“อือออ...”
ลีมูซองตัวสั่นเทิ้มมองผมราวกับว่าผมเป็สัตว์ประหลาด
“ไม่ตอบเหรอ”
ผมลากคอเขาขึ้นมาและมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย น้ำสีเหลืองไหลหยดลงมาด้านล่าง
“ใครบอกให้แกฉี่ ฉันบอกให้ตอบไง”
“อืออ...”
“เป็อะไร”
“ฮึก ไอ้สัตว์ประหลาด ไปให้พ้น อย่าเข้ามา!”
สติคงหลุดไปแล้ว พอเ้าั์นั่นหมดสภาพความหวังที่จะมีชีวิตรอดก็ไม่เหลือ
“ไอ้นี่มันอยู่ระดับไหน ไปถามดูเองก็ได้”
ผมได้ข้อมูลที่จำเป็เพียงพอแล้ว จึงโยนลีมูซองเข้าไปในเตาเผาอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“อ๊ากกก!”
น้ำเสียงที่แผดร้องอย่างขาด ๆ หาย ๆ ดังไม่เกิน 3 วินาทีเสียงก็เงียบลงต่อไปถึงตาเ้าั์ใหญ่นี่ ลูกตาของเขาเป็สีขาว ยังไม่ได้สติ
“คงหักแขนขาแบบลีมูซองไม่ได้ จัดการยังไงดี...”
จัดการโดยยัดใส่เตา ถ้าเผากระดูกไม่หมด มันจะเหลือร่องรอยไว้
ใช้วิธีเดียวกันมันเสี่ยงเกินไป ต้องหลีกเลี่ยงวิธีที่ซ้ำกันเท่าที่จะทำได้
“ใช้อันนี้ดีไหม”
ผมจ้องไปที่ปืนในมือ วิธีนี้ก็ไม่เลว พอนึกถึงจำนวนคนที่ถูกฆ่าด้วยปืนนี้ก็ยิ่งเหมาะสม หากเป็พวกเขาคงอยากเอาะุยัดใส่หัวมันเหมือนกัน
ก่อนอื่น เล็งไปที่หัวเข่าซ้าย
-ปัง!
“อ๊ากกก!”
ไอ้คนตัวั์ที่เคยนอนสลบอยู่สะดุ้งใกลัว ผมเล็งปืนไปทางเข่าอีกข้าง
-ปัง!
“อ๊ากกก!”
ขณะที่หัวเข่าทั้งสองข้างแตกละเอียด เขาใช้แขนทั้งสองข้างคลานตะเกียกตะกายหนีไปจากผมแม้ขาจะใช้การไม่ได้ แต่เขาก็เลือกที่จะหลบหนีอย่างไม่ลังเล
ถ้าเป็นักฆ่า น่าจะพุ่งเข้าใส่ผมอย่างบ้าคลั่งไม่ใช่เหรอ
“ทำแบบนั้นคิดว่าจะหนีไปได้รึไง”
ผมใช้พลังจิตหงายตัวของเขาเหมือนพลิกเต่า
“แฮ่ก ๆ ไว้ชีวิตผมด้วยเถอะ”
“ยังไม่อยากตายเหรอ”
“ยะ...ยังอยากมีชีวิตอยู่ครับ”
ไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรแล้ว บางทีอาจจะยอมเปิดปากง่ายกว่าที่คิด
“หืม ลีมูซองเข้าออกเตาเผาสามรอบถึงได้ยอมกระดิกหางให้ฉัน แต่แกโดนะุแค่สองนัดก็ร้องขอชีวิตซะแล้วไม่มีความจริงใจเลยนะ”
“.....!”
“ยังไงก็ลองเข้าไปสักรอบก่อนละกัน”
ผมใช้พลังจิตยกเขาใส่ไหใบนั้น แต่เขาใช้สองแขนขัดขืนอย่างสุดชีวิตผมเลยบังคับให้เข้าไปในไหไม่ได้ ถ้าใช้แรงเยอะขึ้น ไหอาจจะแตก
“ผะ...ผะ...ผมยอมทุกอย่างแล้วครับ”
“.....”
“ไว้ชีวิตผมเถอะ! ขอร้อง ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วย!”
“ไปจับคนอื่นเหมือนจับวัวจับควาย แต่มาขอให้ไว้ชีวิตตัวเองเนี่ยนะ?”
“ผมผิดไปแล้วครับ ผมป่วยทางจิตครับ ได้โปรด...”
