เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 115 สงครามไม่ใช่เกม

            ติงเหว่ยได้กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปหมดทำให้นางต้องปิดปากเอาไว้แน่นๆ เพื่อไม่ให้อาเจียนออกมาอวิ๋นอิ่งเองก็หน้าซีดขาวเล็กน้อยแต่นางก็ยังคงจ้องไปที่ติงเหว่ยด้วยสายตาที่หนักแน่น เมื่อเห็นแบบนี้นางก็เลยพูดเกลี้ยกล่อมว่า“แม่นาง มิสู้กลับไปที่กระโจมด้านหน้ากันเถอะ?”

            ฟางหยวนที่อยู่ข้างๆได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของเขาทอประกายขึ้นมาแล้วก็พูดออกมาว่า“ได้ยินมาว่ารบกันเจ็ดถึงแปดครั้งแล้ว เกรงว่าทางแม่ทัพน่าจะขาดกำลังคน มิสู้…”

            เขาไม่ได้พูดจนจบแต่ก็เห็นได้ชัดว่าต้องการไปที่สนามรบ ไม่ใช่มาคอยเดินตามหลังติงเหว่ยไปมา

            ติงเหว่ยเองก็ไม่ได้โมโหแต่เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าที่ราวกับอยู่ในนรกเช่นนี้ นางเองก็ไม่อาจปล่อยคนไปได้ดังนั้นก็เลยพูดว่า “ท่านแม่ทัพฟาง ท่านพากำลังคนไปสี่ร้อยนายเหลืออีกหนึ่งร้อยนายเอาไว้ช่วยข้ารักษาทหารที่บาดเจ็บ”

            ฟางหยวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเขาเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา ติงเหว่ยกระชับผ้าคาดหลังให้แน่นๆพยายามให้ลูกชายแนบชิดกับตนเองมากที่สุด จากนั้นก็พับแขนเสื้อขึ้นสูงๆแล้วก็สั่งการไปที่เฉินเต๋อกับเฉิงเถี่ยหนิวทั้งสองคนว่า“พวกเจ้าทั้งสองคนกลับไปเอาของเหล่านั้นที่จวนส่งมาที่นี่ระวังอย่าทำให้ไหเหล้าแตกด้วยล่ะ เพราะนั่นเป็นของที่ใช้ในการช่วยชีวิตได้อย่างดี”

            “ขอรับ แม่นาง”เฉินเต๋อและเฉิงเถี่ยหนิวในช่วงนี้ได้ติดต่อกับติงเหว่ยอยู่บ่อยๆและพวกเขาก็นับถือนางอย่างที่สุด อย่ามองว่านางเป็นแค่หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง ไร่ที่ใหญ่โตขนาดนั้นยังถูกนางจัดการอย่างเป็นระเบียบนอกจากนี้ยังได้ยินมาว่าเสื้อคลุมและรองเท้านวมที่สามารถทำเสร็จได้อย่างรวดเร็วล้วนเป็นเพราะวิธีการของแม่นางติงยิ่งไม่ต้องพูดถึงช่วงนี้ที่มีผักดองต่างๆและไข่เค็มที่ส่งเข้าไปในค่ายทหารตลอดอีกและก็ยังมีของแปลกพิสดารแต่ใช้ได้จริงอย่างถุงมือที่เผยให้เห็นนิ้วมือกับหมวกไหมพรมอีก

            ดังนั้นทั้งสองคนที่ได้ยินคำสั่งก็พาคนไปจัดการทันทีโดยไม่ลังเลทิ้งฟางหยวนที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนไว้แต่สุดท้ายเขาก็คำนับหนึ่งทีและก็พาเหล่าทหารที่มีฝีมือมากกว่าครึ่งไปที่กระโจมด้านหน้าเพื่อรับคำสั่ง

