ในที่สุด หลี่ซวนก็เดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองเทียนอวี่
เมื่อทหารเฝ้ายามตรวจสอบที่มาของขบวนคาราวานและยืนยันแล้วว่าเป็ตระกูลซู ซึ่งเป็หนึ่งในตระกูลชั้นนำที่คอยจัดหาวัตถุดิบนานาชนิดให้แก่เมืองแห่งนี้ พวกเขาจึงไม่ได้ขัดขวาง และอนุญาตให้ขบวนคาราวานผ่านเข้าเมืองไปได้อย่างง่ายดาย
หลังจากผ่านประตูเมืองเข้ามา หลี่ซวนก็เปิดหน้าต่างรถม้าแล้วมองออกไปข้างนอก แววตาของเขาพลันเปล่งประกายด้วยความตื่นตาตื่นใจ
ภายในเมืองเทียนอวี่นั้นกว้างใหญ่และคึกคักอย่างยิ่ง มีบ้านเรือนโอ่อ่าตั้งเรียงราย ผู้คนเดินขวักไขว่เต็มท้องถนน ทหารเฝ้ายามคอยเดินตรวจตราและสอบถามสารทุกข์สุกดิบของชาวเมืองอยู่เป็ระยะ ทุกชีวิตดูเร่งรีบทว่ามีชีวา ทั้งยังมีร้านค้า แผงลอย หอพัก และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่เต็มสองข้างทาง
หลี่ซวนมองภาพตรงหน้าแล้วคิดในใจ
'นี่น่ะหรือ... เมืองเทียนอวี่ บนโลกใบนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างและเมืองที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้อยู่อีกหรือ'
เขาเติบโตมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ มาตลอดชีวิต เมื่อได้มาเห็นเมืองใหญ่ที่มีผู้คนนับพันนับหมื่นเช่นนี้ จึงอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
ซูเหวินชางที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นสีหน้าตื่นตาตื่นใจของหลี่ซวน ก็เพียงยิ้มบาง ๆ ด้วยความเอ็นดูโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด
ส่วนซูเยว่หลัน เมื่อมีโอกาสได้มองใบหน้าของหลี่ซวนในระยะใกล้แบบนี้อีกครั้ง แก้มของนางก็พลันขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย นางไม่เคยพบบุรุษผู้ใดที่มีรูปโฉมสง่างามและหล่อเหลาถึงเพียงนี้มาก่อน
นางอดคิดในใจไม่ได้
'หรือว่าพวกท่านเซียน จะมีหน้าตาหมดจดสง่างามเช่นนี้กันทุกคนนะ?'
ทว่าไม่นาน นางก็แอบส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับความคิดของตัวเอง นางรู้ดีว่าตนเองเป็เพียงคนธรรมดา ไม่อาจเอื้อมมีความสัมพันธ์กับผู้บำเพ็ญระดับเซียนได้ จึงได้แต่เก็บความประทับใจนี้ไว้ในส่วนลึกของหัวใจ
ส่วนซูเหวินชางที่เห็นอาการของหลานสาว ก็ทำได้เพียงแอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างนึกเสียดาย
ไม่นานนัก ขบวนคาราวานก็เคลื่อนมาหยุดลงที่หน้าอาคารพักแรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
เนื่องจากนี่เป็การมาเยือนเมืองเทียนอวี่เป็ครั้งแรกของหลี่ซวน ระหว่างทาง ซูเหวินชางและซูเยว่หลันจึงคอยแนะนำสถานที่สำคัญต่าง ๆ ให้เขาฟังตลอดทาง
ก่อนจะแยกย้ายกัน ซูเหวินชางได้มอบเสื้อผ้าใหม่และเงินหลายตำลึงให้กับหลี่ซวน ซึ่งมากพอที่จะทำให้คนธรรมดาใช้ชีวิตอยู่อย่างสบาย ๆ ได้ถึงสองสามปี หลี่ซวนกล่าวขอบคุณและจดจำน้ำใจของตระกูลซูไว้ในใจ จากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงแยกย้ายไปทำธุระของตน
หลี่ซวนจ่ายค่าห้องพักล่วงหน้าไว้สามคืน ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องพัก เขาตั้งใจว่าจะพักอยู่ในเมืองเทียนอวี่เพียงสามวันเท่านั้น เพราะตลอดทางที่นั่งรถม้าเข้ามา เขาได้เห็นทั้งอาวุธ สมุนไพร อาหาร และสิ่งแปลกใหม่มากมายที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน จึงอยากใช้เวลาสามวันนี้ออกไปสำรวจและเรียนรู้โลกภายนอกให้ได้มากที่สุด
เมื่อจัดเก็บของเรียบร้อย เขาก็นั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูร่างกายและพลังิญญาที่สูญเสียไปจากการต่อสู้กับวานรเขี้ยวแดงตลอดทั้งคืน
...
