เ้าหน้าที่ทางการเดินนำสตรีและเด็กน้อยคู่หนึ่งมายังห้องรับรองด้านในของอาคารไม้สองชั้นซึ่งเป็ที่ตั้งกรมเมืองประตูัทะยานสมุทร
“พวกเ้าพักและรออยู่ที่นี่ก่อน”กล่าวจบ เขาก็หันกายเดินจากไปหลานชายที่คอพับคออ่อนในอ้อมกอดของฉวนลี่ถิงครางอือหญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วพลิกจับให้คนตัวเล็กกว่านั่งบนตักในท่าสบายที่สุด บนโต๊ะมีถาดกาน้ำชานางจึงถือวิสาสะรินชาใส่ถ้วยแล้วยื่นส่งให้หลานชายตัวน้อยจิบก่อนดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาชุบน้ำอีกถ้วยเพื่อเช็ดหน้าตาของเขาที่มอมแมมและเริ่มรุมร้อนด้วยพิษไข้
“น้าขอโทษนะ อาเฉิน”หญิงสาวลูบเรือนผมหลานชาย ทอดถอนใจกับการตัดสินใจซึ่งอาจจะผิดก็เป็ได้ที่พาเขาออกมาตามหาบิดาในวัยที่ยังเยาว์นักทว่าหากช้ากว่านี้ นางก็ไม่รู้จริงๆ ว่าตนเองจะมีโอกาสเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนอีกหรือไม่
‘อนาคตของเ้าจะผูกไว้กับเ้าเด็กคนนี้ตลอดไปน่ะหรือ’ บิดาเอ่ยปากถาม ด้วยเหตุที่อาเฉินไม่ใช่หลานซึ่งท่านจะเทใจรักได้
‘หากไม่มีข้าเขาก็ไร้ญาติที่จะทำเพื่อเขาได้อีกแล้วนี่เ้าคะ’
อีกทั้งตัวนางนั้นออกจากบ้านมาพร้อมคำสั่งเสียของพี่สาว
‘เ้าของป้ายหยกเป็บุคคลที่มีความสำคัญยิ่งยวดเมื่อส่งมันให้ผู้มีอำนาจ พวกเขาจะรู้ทันทีว่าควรตามหาเ้าของได้ที่ใด’
พี่สาวนางช่างโง่งมหลงเชื่อน้ำคำของชายคนรักครั้งแล้วครั้งเล่า เมืองหลวงออกกว้างใหญ่จะมีคนรู้จักเ้าของป้ายหยกจริงหรือ เพียงเพราะไม่อยากผิดคำสัญญาที่รับปากจะช่วยตามหาบิดาของอาเฉินตัวนางจึงพยายามทำใจเชื่อว่าป้ายหยกจะสามารถนำพาหลานชายมาพบกับครอบครัวฝั่งบิดาได้ในที่สุด
จนเมื่อชั่วยามที่แล้วนี่เองเ้าหน้าที่นามเปาฉินแสดงถึงความประหลาดใจระคนตื่นตะลึงเมื่อเห็นป้ายหยกก่อนเรียกลูกน้องใต้ปกครองให้นำทางนางกับหลานมารอในห้องนี้ส่วนตัวเขาผลุนผลันจากไปพร้อมป้ายหยกชิ้นนั้นนี่ควรให้นางเริ่มมีความหวังแล้วใช่หรือไม่
ตลอดระยะเวลาสองปีกว่านางปรารถนาอยากจะเห็นโฉมหน้าบิดาของอาเฉิน อยากทำความรู้จักตัวตนของเขาว่าเหตุใด่ระยะเวลาสั้นๆ จึงกุมหัวใจพี่สาวจนนางยอมทิ้งทุกสิ่ง ทุ่มเทหัวใจรักอย่างโง่งมเชื่อคำโกหกหวานหูของเขา จนนำพาตัวเองให้พบกับความอัปยศและขมขื่นยิ่งในชีวิต
นางอยากถามเขานักเขากินอยู่หลับนอนได้มีความสุขดีหรือไม่ ในขณะทอดทิ้งหญิงซึ่งรักเขาหมดหัวใจให้จมทุกข์เื้ั
บงกชสระแดนทิพย์จุติจากฟากฟ้า อุบัติโฉมงามค่าควรเมือง...