            ติงเหว่ยเองก็ไม่มีเวลามาสนใจนางนำคนที่เหลืออยู่แปดสิบคนแบ่งออกเป็นแปดกลุ่มเล็กอย่างรวดเร็วแต่ละกลุ่มดูแลหนึ่งกระโจม และนางก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการรักษาทหารที่บาดเจ็บ เมื่อไรที่มีบาดแผลก็ต้องทำความสะอาดแผลให้เรียบร้อยจากนั้นก็ใช้แอลกอฮอล์ที่เอามาจากจวนเช็ดลงไป หากว่าบาดแผลใหญ่นางก็จะเย็บแผลด้วยตนเองหากว่าบาดแผลเล็กนางก็จะให้เหล่าทหารเอายาจินชวงมาทา และใช้ผ้าพันแผลที่ผ่านความร้อนมาจากที่จวนเรียบร้อยแล้วมาพันไว้อีกที

            จากนั้นกองฟางที่อยู่ในกระโจมก็ถูกเอาไปไว้ที่ข้างหนึ่งเหล่าทหารที่บาดเจ็บถูกยกขึ้นมาและจัดที่นอนให้ดีโดยแบ่งตามความร้ายแรงของอาการบาดเจ็บ เวลาทำการรักษาก็จะได้ไม่ล่าช้า

            อวิ๋นอิ่งเห็นว่าขาดแคลนกำลังคนจริงๆนางระงับความรู้สึกแปลกๆ ในใจ แล้วก็หยิบเข็มขึ้นมาเพื่อช่วยเย็บแผล

            มีทหารบาดเจ็บจำนวนหนึ่งที่ในสนามรบเผชิญหน้ากับคมมีดของศัตรูยังไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วแต่เมื่อเห็นติงเหว่ยใช้เข็มกับด้ายมาเย็บผิวหนังของตนเองราวกับว่าเป็นเสื้อผ้าไม่มีผิดพวกเขากลับหวาดกลัวและรีบหลบพร้อมตะโกนร้องออกมาทำให้ทั้งกระโจมต่างก็คึกคักขึ้นมา

            “เจ้าเป็นใคร? จะทำอะไรน่ะ? ใครก็ได้ช่วยด้วย!ข้าไม่อยากถูกเย็บเนื้อ!”

            ติงเหว่ยที่ถูกชายร่างกำยำคนหนึ่งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราแต่กลับกรีดร้องออกมาราวกับเด็กที่กลัวเข็มไม่มีผิดจนทำให้ปวดหัวไปหมดนางลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หยิบผงบางอย่างออกมาหยิบมือและโปรยไปที่บริเวณจมูกและปากของเขาดังนั้นชายหนุ่มร่างกำยำคนนั้นก็หมดสติ ไม่ส่งเสียงร้องอีกต่อไป

            ติงเหว่ยรีบเย็บแผลบนขาที่ถูกมีดแทงอย่างหนักของเขาด้วยความรวดเร็วถึงแม้ชายร่างกำยำที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราผู้นี้จะเจ็บจนมือเท้าสั่นไปหมดแต่เขาก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมากรีดร้องแม้สักครั้งเดียว

            ทหารบาดเจ็บที่เหลืออยู่ในกระโจมเมื่อเห็นเช่นนี้ต่างก็พากันกลัวจนหัวหดพวกเขาไม่เข้าใจว่าค่ายทหารของตนเองไปเชิญมัจจุราชสาวที่แสนเย็นชาท่านนี้มาตั้งแต่เมื่อไรแค่นางขยับมือก็ทำให้เหล่าพี่น้องล้มลงไปทีละคนๆ ช่างร้ายกาจกว่าทหารของจูโจวเสียอีก

            ติงเหว่ยกลับไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้เมื่อครู่นี้นางคำนวณอย่างคร่าวๆ ว่าที่ด้านหลังค่ายมีกระโจมทหารบาดเจ็บอยู่สามสิบกว่ากระโจมแต่ละกระโจมจะมีทหารยี่สิบนาย และทุกนายมีบาดแผลหนึ่งแห่งจะจัดการทั้งหมดได้ก็ถือเป็นงานใหญ่เหมือนกัน

            ตอนนี้นางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้อาวุโสเหว่ยกำลังยุ่งอยู่ตรงไหนนางจึงทำได้เพียงรักษาให้ได้มากที่สุดไปก่อน

