มายารัก (จบ)

    บทที่ 6

    ขณะนี้ เธอกำลังขอร้องเขาอยู่ ดวงตาคู่สีฟ้าประสานอยู่กับเขา เรียวปากแดงเรื่อเริ่มสั่นระริกด้วยแรงกดดันที่เกิดอยู่ภายในเขาเอื้อมมากุมมือเธอไว้“อย่ากลัวไปเลย..” เขาปลอบโยน “ผมกล้าสาบานได้เลยว่าทุกสิ่งที่ผมได้เห็นหรือได้ยิน ถูกลบออกไปจากสมองผมหมดแล้ว”“คุณคงจะเข้าใจนะ..” จอร์เจียกระชับอุ้งมือที่สัมผัสกันอยู่แน่นขึ้น “ว่า..เพียงแค่คำเดียวที่หลุดออกจากปากของคุณชีวิตของคนพวกนี้จะต้องตกอยู่ในอันตรายทันทีเพียงคำเดียวนั้นอาจจะส่งพวกเขาขึ้นสู่ตะแลงแกงหรือถูกเนรเทศได้ ซึ่งฉันคิดว่าคุณคงจะไม่ใจร้ายทำกับพวกเขาถึงขนาดนั้นหรอกนะคะ..จริงๆ แล้วคนพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีความซื่อตรงจงรักและซื่อสัตย์สุจริตด้วยกันทั้งสิ้นเพียงแต่ชีวิตของพวกเขายากลำบากจนเหลือทนเท่านั้น”“ผมเชื่อคุณ” ดยุคกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ “แต่ผมว่าคุณควรจะเลิกอาชีพนี้เสีย ผมมองเห็นว่ามันเป็นเรื่องของความบ้า เป็นการเสี่ยงอย่างมาก รับรองได้เลยว่าในถึงเรื่องนี้ไว้บ้างที่สุด..ไม่ช้าไม่นาน คุณก็จะต้องถูกจับได้คุณควรจะคำนึงถึงเรื่องนี้ไว้บ้าง”เธอแทบกระชากมือที่สัมผัสกันอยู่ออก หันหลังให้เขา“ฉันรู้ดีว่างานที่เราทำกันอยู่มันเสี่ยงมากแค่ไหน แต่ฉันไม่มีปัญญาจัดการอะไรได้หรอก..ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ..คุณไปเสียเถอะ..ฉันจะยอมเชื่อคำพูดด้วยเกียรติของคุณหวังแต่เพียงว่าคุณจะไม่ทรยศต่อความไว้วางใจของฉันเท่านั้น”แม้เธอจะเมินหน้าไปเสียทางหนึ่ง กระนั้น เขาก็ยังจับความรู้สึกในน้ำเสียงที่สั่นสะท้านนั้นได้“ฟังผมนะ...” ดยุคกล่าว “ให้ผมช่วยคุณจะดีกว่าบอกตามตรงว่าผมไม่เห็นด้วยเลยกับการที่คุณใช้ชีวิตเสี่ยงอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ เล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมว่าเพราะอะไรคุณถึงต้องทำอย่างนี้? ”เขาพูดยังไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ เมื่อจอร์เจียหันขวับมาเผชิญหน้า“ฉันจะไม่มีวันปริปากเล่าอะไรทั้งนั้น..” เธอพูดเสียงเกรี้ยว “เรื่องทั้งหมดนี่ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณไปเสียเถอะ พยายามรักษาสัญญาที่ได้ให้ไว้ก็แล้วกัน และขอให้ลืมสิ่งที่คุณได้พบเห็นเสียให้หมดสิ้น ลืมให้หมดแม้แต่บ้านหลังนี้และกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนับแต่นาทีที่คุณเดินทางเข้ามาสู่หมู่บ้านนี้ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์”“ก็ได้..” ดยุคตอบ “ถ้าเช่นนั้น ก็เห็นจะต้องขอขอบใจที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น”เขาเดินไปหยิบหมวกที่ถอดวางไว้บนโต๊ะเล็กข้างผนังห้องตอนเข้ามา ขึ้นมาถือไว้ จอร์เจียยังคงยืนตัวตรงอยู่กับที่เขาสัมผัสความรู้สึกได้ว่า ขณะนี้ ประสาททุกส่วนในเรือนกายของเธอกำลังเครียดเขม็ง รอเวลาที่เขาจะออกไปจากบ้านหลังนี้ให้พ้นหูพ้นตา“ขอให้ผมกล่าวลานาน่าหน่อยได้ไหม? ” เขาถามก่อนจะกล่าวว่า “นาน่า หรือที่เธอชอบให้ใครๆ เรียกเธอว่ามิสซิสวีลดัน นั่นน่ะ? ”“ไม่ได้..