บทที่ 74 อันตรายที่ยังอยู่
โจรที่ขวางทางพวกเขาเอาไว้มีอยู่ประมาณ 100 กว่าคน จำนวนมากจนแทบจะปิดเส้นทางหนีรอดของพวกเขาได้ทั้งหมด แม้แต่ชิงหมินก็ยังไม่คิดว่าจะมีกองโจรกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้น แถมพวกเขายังไม่ได้แต่งตัวเหมือนกับโจรทั่วไป ทุกคนสวมชุดสีดำที่ปิดบังหน้าตา
เมื่ออากาศเริ่มเย็นมากขึ้น และตะวันก็กำลังจะลับขอบฟ้า พวกเขาอาศัยความมืดในการอำพรางตัวตนของตนเองและเข้าล้อมขบวนเดินทางนี้เอาไว้ได้
กว่าพวกทหารจะรู้ตัวก็ถูกพลังของอีกฝ่ายปิดบังจนเข้ามาประชิดแล้ว คำสั่งยังคงเหมือนกับก่อนหน้านี้ คือทุกคนต้องใช้ชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย ชิงหมินถูกผลักออกไปด้านหน้าเหมือนกับทุกครั้ง ดีที่ครั้งนี้พระชายายังไม่หมดสติไป ไม่อย่างนั้นเขาเองก็คงจะต้องไปร่วมยืนบังวิถีการต่อสู้ให้กับพระชายาเป็นแน่
โจรกลุ่มนี้ไม่ได้เข้ามาโจมตีด้วยมีด พวกเขามีแบบแผนในการต่อสู้ของตนเอง หลังจากที่ล้อมเอาไว้ก็ส่งสัญญาณให้กลุ่มโจมตีด้วยธนูก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเห็นการเตรียมความพร้อมเช่นนี้ ดวงตาขององค์รัชทายาทก็เปลี่ยนสีทันที เขารู้แล้วว่ากลุ่มโจรพวกนี้ไม่ใช่โจรทั่วไป บางทีอาจจะเป็นคนที่ต้องการสังหารพวกเขาก็ได้!
ครานี้ไม่ปล่อยให้แม่ทัพใหญ่ที่ไร้ความสามารถควบคุมอีกต่อไป องค์รัชทายาทนำดาบมาถือไว้แล้วออกคำสั่งด้วยตนเอง ให้ทุกคนใช้โล่เพื่อป้องกันการโจมตีจากรอบทิศ ส่วนคนที่อยู่ตรงกลางอย่างพวกขุนนางทั้งหลายให้วิ่งเข้าไปหาที่หลบในโล่กันเอาเอง นี่เป็นการต่อสู้ที่แท้จริง และชีวิตของทุกคนไม่อาจจะรับประกันได้ว่าจะรอดจากไป
องค์รัชทายาทมีผู้คุ้มกัน รวมถึงเหล่าเชื้อพระวงศ์คนสำคัญที่ร่วมขบวนมาด้วย พวกขุนนางทั้งหลายก็พาข้ารับใช้ของตนเองมา ดังนั้นจึงต้องดูแลตนเอง ไม่อย่างนั้นจะต้องตายกันทั้งหมด
ฝูเซ่าวิ่งเข้ามาช่วยเหลือคุณชายของพวกเขา ก่อนที่จะเริ่มการต่อสู้อันดุเดือดกว่านี้ ชิงหมินก็ส่งสัญญาณให้ฝูเซ่าดำเนินการตามแผนแล้ว
นี่คือโอกาสเดียวที่เขาจะมีชีวิตรอดได้ หากยังติดตามไปกับขบวนนี้ต่อ วันนี้อาจจะรอดตายได้ แต่วันหน้าจะรอดตายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาเท่านั้น แทนที่จะเดินอวดโฉมไปกับขบวนใหญ่ให้เป็นเป้าสายตา ชิงหมินสู้เตรียมตัวออกไปเผชิญโลกกว้างด้วยตนเองเสียยังจะดีกว่า
เขาสามารถทิ้งระยะห่างจากขบวนขององค์รัชทายาทแล้วติดตามไปจนถึงกลุ่มการค้าสกุลทงได้ อาศัยจังหวะชุลมุนเช่นนี้ ใครจะคิดว่าชิงหมินวางแผนจะหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวจริงๆล่ะ
นี่ก็แค่เป็นการพลัดหลงกับขบวนหลังจากวิ่งหนีตายก็เท่านั้น ใช่ไหม?