เช้าวันต่อมา
หลี่ซวนออกเดินสำรวจเมืองเทียนอวี่แต่เช้าตรู่ เขาได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่มากมายอย่างที่ตั้งใจไว้
ใน่กลางวัน ตามลานกว้างหลายแห่ง มีการบรรเลงดนตรีของเหล่ากวี เสียงดนตรีที่พริ้วหวานไพเราะจับใจ ทำให้หลี่ซวนหยุดฟังด้วยความรู้สึกชอบใจทันที ที่หมู่บ้านซีเหอ แม้จะมีเสียงดนตรีอยู่บ้าง แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับความอ่อนหวานเช่นนี้
"นี่หรือ... เสียงดนตรีที่แท้จริง" หลี่ซวนพึมพำเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม
นอกจากดนตรีแล้ว เขายังได้ลองชิมอาหารขึ้นชื่อตามร้านอาหารต่าง ๆ แม้ด้วยระดับการบำเพ็ญในปัจจุบัน เขาจะสามารถอดอาหารได้หลายวันโดยไม่เป็ไร แต่รสชาติแปลกใหม่ที่ไม่เคยัั กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เปิดโลกใบใหม่
"ช่างอร่อยยิ่งนัก" หลี่ซวนอุทาน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ "แล้วอาหารที่ท่านปู่ทำให้ข้ากินมาตลอดชีวิตนั้นเรียกว่าอะไรกันเนี่ย"
กล่าวจบ เขาก็เอื้อมมือไปหยิบแผ่นไม้สลักชื่อ 'หลี่ซวน' ที่ท่านปู่มอบให้ก่อนจากไปขึ้นมาดู ั์ตาฉายแววโหยหา
เมื่อนึกถึงรสชาติอาหารของปู่ แม้จะไม่ใช่ของเลิศรสเหมือนในเมืองใหญ่ แต่ทุกมื้อกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่หาจากไหนไม่ได้ หลี่ซวนยิ้มออกมาด้วยความนึกถึง ก่อนจะเก็บแผ่นไม้สลักนั้นกลับเข้าข้างในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม แล้วออกเดินเที่ยวชมเมืองต่อ
ตลอดทาง เขาได้เห็นร้านขายอาวุธ สมุนไพรแปลกตา ตลอดจนเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอย่างร่าเริง จนกระทั่งสายตาของเขาไปหยุดลงที่หน้าอาคารสองชั้นแห่งหนึ่ง ซึ่งมีกลิ่นสุราหอมเตะจมูก
"ที่นี่คือ... โรงเตี๊ยมสินะ" เขาพึมพำเบา ๆ
เขานึกถึงคำพูดของซูเหวินชางที่เคยเล่าให้ฟังว่า 'โรงเตี๊ยมเป็สถานที่ที่พวกผู้ใหญ่มักไปนั่งดื่มสุรา พูดคุยแลกเปลี่ยนเื่ราว และคลายความเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิต'
'โลกของผู้ใหญ่... สุราอย่างนั้นหรือ?'