            โชคดีที่ทหารหนึ่งร้อยนายที่อยู่กับติงเหว่ยนั้นทั้งอายุน้อยและฉลาดเฉลียวพวกเขาสามารถเรียนรู้การทำความสะอาดบาดแผลอย่างง่ายและฆ่าเชื้อได้อย่างรวดเร็วรอจนผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามพวกเขาก็คุ้นเคยเป็นอย่างดีติงเหว่ยก็แค่ตั้งใจเย็บแผลเท่านั้นแม้แต่การพันแผลก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเขาได้เลย

            พวกเขายุ่งจนผ่านไปกว่าครึ่งค่อนวันพระอาทิตย์ก็ใกล้จะตกดินแล้ว ท้องฟ้าที่มืดมิดกำลังจะมาถึงในไม่ช้าและในที่สุดติงเหว่ยก็ได้เจอผู้อาวุโสเหว่ย

            อาจเป็นเพราะว่าผู้อาวุโสไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันเดิมทีเขาเต็มไปด้วยพลังและด่าคนได้อย่างร้ายกาจนั้น แต่ตอนนี้กลับดูเหนื่อยล้าเป็นอย่างมากหนวดเคราสีขาวที่เขารักและทะนุถนอมเป็นอย่างดีบัดนี้กลับเปื้อนไปด้วยเลือดจนเหนียวติดกันราวกับว่ามีกองไฟน้อยๆ ออกมาจากคางของเขา ดูแล้วทั้งแปลกประหลาดและน่ากลัวไม่น้อย ทำให้ติงเหว่ยรู้สึกปวดใจขึ้นมาในทันที

            “ท่านอาจารย์ ท่านเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ ท่านนั่งพักสักหน่อยก่อน”

            “เจ้ามาได้ยังไงกัน?” ผู้อาวุโสเหว่ยที่เห็นลูกศิษย์ของตนเองก็ตกใจขึ้นมาจนกระทั่งเขาเห็นหลานศิษย์ของเขาที่กระดุกกระดิกไปมาอยู่บนแผ่นหลังของนางเขาก็ยิ่งโมโหขึ้นไปอีก

            “อันเกอเอ๋อร์ยังเด็กขนาดนี้ เจ้าพาเขามาด้วยได้ยังไง?”

            ผู้อาวุโสที่เห็นหลานศิษย์สุดที่รักของเขาที่ไม่รู้ว่าหิวหรือว่าน้อยใจอะไรอยู่ดวงตากลมโตทั้งสองข้างของเขาร้องไห้จนแดงก่ำผู้อาวุโสรู้สึกสงสารจนอยากอุ้มเขาเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนแต่น่าเสียดายที่พอยื่นมือออกไปกลับพบว่ามือทั้งสองข้างของเขาเต็มไปด้วยเลือดดังนั้นเขาก็เลยโมโหจนถลึงตาใส่ลูกศิษย์ไปหนึ่งที

            ติงเหว่ยเองก็เหนื่อยจนเดินเซไปเซมาจู่ๆ นางก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้ลูกชายร้องไห้ออกมาสองครั้งแต่นางกำลังยุ่งอยู่กับการช่วยชีวิตคนก็เลยไม่มีเวลามาสนใจโดยตลอดตอนนี้ท่านอาจารย์ก็กำลังโกรธนางจึงรีบแกะห่อผ้าลูกชายออกมา

            ผู้อาวุโสใช้มือทั้งสองข้างเช็ดไปที่ชายเสื้อสองทีจากนั้นก็รีบรับหลานศิษย์ไป เมื่อเขายื่นมือไปสัมผัสก็ด่าออกมาในทันที“อันเกอเอ๋อร์ปัสสาวะออกมาแล้ว เจ้าดูแลลูกยังไงกัน?”