แผนการของเขาค่อนข้างเป็นไปอย่างราบรื่น พวกทหารและขุนนางไม่ได้สนใจความเป็นความตายของผู้อื่นอีกแล้ว พวกเขากำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อตัวเองอยู่ ชิงหมินแสร้งกระโดดไปมาเพื่อหลบการโจมตี ในขณะที่เรียกฝูเซ่าเพื่อให้ช่วยชีวิตตนเองอยู่ตลอด เขาหาพยานที่คิดว่าจะไม่ตายจากการโจมตีนี้สี่ห้าคนแล้วก็ค่อยๆปลีกตัวออกไป
พวกคนร้ายไม่ได้คิดจะไล่ตามคนหลุดออกจากขบวนอยู่แล้ว สุดท้ายเป้าหมายของพวกเขาก็คือการจัดการองค์รัชทายาท หากศึกนี้มันดำเนินไปใกล้จะจบ พวกเขาจะมีเวลามากขึ้นในการไล่ตามคนที่วิ่งหนีเข้าป่า อาศัยทักษะในการติดตามร่องรอย ไม่ว่าจะอย่างไร...คนที่หนีไปก็ไม่มีทางรอดตายไปได้!
บางที การที่ปล่อยให้คนแตกกระจายออกไปอาจจะเป็นการดีกว่าก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว...ต่อให้พวกเขาทำงานสำคัญไม่สำเร็จ แต่การที่สามารถคนได้มากขึ้นก็จะเป็นการดี หรือก็คือ...พวกเขาได้มองพวกที่หลุดออกจากขบวนว่าเป็นผู้ที่ต้องตายไปอยู่แล้ว
ชิงหมินถูกแบกโดยฝูเซ่า เขาเตรียมเชือกและโล่ป้องกันที่ทำจากเปลือกไม้กันอยู่ก่อนแล้ว ด้วยการที่ให้ฝูเซ่าวิ่งนำทาง ส่วนชิงหมินอยู่บนหลังของอีกฝ่ายด้วยท่าทางที่แปลกประหลาด ชิงหมินไม่ได้ขี่หลังของฝูเซ่า แต่เป็นการหันหลังชนกัน ด้วยวิธีนี้...หากมีอันตรายมาถึงด้านหลัง เขาจะสามารถช่วยฝูเซ่าปัดป้องได้
แผนของชิงหมินก็คือการหนีไปให้ไกลที่สุดในขณะที่ทุกคนกำลังต่อสู้ หลังจากนั้น...เพื่อไม่ให้ถูกตามร่องรอยพบ เขาได้ขอให้ฝูเซ่าเตรียมแพขนาดเล็กเอาไว้แล้ว
ในเมื่อจุดมุ่งหมายมีอยู่ในใจอยู่แล้ว ชิงหมินเพียงแค่ต้องล่องตามแม่น้ำไปสักพักก่อนจะเดินทางขึ้นบกเมื่อถึงเมืองที่ปลอดภัย แน่นอนว่าการล่องแพเช่นนี้ไม่ได้ปลอดภัยที่สุด แต่เขาต้องสลัดพวกคนร้ายในตอนนี้ให้พ้นก่อน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ...ไม่ได้มีแค่คนร้ายเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ซุ่มรอโจมตีขบวนการเดินทางของพวกเขา หลังจากที่ชิงหมินวิ่งเข้าใกล้แพน้อยของตนเอง เขาก็ได้เห็นว่าเส้นทางข้างหน้ามีบางอย่างผิดปกติแล้ว
“พวกเขามาจริงๆด้วย”
“ฮ่าๆ มีปลาตัวน้อยวิ่งมาทางนี้จริงๆ”
“เป็นการวางแผนเอาตัวรอดที่ดี แต่น่าสงสารที่การทำงานหนักนี้อยู่ในสายตาของพวกเราตั้งแต่แรก”
“ฮี่ๆ เจ้านายของเขาค่อนข้างดีใช่ไหม? ถึงจะเป็นบุรุษ...แต่ก็ไม่ได้แย่เลย”
“หากนำไปส่งให้หัวหน้ากอง เขาคงจะต้องตอบแทนพวกเราอย่างดีแน่ๆ อย่าลืมว่าพวกเราเดินทางกันมาเป็นเวลานานแล้ว หัวหน้ากองก็ไม่ได้ปลดปล่อยมาเป็นเวลานานเช่นกัน”