หลี่ซวนนึกย้อนไปถึงลุงหานและพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ที่มักจะล้อมวงดื่มสุราและคุยกันอย่างสนุกสนานในยามค่ำคืน
'ตอนนี้ข้าก็อายุสิบแปดปีแล้ว คงนับว่าเป็ผู้ใหญ่กับเขาได้แล้วกระมัง'
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ซวนก็ผลักประตูเดินเข้าไปภายในโรงเตี๊ยม
ด้านในคึกคักไปด้วยผู้คน ั้แ่ชายหนุ่ม วัยกลางคน ไปจนถึงชายชรา ต่างนั่งดื่มสุราสนทนากันอย่างออกรส เมื่อหลี่ซวนเดินเข้ามา ด้วยรูปลักษณ์ที่ยังดูเป็วัยรุ่นและท่าทางแปลกหน้า ผู้คนในร้านจึงหันมามองก่อนจะเริ่มซุบซิบกัน
หลี่ซวนไม่ได้ใส่ใจสายตาเ่าั้ คนธรรมดาเหล่านี้ไม่อาจทำอันตรายผู้บำเพ็ญเช่นเขาได้อยู่แล้ว
เขาแผ่จิตััออกไปเบา ๆ แม้จิตััของเขาจะยังไม่แข็งแกร่งมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะได้ยินบทสนทนารอบตัวได้อย่างชัดเจน
ชายวัยกลางคนโต๊ะหนึ่งเอ่ยหยอกล้อกับสหาย "ดูพ่อหนุ่มคนนั้นสิ ยังดูเด็กอยู่แท้ ๆ กลับเดินเข้าโรงเตี๊ยมเสียแล้ว อีกหน่อยที่นี่คงกลายเป็สถานเลี้ยงเด็กไปแล้วกระมัง"
คนในกลุ่มหัวเราะครืนขึ้นมา แม้หลี่ซวนจะรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่ก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไป เพราะมองว่าเป็เพียงเื่ไร้สาระ
ทว่า สิ่งที่ทำให้หลี่ซวนต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ กลับเป็ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง
ภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้... กลับมีผู้บำเพ็ญซ่อนตัวอยู่ถึงสามคน!
หนึ่งในนั้นมีระดับพลังลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุดเช่นเดียวกับเขา ส่วนอีกสองคนอยู่ในระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลาง พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป จึงดูไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย
เมื่อจิตััของหลี่ซวนกวาดผ่าน ผู้บำเพ็ญทั้งสามก็รับรู้ได้ และหันมาประสานสายตากับหลี่ซวนทันที
ต่างฝ่ายต่างตรวจสอบพลังของกันและกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับไปอย่างสงบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บำเพ็ญทั้งสามก็กระซิบกระซาบอะไรกันบางอย่าง ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
หลี่ซวนเดินไปนั่งที่โต๊ะว่าง จากนั้นสั่งสุรามาหนึ่งไห เ้าของร้านยิ้มรับก่อนจะนำสุรามาเสิร์ฟ หลี่ซวนยกไหสุราขึ้นลิ้มลองทันที
แต่ทันทีที่สุราไหลดิ่งลงลำคอ ความร้อนผ่าวและรสชาติขมบาดคอก็ทำให้เขาขมวดคิ้ว ทำสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที
'รสชาติไม่ได้อร่อยเลยสักนิด...'
ถึงจะคิดเช่นนั้น แต่เขาก็ค่อย ๆ จิบและดื่มมันต่อไปจนหมดไห ไม่นานนัก ความรู้สึกอบอุ่นผ่อนคลายก็แล่นผ่านไปทั่วร่าง พร้อมกับความรู้สึกมึนเมาจาง ๆ
หลี่ซวนยิ้มออกมาเบา ๆ แล้วคิดในใจ
'แม้รสชาติจะไม่ดีเท่าใด แต่มันกลับทำให้ร่างกายผ่อนคลายและมึนเมาได้ถึงเพียงนี้ มิน่าเล่า... พวกผู้ใหญ่ถึงชอบดื่มมันกันนัก'
หลังจากดื่มหมด เขาก็วางเงินไว้บนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
ทว่า ในขณะที่เขาก้าวพ้นประตูโรงเตี๊ยมออกมา...
ในมุมมืดของตรอกฝั่งตรงข้าม เงาร่างทั้งสามสายกำลังยืนทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ สายตาของพวกเขาจับจ้องมาที่หลี่ซวนอย่างไม่คลาดสายตา!