พูดอะไรตลกเป็บ้า
ผมยังไม่ทันจะทำอะไรเลย แต่มันหาข้ออ้างมาแถก่อนแล้ว หรือมันคิดว่า ถ้าอ้างว่าป่วยแล้วผมจะปล่อยมันไปอย่างนั้นเหรอ
ก็อาจจะเป็ได้
ถ้าได้ยินคำว่า “คนป่วย” เป็ธรรมดาที่ใคร ๆก็อยากจะช่วยเหลือ
แต่ว่ามันเลือกผิดคน
“ฉันจะถามคำถามแกสักสองสามข้อ ฟังคำตอบแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะไว้ชีวิตแกดีไหมเพราะฉะนั้นตั้งใจตอบคำถามจะเป็ผลดีต่อตัวแก”
“ครับ ๆ”
“ชื่อ”
“คิมแจโอครับ”
“ไอ้แก่นั่นบอกว่าแกเพิ่งจะวางมือ ฉันขอชัวร์ ๆว่าเลิกมานานเท่าไหร่แล้ว”
“เกือบปีแล้วครับ”
เคยทำงานนั่นจริง ๆ สินะ
“เหตุผลที่เลิกทำล่ะ”
“ตอนทำงานผมถูกเปิดเผยตัวตนเลยต้องออกครับแต่ว่าคุณก็ทำงานด้านนี้...เหรอครับ”
“ฉันถามได้คนเดียว”
“ครับ...”
“นักฆ่าถูกเปิดเผยตัวตนแบบนี้ องค์กรดูไม่ค่อยมีความสามารถเลยนะ อย่างแกน่าจะอยู่ระดับล่างสุดเลยไหม”
เป็เพราะคำถามไปทิ่มแทงศักดิ์ศรี คิมแจโอกล้ำกลืนฝืนตอบออกมา
“ตอนนั้นเป็เพราะผู้ว่าจ้างเอาข้อมูลการจ้างไปเปิดเผยครับความสามารถของผมถึงจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้อยู่ล่างสุดตามที่คุณพูดเมื่อกี้”
“ช่างเถอะ สูงสุด สูง กลาง ต่ำ แกคิดว่าแกอยู่ระดับไหน”
“กลาง...ขึ้นไป”
ระดับกลางสินะ ต่อไปถ้าได้เจอกับนักฆ่าก็ไม่ควรชะล่าใจ
“คำถามสุดท้าย แกติดต่อกับนายหน้าได้ไหม”
“ไม่ได้ครับ”
“ไอ้แก่นั่นมันบอกว่าแกทำได้”
“ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ ถ้าเลิกทำงานนั้นเครือข่ายที่ติดต่ออยู่จะถูกตัดไปด้วยเลยครับ”
ผมมองเขา
“อย่างนั้นเหรอ จบอย่างนั้นเลย?”
“จะ...จริงครับ ถ้าทางเราไม่มีเครือข่ายก็ไม่มีวิธีที่สามารถติดต่อได้แล้วครับ”
“ไอ้แก่นั่นก็พูดแบบนี้เหมือนกัน แต่พอได้เข้าเตาเผาไปทีหนึ่งถึงบอกคำตอบที่ฉันอยากฟังได้”
ผมกลับด้านกระบอกปืนเล็งไปตรงเหนือหัวของคิมแจโอเหวี่ยงลงไปเหมือนไม้เบสบอล
-แกร๊ง
เพราะไหใบใหญ่มากเกินไปเลยยังไม่แตก แต่ส่วนที่โดนปืนทุบเกิดรอยร้าวน้ำไหลทะลักออกมา
“.....!”
คิมแจโอ เปียกชุ่มไปทั้งตัว
“โอเค เปียกทั้งตัวแล้ว”
“วะ...ไว้ชีวิตผมด้วย ผมไม่มีวิธีแล้วจริง ๆ ครับ”
“เข้าไปเดี๋ยวก็คิดออกเอง”
คิดเข้าไป คิดออกมาให้ได้ แล้วบอกวิธีมาซะ
ถ้าเป็มืออาชีพที่ฆ่าพี่ซอลอา นายหน้าน่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับคนพวกนั้น
หากพวกมันเป็มือโปร คงมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยจากศพของฮันซอลอา
บางทีวิธีนี้อาจจะขุดคุ้ยลงไปได้ลึกกว่า
-ซู่ววว...
เมื่อระดับน้ำลดลงจนถึงรอยร้าว กระแสน้ำก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ผมใช้พลังจิตดึงคิมแจโอขึ้นมา
“ไว้ชีวิตผมด้วยครับ! ได้โปรด!”
เขาใช้สองมือปัดป่ายไปทางด้านหลัง รู้ทั้งรู้ว่าพลังจิตไม่สามารถจับได้ด้วยมือแต่ก็ยังดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่
“ไม่ตายหรอก ใส่เข้าไปแล้วจะลากออกมาทันทีเลย”
ผมลากขาเขาไถลไปกับพื้นจนถึงหน้าเตาเผาความร้อนที่ออกมาถ้าเข้าไปใกล้ก็ทำให้เนื้อสุกได้
“ดะ...ดะ...ดะ...เดี๋ยวก่อน! เดี๋ยวครับ ผมนึกออกแล้ว!มะ...มีวิธีอยู่ครับ!”