“ฮ่าๆ พวกอาณาจักรเซินมันกัดกันเองแบบนี้ พวกเราก็ทำงานได้ง่ายๆ ยังไม่ต้องลงมือเลย สุดท้ายแล้วพวกมันอาจจะตกตายกันหมดก่อนก็ได้” เสียงหัวเราะของพวกกักขฬะทำให้ชิงหมินต้องกัดริมฝีปากของตนเองแน่น
ฝูเซ่าไม่รู้มาก่อนว่าการทำงานของเขาที่ผ่านมาจะตกอยู่ในสายตาของคนอื่น เขาปล่อยให้ชิงหมินลงจากหลังของตนเอง มองไปยังเจ้านายด้วยสายตารู้สึกผิดและแน่วแน่
“คุณชายขอรับ ข้าจะรั้งพวกมันเอาไว้ คุณชายกลับไปรวมกับขบวนน่าจะดีกว่า อย่างน้อยๆก็ยังมีทหารที่ปกป้องคุณชายได้”
ฝูเซ่าตัดสินใจที่จะตายในวันนี้ เขาพลาดเองที่ทำอะไรไม่ระวัง หากเป็นคุณชายที่เตรียมงานนี้ด้วยตนเอง คุณชายก็คงจะสังเกตเห็นความผิดปกติมานานแล้ว
“อย่าพูดเรื่องไร้สาระในขณะที่ข้ากำลังคิดอยู่” ชิงหมินโบกมือ จะอยู่หรือกลับไปก็มีแต่ตายทั้งนั้น ในฐานะพระรองของเรื่อง เขาไม่คิดว่าตนเองจะเจอกับความยากลำบากมากมายเช่นนี้
เดิมทีคิดว่าแค่หนีออกมาจากขบวนที่เป็นเป้าหมายของศัตรูก็น่าจะปลอดภัยแล้วแท้ๆ ในนิยายเองก็ไม่ได้บอกว่าขบวนเดินทางไปเจรจานี้จะต้องเจอกับอะไรบ้าง เรื่องนี้โทษใครไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้วผู้อ่านต้องการรู้สถานการณ์เกี่ยวกับพระเอกและนางเอกเท่านั้น ไหนเลยจะอยากรู้เรื่องของพวกตัวประกอบมากมาย
และชิงหมินที่ได้รับบทพระรองก็ไม่ควรจะต้องมาอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วย เป็นเขาที่ไม่อาจรักษาเส้นทางนิยายเอาไว้ได้ ดังนั้นหนทางยากลำบากจึงต้องรอเขาอยู่ด้านหน้า
ถ้าเขาเป็นพระเอกหรือนางเอก ชิงหมินยังมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วเขาจะรอดตายไปได้ แต่...ตอนนี้ชิงหมินคือพระรอง เขาไม่รู้ว่าพระรองที่ไม่สามารถเดินเรื่องได้ตามปกติจะยังมีประโยชน์ต่อนักเขียนหรือไม่ ยังจำเป็นต้องมีเขาอยู่ในเนื้อเรื่องหรือเปล่า
เอาเถอะ ถึงเขาจะละทิ้งความหวังในเส้นทางของเนื้อเรื่อง ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะทิ้งความหวังที่จะมีชีวิตเสียหน่อย
ชิงหมินแตะไปที่อุปกรณ์ของตนเอง เขาเตรียมการมาไม่น้อยหลังจากตัดสินใจว่าจะออกจากขบวน ถึงจะไม่คิดว่าจะได้ใช้มันอย่างรวดเร็วเพื่อการต่อสู้นี้ ทว่า...เขาก็จะไม่ตายในเร็วๆนี้แน่นอน
“ฝูเซ่า ข้าจะลองใช้สิ่งนั้นดูก่อน”
“สิ่งนั้นหรือขอรับ?” ฝูเซ่าสับสนเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะคิดได้ว่าคุณชายให้เขาเตรียมสิ่งใดมาให้ก่อนหน้านี้บ้าง
แม้ฝูเซ่าจะเชื่อมั่นในคุณชายของเขา แต่ของสิ่งนั้นที่คุณชายให้เตรียมเอาไว้มันก็แค่เครื่องปรุงอาหารธรรมดาๆไม่ใช่หรือ?