ฉันจะพาคุณไปส่งที่โรงม้า” จอร์เจียตอบหนักแน่น “คุณจะต้องหลบออกไปโดยไม่ให้ใครเห็น ฉันจะเส้นทางที่คุณจะออกไปถึงเส้นทางหลวงได้โดยเลี่ยงไม่ต้องผ่านเข้าไปในหมู่บ้านให้ว่า แต่คุณจะเดินทางไปทิศไหนล่ะ..ตะวันตกหรือตะวันออก? ”“ตะวันตก” เขาตอบ “คิดว่าถ้าใช้เส้นทางสายนั้นจะทำให้ไปถึงรอมเนย์ มาร์ช ได้ง่ายแล้วก็เร็วขึ้น”“คุณเดาถูกแล้วละ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงชาเย็นดยุคเปิดประตูห้องและกำลังจะก้าวออกไปอยู่แล้ว ก็พอดีกับที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนก่อนที่นาน่าที่แกมแดงปลั่งหอบหายใจกระชั้นด้วยความเร่งรีบตรงเข้ามาทางที่เขายืนอยู่“มิสจอร์เจียคะ..มิสจอร์เจีย.. เร็วเข้าเถอะค่ะ พวกเขากำลังจะมาถึงที่นี่กันแล้ว ดิฉันเปิดประตูจะปัดฝุ่นจากห้องโถงกลางออก ก็พอดีมองไปเห็นรถม้าที่กำลังวิ่งเข้ามาตามทางวิ่งภายใน เป็นรถม้าของพวกคนรับใช้ที่ล่วงหน้ามาก่อนก็จริง แต่รถของท่านผู้หญิงอยู่ไม่ไกลแล้วละค่ะ”“ตายจริง..นี่เข้ามาถึงทางวิ่งภายในบริเวณแล้วเรอะ..? ถ้าเช่นนั้นเราก็ไม่มีเวลาแล้ว..” ท่าทางของจอร์เจียบอกความปริวิตกอย่างหนัก“ไม่มีเวลาจริงๆ แล้วละค่ะ พวกนั้นจะต้องเข้ามาพบเขาที่นี่แน่คุณก็รู้อยู่แล้วนี่คะว่าพวกคนใช้น่ะปากมากแค่ไหนคุณไม่มีทางไว้ใจใครได้ทั้งนั้น”“จริงด้วย..แล้วนี่ฉันจะทำยังไงดีล่ะ? ”“ก็ต้องพาเขาไปซ่อนตัวไว้จนกว่าจะถึงตอนกลางคืนก่อนน่ะสิคะ ถึงตอนนั้น บางที คุณจะมีโอกาสและช่องทางพาเขาออกไปได้”“ใช่..ใช่..”แต่จอร์เจียก็ยังแสดงความลังเลไม่แน่ใจอยู่ดี “ถ้าอย่างนั้น เห็นจะต้องเอาตัวไปซ่อนไว้ใน..ห้องลับ..มันไม่มีตรงไหนแล้วนี่” เธอหันมาทางดยุค “มาเถอะ เร็วเข้า..เราเสียเวลาไม่ได้แล้ว.!”“แต่ว่า..ก็แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น? ” ดยุคถามด้วยความแปลกใจเหลือล้น “ใครกันที่กำลังเดินทางมาที่นี่น่ะ? ”ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามประโยคนั้น และดยุคก็พบตัวเองที่กำลังถูกกึ่งลากกึ่งจูงไปตามช่องทางเดินอย่างรีบเร่งจอร์เจียลากตัวเขาผ่านเข้าไปในประตูบานหนึ่งที่เปิดเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ ฟากหนึ่งของห้องโถงนี้คือบันไดที่ราวสลักลวดลายงามมาก ทอดตัวโค้งขึ้นสู่ชั้นบน แต่อีกฟากหนึ่งเป็นผนังแผ่นเรียบ และขณะนี้ จอร์เจียกำลังใช้มือคลำๆ ตบๆ ผนังด้านนั้นอยู่และทันใด อย่างเงียบกริบปราศจากเสียงแห่งความเคลื่อนไหว ส่วนเล็กๆ บนผนังได้เปิดออกเป็นช่อง เธอหันมาทางเขา“ในนี้เป็นห้องลับ...