“ถ้าคิดแค่จะให้รอดจากตรงนี้ล่ะก็ คิดใหม่ดีกว่านะ”
“เป็ความจริงครับ! จริง ๆ นะครับ”
ผมวางเขาลงและมองไปที่เปลวไฟในเตาเผา ถ่านก้อนดำไหม้ขนาดเท่าลูกเกาลัดกระเด็นมาตกอยู่ตรงหน้าคิมแจโอ
“ถ้าวิธีที่แกจะบอกมันดูน่าสงสัยแม้แต่นิดเดียว ฉันจะเอาไอ้นี่ยัดใส่ปากแก”
“.....!”
“มันจะเผาทุกอย่างั้แ่คอหอยไปจนถึงรูทวารของแก คิดให้ดีแล้วตอบมา”
คิมแจโอสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ค่อย ๆ เปิดปากพูดออกมา
“โดยปกติแล้วพวกนายหน้าจะแอบนัดพบกันอย่างลับ ๆ ผ่านการแนะนำ แต่มีอีกกรณีหนึ่งที่พวกเขาจะติดต่อมาจากทางนั้นเอง”
“คืออะไร”
“การลงสมัครครับ”
“ลงสมัคร...?”
นักฆ่าเองก็มีอะไรแบบนั้นเหรอ
ผมนึกสงสัยอยู่ในใจ
“การที่จะเป็นักฆ่าได้ ปกติแล้วมีสามวิธี ข้อแรกคือเป็ผู้สืบทอดของคนที่ทำงานตรงนี้อยู่แล้วข้อสองคือต้องอยู่แวดวงใกล้ ๆ พวกนี้ อาจจะเป็ทหารรับจ้างหรือนักเลงผมเองก็อยู่ในข้อนี้ครับ”
“แกเป็นักเลงเหรอ”
“ครับ ก่อนจะมาเป็นักฆ่า ผมเป็หัวโจกตัวลุยของแก๊งัดำ เพราะแบบนั้นเลยมาดูแลที่เครื่องปั้นมูซองต่อครับ”
“แล้วข้อสุดท้ายที่ว่าคือการสมัครอย่างนั้นสินะ”
“ครับ นักฆ่าที่ถูกเรียกว่ามือโปรยังขาดแคลนอยู่ตลอดเพราะเป็งานเสี่ยงตายอาจจะด้วยเหตุผลหลายอย่าง ตายไปบ้าง หรือพอได้เงินก้อนใหญ่จากการรับงานไม่กี่ครั้งเลยเลิกทำก็มีครับ”
ในขณะที่มันกำลังพูดก็ลอบสังเกตผมไปด้วย พูดจายืดยาวไม่เป็ประโยชน์เหมือนกำลังคอยดูท่าทีของผมผมคิดว่าจะปล่อยให้มันพูดไปก่อน
“แล้วผู้สมัครเป็ใคร”
หมายถึงเด็กนักเรียนม.ปลายอะไรแบบนั้นเหรอ
ผมได้ยินมาว่าเด็กสมัยนี้ไม่กลัวอะไร และไม่รู้ว่าโลกมันน่ากลัวขนาดไหน
“เป็นักโทษครับ”
เกินคาดแฮะ พวกนักโทษ หมายความว่ายังไงที่เอาคนที่เคยติดคุกมาสมัครงานนี้
“ทราบไหมครับ ว่าทำไมพวกฆาตกรต่อเนื่องถึงไม่ค่อยมีต่างกับเมื่อก่อน”
มันพูดยืดเยื้อด้วยเื่ไร้สาระอีกแล้ว ท่าทางมองบนของมันไม่ได้เข้ากับร่างกายเลย
พยายามทำให้ผมประทับใจในตัวมันหรือพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองยังมีประโยชน์อยู่?
หรือไม่ก็รู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องตาย
บางทีอาจจะถ่วงเวลาคิดหาทางหนีอยู่ก็เป็ได้
ผมซ่อนความคิดนั้นไว้ และตอบคำถามของมัน
“คงเป็เพราะการสืบสวนพัฒนาขึ้น ถ้าเป็สมัยนี้ก่อนจะได้ก่อเหตุซ้ำคงโดนจับั้แ่ทำผิดครั้งแรกแล้ว”
“ใช่ครับ แล้วในกรณีที่ฆ่าคนเป็ครั้งแรกทราบไหมครับว่าอัตราโทษคือเท่าไหร่”
“ก็ต่างกันตามแรงจูงใจและวิธีการ ปกติก็ 5 ปีถ้าความผิดร้ายแรงก็ 10 ปีขึ้นไป หรืออาจจะติดคุกตลอดชีวิต”
“รู้ดีเลยนะครับ ที่จริงถ้าไม่ร้ายแรงก็ต่ำกว่า 5 ปีและถ้าทำตัวดีก็สามารถได้รับการลดโทษ แต่ถ้ารับโทษมากกว่า 10 ปี ใครมองมาก็จะนึกว่าต้องทำผิดร้ายแรงถึงได้รับโทษขนาดนั้น”
“......”