“เจ้าต้องดูจังหวะให้ดี ข้าจะช่วยเจ้าในการต่อสู้ แพนั่นคงใช้การไม่ได้แล้ว พวกเราอาจจะต้องว่ายน้ำหนีกันเอาเอง” เพราะแพนั่นมีพวกมันคุมอยู่ ชิงหมินไม่คิดจะไปแย่งแพกับคนจำนวนมากเช่นนั้น
แผนของเขาก็คือการสู้ไปแล้วก็หนีไปด้วย เมื่อสบโอกาสก็แค่พากันกระโดดน้ำแล้วว่ายน้ำหนีไปก็เท่านั้น เขาไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะกระโดดน้ำตามมาหรือไม่ แต่การต่อสู้บนบกก็เป็นพวกเขาที่เสียเปรียบอยู่ดี มันจะดีกว่าหากต้องการพนันครั้งใหญ่ ก็นะ...ไม่ใช่ว่าเรื่องไหนๆ ตัวเอกกระโดดน้ำหนีตายก็รอดกันทั้งนั้นหรือ?
“คุณชาย...หากหนีไม่พ้นจริงๆ ข้าจะยื้อเอาไว้และให้คุณชายหนีขอรับ”
“ข้าไม่ชอบฟังคำของเจ้าเลย ถ้าเจ้าไม่ไปกับข้า คิดว่าข้าจะรอดตายระหว่างทางจริงๆหรือ? อย่าคิดเรื่องไร้สาระอีก เจ้าเป็นผู้คุ้มกันของข้า เจ้าก็ต้องรอดไปด้วยกัน” ชิงหมินยักไหล่ ในสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้ เขาก็ยังพูดเหมือนกับเป็นเรื่องสบายๆได้อีก
ถ้าไม่ใช่ว่าฝูเซ่าติดตามคุณชายมาเป็นเวลานาน และได้เห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นเล็กน้อยของอีกฝ่ายล่ะก็...เขาก็อาจจะเชื่อไปแล้วว่าคุณชายของเขาไม่ได้กลัวพวกโจรร้ายเหล่านี้เลย
“พูดคุยกันเสร็จหรือยัง? แม้แต่เวลานี้ก็ยังจะใจเย็นได้อีกนะ”
“พวกเจ้าต้องการแพหรือไม่? มาเถอะ ถ้าพวกเรามาเจรจากันดีๆ ข้าก็อาจจะมอบแพคืนให้พวกเจ้าก็ได้ ฮ่าๆ”
“คุณชายผู้นั้น พวกเราไม่ต้องการที่จะทำให้ใบหน้าของท่านต้องเสียหาย หากว่ายอมตามพวกเราดีๆ พวกเราก็จะรับประกันความปลอดภัยให้ได้ อีกอย่าง...นายกองของพวกเรานั้นเป็นคนเก่งมาก ถ้าเจ้าติดตามเขาดีๆ อาจจะสามารถมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายได้เลยทีเดียว”
พวกมันพยายามเกลี้ยกล่อมชิงหมินด้วยกลัวว่าคนงามตรงหน้าจะต้องการต่อสู้แล้วทำให้พลาดไปทำลายความงามนั้น หากพาอีกฝ่ายไปด้วยใบหน้าที่งดงามเช่นนั้นอยู่ เชื่อว่าพวกเขาจะได้รับรางวัลมากกว่าอย่างแน่นอน
แต่ละคนค่อยๆเข้ามาใกล้ ล้อมรอบชิงหมินและฝูเซ่าเอาไว้ พวกเขาคาดหวังว่าทั้งสองคนอาจจะต้องวิ่งหนี ไม่ได้คิดว่าทั้งคู่จะยืนรออยู่นิ่งๆแบบนั้น
“ฮ่าๆ ยอมแพ้ต่อพวกเราแล้วหรือ?”