            ติงเหว่ยลูบแผ่นหลังที่เปียกชื้นของนางไม่ต้องบอกก็รู้ว่าลูกชายของนางทนไม่ไหวก็เลยปัสสาวะราดออกมาแต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามางอแงอยู่ นางจึงทำได้เพียงยิ้มอย่างฝืนๆ แล้วพูดว่า“ท่านอาจารย์เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเล็ก พวกเรามาปรึกษากันหน่อยดีกว่าทหารบาดเจ็บที่แขนขาขาดพวกนั้นต่อให้จะทายาจินเฉียงแล้วพันด้วยผ้าพันแผลไปแล้วก็ยังไม่พอ ยังมีเลือดไหลออกมาอยู่ดีหากปล่อยทิ้งเอาไว้นานเกรงว่าจะต้องเสียเลือดจนตาย”

            ผู้อาวุโสเหว่ยเองก็ขมวดคิ้วเมื่อนึกถึง “ผู้ช่วย” เหล่านั้นที่เขาหามาจากในเมือง ก็อดไม่ได้ที่จะก่นด่าออกมา “หลางจง[1]ในเมืองมีแต่พวกไร้ประโยชน์ชัดๆ แค่เห็นเลือดก็อาเจียนออกมาราวกับสตรีไม่มีผิดช่วยอะไรไม่ได้เลยและยังทำให้วุ่นวายมากขึ้นไปอีก!”

            ติงเหว่ยเองก็ถอนหายใจออกมาหลังจากคิดไปคิดมาแล้วนางก็กระซิบว่า “ท่านอาจารย์ มิสู้ใช้…เผาลั่ว [2]ดีไหม?”

            สำหรับวิธีการรักษาแบบเผาลั่วเมื่อก่อนติงเหว่ยก็คุยกับผู้อาวุโสเรื่องนี้แต่ว่าทั้งอาจารย์และศิษย์ล้วนเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าวิธีการห้ามเลือดเช่นนี้ถึงแม้จะได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมแต่ก็โหดร้ายจนเกินไป ความเจ็บปวดนั้นเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะรับได้หากไม่เข้าตาจนจริงๆ จะนำออกมาใช้ไม่ได้เด็ดขาด

            บัดนี้ติงเหว่ยพูดออกมาด้วยตนเองผู้อาวุโสเองก็เงียบไป จากนั้นก็หันไปมองเหล่าทหารที่กำลังร้องโอดโอยเสียงดังในที่สุดเขาก็พยักหน้าและพูดว่า “ลองถามเจ้าหนุ่มพวกนั้นดูก่อนหากว่าอยากจะรักษาชีวิตเอาไว้มีแค่วิธีนี้เท่านั้น อีกอย่างเตรียมผงยาชาไว้ให้มากสักหน่อยพวกเขาจะได้ไม่ต้องทรมานมากจนเกินไป”

            “ตกลง เดี๋ยวข้าจะเป็นลูกมือให้ท่านอาจารย์เอง”ติงเหว่ยพูดจบก็มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความน้อยใจและยังสะอึกสะอื้นไม่หยุดของลูกชาย นางก็เลยสั่งการอวิ๋นอิ่งว่า “เกรงว่าอันเกอเอ๋อร์จะหิวแล้วบนรถม้ามีเตี่ยนซินอยู่นิดหน่อย เจ้าพาเขากลับไปหาอะไรรองท้องสักหน่อยเถอะ”

            คนโบราณว่ากันไว้ว่าจิตวิญญาณของเด็กนั้นเปราะบาง ดังนั้นจะให้ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดอวิ๋นอิ่งเองก็ไม่อยากให้คุณชายน้อยเห็นเหตุการณ์นองเลือดมากไปกว่านี้หลังจากได้ยินเช่นนั้นนางก็จะอุ้มเขาเดินออกไปในทันที

            แต่อันเกอเอ๋อร์ถึงแม้จะโกรธแม่ของเขาที่ไม่ปล่อยให้เขาลงไปเล่นที่พื้นเลยทั้งวันแต่ตอนนี้จะให้ห่างกันเขาเองก็ไม่ค่อยเต็มใจ จึงยื่นมือเล็กๆออกไปและตะโกนเรียกแม่ไม่หยุด