“ยกตัวอย่างเช่นโดนโทษสัก 10 ปี หากเข้าคุกไปตอนอายุ 20ต้น ๆ พอออกมาก็ 30 เป็่ที่ดีที่เตรียมตัวลงสมัครครับ”
“คือคนพวกนั้นถูกพาเข้าคุกไปเพื่อเตรียมเป็นักฆ่าเหรอ”
“ไม่ใช่ทั้งหมดครับ อย่างที่ผมบอกไปพวกที่เป็ฆาตกรต่อเนื่องมีโอกาสที่จะมาเป็นักฆ่าสูงแต่ต้องหลังจากที่ถูกคัดเลือกและมีคุณสมบัติเพียงพอ นายหน้าจะติดต่อไปครับ และนายหน้าจะสอนเทคนิคพิเศษเกี่ยวกับวิธีการฆ่าให้พวกนั้นเช่นวิธีการปกปิด ทำลายหลักฐานที่ก่อเหตุ หรือเทคนิคที่ไม่ให้ตำรวจจับได้”
พวกคนบ้าที่ถูกปล่อยตัวออกมา มุ่งสู่ด้านมืดกว่าเดิมอีกสินะ
ไม่ใช่ว่าไม่ค่อยมีฆาตกรต่อเนื่อง แต่ไม่เปิดเผยออกมา ถ้าอย่างนั้นที่นั่นจะมีพวกปีศาจร้ายเยอะขนาดไหนกัน
“ถ้าสร้างสถานการณ์ให้นายหน้าติดต่อกับพวกนั้น ก็จะได้เจอสินะ”
“ใช่ครับ”
“องค์กรพวกนายหน้าชื่อว่าอะไร”
คิมแจโอแอบลอบมองท่าทางของผมก่อนเปิดปากตอบ
“เข้ามาใกล้ ๆ หน่อยครับ”
มันพูดมากมาั้แ่เมื่อกี้ สุดท้ายก็วางแผนไว้
ผมแสยะยิ้มและพูดว่า
“มีแผนอะไร”
“ด้วยขาแบบนี้ผมจะไปทำอะไรได้ครับ...”
“.....”
“คือว่าตึกโกดังมีกล้องวงจรปิดหันไปทางลานด้านหลังอยู่...”
ผมหันไปมองทางโกดังทันที
นิสัยของผมโดยปกติจะต้องเช็กว่ามีกล้องวงจรปิดไหม
ั้แ่ลานโรงปั้นดินเผาจนถึงในโกดัง กระทั่งลานด้านหลังผมไม่เห็นกล้องแม้แต่ตัวเดียว
จริงสิ ถ้ามีกล้องอยู่จริง ก็ต้องเป็กล้องแอบถ่ายที่ถูกซ่อนไว้
ผมตื่นเต้นเกินไป? เลยใช้พลังทั้งที่ไม่ได้เช็กว่ามีกล้องแอบถ่ายอยู่
ผมเสียความสงบรอบคอบเพราะคิดว่าตัวเองเหมือนพวกที่ฆ่าพี่ซอลอา?คิดว่ามันไม่มีอะไรต่างจากปกติแต่เมื่อมองกลับไป มันช่างเป็การกระทำที่บ้าระห่ำ
ผมไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อน ปัญหาคืออะไร อะไรทำให้ผมประมาทได้ขนาดนี้
“เดี๋ยวก่อน หรือเป็เพราะลีมูซอง?”
พอลองคิดดู เขาระมัดระวังผมั้แ่เจอหน้ากันที่โรงปั้นดินเผา ผมเองก็ระวังเขาราวกับว่าต่างคนต่างปกปิดธาตุแท้ของตัวเองเพื่อรอดูว่าใครจะลงมือก่อน
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ว่ามั่นใจว่าสามารถจัดการได้
ปัญหาคือในสถานการณ์เช่นนั้น ผมกำลังจดจ่ออยู่กับลีมูซองเลยประมาทจนไม่ได้สนใจสถานการณ์รอบ ๆ
“เรานี่ยังอ่อนหัดจริง ๆ...”
พลังไม่ใช่ทุกอย่าง ผมยังจำเป็ต้องพัฒนาตัวเอง
ในขณะที่ผมตระหนักถึงข้อบกพร่องของตัวเองและสรุปผลอยู่นั้น
-ตึบ!
คิมแจโออาศัย่เวลาที่ผมหันหน้าไป ใช้ขาถีบพื้นพุ่งเข้ามา