ไม่มีใครรู้หรอกนอกจากฉันกับนาน่า”“แต่ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ “ดยุคแสดงความข้องใจออกมา “ทำไมผมจะต้องเข้ามาซ่อนตัวด้วย...ทำไมคุณไม่บอกพวกเขาไปล่ะ ว่าผมเป็นคนแปลกหน้าที่หลงทางมาและกำลังสอบถามเรื่องเส้นทางอยู่?“ไม่มีคนแปลกหน้าคนไหนผ่านเข้ามาถึงที่นี่ได้หรอก” จอร์เจียตอบ “ถ้าขืนพูดอย่างนั้นสาวใช้ของแม่เลี้ยงฉันจะต้องสงสัยแน่ คนพวกนั้นน่ะน่ากลัวจะตาย ชอบสอดรู้สอดเห็นก็เท่านั้น แถมยังเป็นพวกที่แต่งเรื่องเองได้เก่งอีกด้วย แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ พวกเขาอยู่กันไม่นานหรอก แค่วันสองวันก็กลับกันแล้ว”“แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาพักอยู่ที่นี่ทั้งสองวันอย่างที่คุณว่าหรอกนะ” ดยุคร้อง“ฉันรู้..ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ทันทีที่ปลอดภัยฉันจะรีบพาคุณออกไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้ เผลอๆ อาจเป็นกลางดึกคืนนี้ก็ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าพวกแขกจะเล่นไพ่กันนานสักแค่ไหนเท่านั้น”“นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ เลยนะ” อีกครั้งหนึ่งที่เขาร้องออกมา แต่จอร์เจียยังไม่ทันพูดอะไรนาน่าก็สอดขึ้นเสียก่อน“พวกเขาข้ามสะพานทะเลสาบมาแล้ว.. จะเข้ามาถึงตัวอยู่แล้ว..เร็วเข้าสิคะ มิสจอร์เจีย..เร็วเข้า..!”“ตายแล้ว..ได้โปรดเถอะนะคะ..ได้โปรดทำตามที่ฉันบอกเถอะ” จอร์เจียลงทุนอ้อนวอนดยุค และทันใดดยุคก็พบตัวเองที่กำลังมุดเข้าไปในประตูห้องลับ ได้ยินเสียงผนังด้านนั้นปิดตามหลังลงเกือบจะในทันทีเช่นกัน“ฉันจะขึ้นไปอยู่ข้างบน” เขาได้ยินเสียงจอร์เจียพูด “ถ้าคนพวกนั้นมาถึงบอกไปเลยว่าฉันยังไม่ตื่น หมายถึงว่า..ถ้าเขาถามถึงฉันนะ..แต่ปรกติแล้วไม่มีใครเคยคิดจะถามหรอก”“อิฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมปีนี้ถึงได้มากันเร็วนักน้ำเสียงปรารภของนาน่าบอกความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัดจากนั้น ดยุคก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ จางหายไปพอจะเดาได้ว่าจอร์เจียเดินย้อนกลับไปตามทางที่เข้าสู่ห้องครัวแล้วเขายื่นมือไปข้างหน้า ไล่ไปตามผนังด้วยความใคร่รู้ว่า ขณะนี้ ตนเองอยู่ที่ไหน ตอนแรก เขารู้สึกว่าภายในห้องแคบๆ นี่มืดมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ๆ เขาก็เริ่มมองเห็นว่ามันมีแสงสลัวรางสาดส่องเข้ามาจากด้านหนึ่งและเดาเอาว่า น่าจะเป็นช่องระบายอากาศที่ซ่อนอยู่ในปล่องไฟทำให้เขาเริ่มมองเห็นอะไรต่อมิอะไรชัดขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็พบว่า ตรงหน้าเขาคือบันไดแคบๆ ที่ทอดขึ้นสู่ด้านบนบันไดนี้กว้างพอที่ขึ้นได้เพียงคนเดียว และดยุคก็ก้าวขึ้นไปตามขั้นบันไดช้าๆ ด้วยฝีเท้าเงียบกริบ