            ติงเหว่ยทำได้เพียงใจแข็งแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินในอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ ทุกที่ต่างเต็มไปด้วยเตาถ่าน ในไม่ช้าเหล็กกล้ารูปทรงสี่เหลี่ยมแผ่นหนึ่งก็ถูกเผาจนเป็นสีแดง

            ติงเหว่ยเลือกอยู่ครู่ใหญ่จากนั้นก็เลือกหนุ่มน้อยอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปีออกมาหนึ่งคนบางทีตอนที่สู้รบกับศัตรูพละกำลังของเขาอาจไม่เพียงพอก็เลยถูกตัดมือซ้ายและข้อมือออกตอนนี้ผ้าพันแผลที่พันเอาไว้ก็มีหยดเลือดไหลออกมาไม่หยุดเห็นได้ชัดว่าห้ามเลือดไม่สำเร็จ

            ติงเหว่ยคุกเข่าลงและมองไปที่ดวงตาของเขานางถามด้วยเสียงอบอุ่นว่า “น้องชาย เจ้าชื่ออะไร ครอบครัวเป็นคนที่ไหนหรือ?”

            หนุ่มน้อยที่เมื่อครู่นี้เจ็บจนแทบจะหมดสติไหนเลยจะนึกถึงว่าตนเองจะโดนแผ่นเหล็กร้อนทาบไปที่แขนตอนนี้เขาเห็นติงเหว่ยยิ้มอย่างใจดีก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงพี่สาวคนโตที่มีนิสัยอบอุ่นดังนั้นเขาก็เลยพยายามยันตัวลุกขึ้น และฝืนตอบกลับว่า “คารวะพี่สาวท่านนี้ข้าชื่อหลี่เอ้อตั้นเป็นคนเน่ยชวน”

            “เน่ยชวนเป็นสถานที่ที่ดีเลยทีเดียว ข้าได้ยินมาว่าภูเขาสวยแม่น้ำใสมีผลผลิตอุดมสมบูรณ์ น้องเอ้อตันที่ครอบครัวมีใครบ้าง?”

            เมื่อพูดถึงเรื่องบ้านเกิดหลี่เอ้อตั้นก็มีสีหน้าดีขึ้นมาก “ครอบครัวของข้ามีพ่อ แม่พี่สาวที่แต่งงานออกไปแล้ว แล้วก็มีน้องชายหนึ่งคน”

            “เช่นนั้นน้องเอ้อตั้นต้องรีบหายไวๆเกรงว่าแม่ที่บ้านกำลังคอยเฝ้ารอเจ้าให้กลับไปทุกวัน”

            “แม่ข้าบอกว่าให้ข้าตั้งใจติดตามท่านแม่ทัพไปทำสงครามรอให้สถานการณ์สงบลงแล้ว ข้าค่อยกลับบ้านไปแต่งภรรยาเพื่อสืบทอดสกุล”เมื่อพูดตรงนี้หลี่เอ้อตั้นก็หน้าแดงขึ้นเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็ก้มหน้าลงมองแขนของตนเองที่มีเลือดไหลไม่หยุดใบหน้าของเขากลับเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด

            เขาเองก็ไม่ใช่คนโง่เขลาแขนของเขาเลือดไหลไม่หยุดมาครึ่งวันแล้ว ศีรษะของเขาก็รู้สึกวิงเวียนไม่หยุดราวกับว่าจะหลับไปได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้นบางทีชีวิตน้อยๆ ของเขาคงต้องฝากไว้ที่นี่แล้ว

            “หากแม่ข้ารู้ว่าข้ามาตายอยู่ข้างนอกนี้ เกรงว่า…”

            ในขณะที่พูดอยู่เขาก็ทนความโศกเศร้าไม่ไหวอีกต่อไป และก้มหน้าร้องไห้ฮือๆ ออกมา

            อาจเป็นเพราะความรู้สึกเศร้าโศกนั้นติดต่อกันได้ง่ายที่สุดทหารบาดเจ็บที่เหลือต่างก็ขอบตาแดงก่ำความเชื่อมั่นที่มีต่อชีวิตในวันหน้าไม่เหลือเลยแม้แต่น้อย

