “เ้าควบคุมพลังไม่ได้ หากใช้มากเกินไป ิญญาจะเสียหาย!”
หลินเซวียนหอบหายใจหนัก ภาพเ่าั้ยังคงติดอยู่ในหัวไม่หาย
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า…
ดวงตานี้ไม่ใช่พร
แต่มันคือภาระ
เขาไม่อาจปิดมันได้อีกต่อไป
ทันใดนั้นเอง
เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากบันไดหินด้านนอกวัด
ตึก… ตึก…
ช้า ๆ หนัก ๆ
ทั้งสองหันไปพร้อมกัน
เงาคนผู้หนึ่งกำลังเดินขึ้นมาในหมอก
ไม่ใช่ศพ
แต่เป็มนุษย์จริง ๆ
ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมสีเข้ม ตัวสูงใหญ่ แบกดาบเหล็กยาวไว้ด้านหลัง ใบหน้ามีรอยแผลเก่าเฉียงผ่านตาซ้าย
และที่สำคัญที่สุด—
รอบตัวเขาไม่มีหมอกกรรมสีดำเลยแม้แต่น้อย
หลินเซวียนชะงัก
นี่เป็มนุษย์คนแรกที่เขาเห็นหลังดวงตาแห่งกรรมตื่นขึ้น… ที่ไม่มีไออัปมงคลเกาะติด
ชายแปลกหน้าหยุดยืนหน้าประตูวัด สายตากวาดมองศพรอบลานอย่างเงียบงัน
ก่อนพูดออกมาเสียงเรียบ
“ข้ามาช้าไปหรือ”
เฒ่าชิงเต้ามองอีกฝ่ายนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
แววตาของชายชราเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“คนของหอเฝ้าราตรี…”
ชายแปลกหน้าไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
สายตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนไปยังโคมิญญาในมือหลินเซวียน
เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น
แต่หัวใจของหลินเซวียนกลับเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
เพราะเขาเห็นบางอย่าง
ที่ปลายนิ้วของชายผู้นั้น…
มีเส้นด้ายสีแดงบาง ๆ พันอยู่
ราวกับเชื่อมต่อกับความตายบางอย่างที่อยู่ไกลออกไปมาก
ชายแปลกหน้ามองหลินเซวียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเพียงสั้น ๆ
“เด็กคนนี้… เห็นกรรมได้แล้วหรือ”
ลมหนาวพัดผ่านวัดอีกครั้ง
และเป็ครั้งแรกที่หลินเซวียนรู้สึกว่า—
เื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นคืนนี้ อาจเป็เพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เท่านั้น…