“พวกเจ้าตัดสินใจได้ดีจริงๆ” ถ้าไม่วิ่งตอนนี้ โอกาสที่จะหนีรอดก็ยิ่งน้อยไปอีก ดังนั้นพวกคนร้ายจึงคิดว่าชิงหมินและฝูเซ่ายอมแพ้ต่อพวกเขาแล้ว
เห็นว่าทั้งคู่ดูเป็นคนอ่อนแอ พวกมันทั้งหมดจึงชะล่าใจ เพียงเดินเข้ามาสบายๆเพื่อต้องการจับทั้งสองคนเท่านั้น ทว่า...เมื่อสบโอกาส ชิงหมินไม่ปล่อยให้พวกมันได้เข้าใกล้เกินไป เขาส่งสัญญาณให้ฝูเซ่า หลังจากนั้นสเปรย์พริกไทยที่ซ่อนเอาไว้ก็ถูกนำออกมาใช้ทันที
ชิงหมินเรียนรู้ที่จะทำน้ำหอมในช่วงก่อนหน้านี้ เขาพยายามออกแบบขวดฉีดน้ำหอมขึ้น และไม่คิดว่าจะได้เอามาใช้ในสถานการณ์เช่นนี้
พริกไทยที่มีกลิ่นฉุนสาดเข้าตาของพวกคนร้ายทันที พวกมันไม่ทันระวังตัว และไม่คิดว่าชิงหมินจะมีลูกเล่นเช่นนี้ พริกไทยที่ขอให้ฝูเซ่าเก็บมาผสมกับส่วนผสมของหญ้าบางชนิดที่อยู่รอบๆ ยิ่งทำให้ความรุนแรงและแสบร้อนของมันมากขึ้น ชิงหมินเลือกแต่หญ้าที่ทำให้แสบคันเท่านั้น
เขาไม่รู้หรอกว่าเมื่อเข้าตาของมนุษย์แล้วจะทำให้พวกมันบอดเลยหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ...พวกมันคงจะคันจนอยากควักตาของตนเองออกมาเลยล่ะ!
ชิงหมินไม่ได้มีจิตใจสูงส่งที่จะเมตตาต่อคนคิดร้ายให้ตนเอง เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหลังจากนี้คนที่ได้รับผลกระทบจะเป็นเช่นไร ฝูเซ่าใช้จังหวะนั้นเพื่อตวัดดาบตัดหัวคนที่ขวางทางไปสองทีเท่านั้น เปิดทางให้พวกเขาวิ่งตรงออกไปข้างหน้า
กว่าที่คนร้ายจะรู้ตัวว่าโดนหลอก หลี่ชิงหมินและฝูเซ่าก็วิ่งออกไปไกลแล้ว...
“บัดซบเอ้ย!! ตามพวกมันไป ไม่ว่าจะยังไงก็ปล่อยให้มันหนีรอดไปไม่ได้!”
ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาถูกคนอ่อนแอลูบคมเท่านั้น แต่เรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยให้คนรอดไปได้จริงๆ หลังจากที่พวกมันรู้แล้วว่าพวกเขาเป็นคนจากต่างเมือง ถ้าพวกมันกลับไปรวมตัวกับกลุ่มเดิมของพวกมันได้ การต่อสู้ครั้งต่อไปก็คงจะไม่ง่ายดายแล้ว
“จับเป็นไม่ได้ ก็ฆ่าพวกมัน!” คำสั่งจับตายออกมาจากปากของเขา คนร้ายคนอื่นๆก็แสยะยิ้มขึ้นมาด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
หากบอกให้พวกเขาระวังไม่ให้พวกมันได้รับบาดแผล ผลลัพธ์ก็คงจะเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ถ้าบอกว่าสามารถใช้ทุกอย่างที่ตนเองมีได้ การจับตายพวกมันก็ไม่ยากอีกแล้ว!
………………………………………………….