            ติงเหว่ยรีบยื่นมือออกไปตบที่ไหล่ของเอ้อตั้นใช้น้ำเสียงที่อบอุ่นและหนักแน่นเกลี้ยกล่อมว่า “เอ้อตั้นถึงแม้เจ้าจะไม่มีมือหนึ่งข้างแต่หากว่าจัดการบาดแผลอย่างเหมาะสมแล้วก็จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแม้ว่าวันหน้าจะไม่สะดวกไปบ้าง แต่ยังไงก็ดีกว่าไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่และญาติอยู่แล้วอีกอย่างพวกเจ้าได้รับบาดเจ็บเพราะอยากให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ว่าจะเป็นซีเฮ่าหรือท่านแม่ทัพ ยังไงก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้าตกระกำลำบากโดยไม่สนใจใยดีเป็นแน่!”

            “ถูกแล้ว ท่านแม่ทัพไม่มีทางที่จะทอดทิ้งพวกเรา”เฉิงเถี่ยหนิวเป็นผู้ปกป้องผู้ซื่อสัตย์ของท่านแม่ทัพเมื่อฟังถึงตรงนี้เขาก็เป็นคนแรกที่ส่งเสียงสนับสนุนออกมา

            “น้องชายที่หมู่บ้านของข้าตอนที่ทำสงครามกับพวกเถียเหล่ยเขาก็ติดตามท่านแม่ทัพไปรบด้วยทุกวันนี้ถึงแม้ขาขาดไปครึ่งหนึ่ง แต่ทุกเดือนก็ยังได้รับเงินหนึ่งร้อยเหวินก่อนที่พวกคนชั่วที่วังหลวงประกาศข่าวว่าท่านแม่ทัพเสียชีวิตแล้วเงินนั้นก็ไม่เคยหยุดส่งมาให้เลย”

            อาจเพราะคำพูดของเฉิงเถี่ยหนิวได้ผลขึ้นมาทหารบาดเจ็บหลายนายก็ค่อยๆ หยุดความโศกเศร้าติงเหว่ยเห็นว่าเวลาเหมาะสมแล้วก็เลยเอ่ยปากออกมาว่า“ยังไม่ต้องพูดถึงว่าท่านแม่ทัพจะปฏิบัติต่อเหล่าทหารเหมือนลูกชายยังไง แค่พูดว่าต่อให้พวกเจ้าได้รับบาดเจ็บแต่ก็ไม่ได้กลายเป็นคนไร้ประโยชน์เสียหน่อย หากว่าทำงานที่ใช้แรงไม่ได้ก็ไปส่งจดหมาย ซ่อมบำรุงถนน งานแบบนี้ยังไงก็ทำได้ใช่ไหมล่ะพอถึงตอนนั้นก็จะไม่มีปัญหาในการหาเลี้ยงครอบครัวอีกต่อไป”

            “สิ่งที่แม่นางพูดคือนำจดหมายไปส่งแทนคนบ้านเดียวกันอย่างนั้นหรือ?”ทหารบาดเจ็บคนหนึ่งถามออกมาด้วยความแปลกใจ“นั่นเป็นงานของกองคาราวานพ่อค้าไม่ใช่หรือ พวกเราเองก็ทำได้งั้นหรือ?”

            -----------------------------------------

            [1] หลางจง 郎中 หมายถึงตำแหน่งขุนนางในสมัยโบราณที่เป็นหมอจีน แพทย์จีน

            [2]เผาลั่ว 炮烙 หมายถึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการทรมานในราชวงศ์ซาง(商时期) โดยเผาเสาทองแดงให้ร้อนด้วยถ่านไฟที่อยู่ข้างล่างจากนั้นก็ให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดปีนขึ้นไปบนเสาทองแดงนั้น หลังจากนั้นคนก็จะตกลงไปในไฟถ่านและถูกเผาจนตายในที่นี้ใช้เปรียบเปรยถึงการเอาเหล็กร้อนๆ ไปนาบบนตัวของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788