ฉวนลี่ถิงเบ้ปากเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำทำนายของหมอดูซึ่งบิดามารดา แม้กระทั่งพี่สาว และใครต่อใครในเมืองซานเทียนเชื่อถือผู้คนล้วนเลือกเชื่อในคำทำนายด้านดี แต่กาลเวลาเท่านั้นที่สามารถพิสูจน์ว่ามันจะเป็จริงหรือไม่
สำหรับนางในโลกนี้ไม่มีหมอดูเทวดา มีแต่หมอดูต้มตุ๋นหวังทรัพย์สินของผู้งมงายเพราะถ้ามีหมอดูตาทิพย์จริง นางกับอาเฉินคงไม่ต้องดั้นด้นมาถึงถูหยางและพี่สาวคงไม่ด่วนจากไปอย่างไร้เกียรติและศักดิ์ศรีเช่นนั้น
ดูท่าเบื้องบนยังลงทัณฑ์ครอบครัวนางไม่สาสมใจกระมังเหน็ดเหนื่อยรอนแรมมาไกล ยังมีเื่น่าแค้นใจเกิดขึ้นเพราะเงินซึ่งแยกซุกเก็บในห่อผ้าสูญหายในระหว่างเบียดเสียดลงจากเรือนางคิดว่าระมัดระวังดีแล้ว ก็ยังพลาดเสียรู้ให้โจรชั่วผู้คนในเมืองใหญ่ล้วนแต่ไม่น่าไว้ใจ!
อาเฉินในอ้อมอกส่งเสียงครางอืออีกครั้งเรียกสติรู้อยู่ในปัจจุบันของฉวนลี่ถิงคืนมา มือเรียวทว่าหยาบกร้านเพราะโหมงานในโรงย้อมแตะลงบนหน้าผากกลมมนหลังจากลงเรือที่เมืองซือหลิน นางได้ว่าจ้างพ่อค้าคนหนึ่งขอติดรถม้าเข้าถูหยางคืนแรกในเมืองหลวง นางเข้าพักในโรงเตี๊ยม และเจียดเงินซื้อยามาต้มให้หลานชายทว่าอาการเขายังไม่เป็ที่น่าไว้วางใจนัก เพราะลำบากเื่เงินถึงที่สุดจึงหันหน้าพึ่งทางการ ก่อนนำป้ายหยกออกมาให้เ้าหน้าที่ระดับสูงคนนั้นดู
“ทนอีกนิดนะอาเฉิน”ปากกล่าวปลอบโยน มือก็จับผ้าหมาดน้ำเช็ดหน้าหลานชายอย่าว่าแต่เด็กน้อยเลยที่ไม่สบายเนื้อตัว นางเองก็เหนื่อยล้าเต็มทีหลังออกจากบ้านมา ยังไม่มีสักคืนที่หลับได้เต็มตื่น
ฉวนลี่ถิงหลับตาลงทว่าในหัวยังคงไม่หยุดคิด นางคาดเดาถึงบิดาของอาเฉิน พร้อมๆ กับคิดถึงคนทางบ้านมิรู้ว่าป่านนี้บิดามารดาจะเป็อยู่อย่างไร แล้วงานในโรงย้อมจะลุล่วงด้วยดีหรือไม่
ราวสองเค่อ[1]ต่อมาเสียงฝีเท้าหนาหนักหน้าประตูห้องก็ปลุกนางจากภวังค์ความคิดมีเสียงพูดคุยด้วยประโยคสั้นๆ ที่นางจับใจความไม่ได้ ไม่นานนักบานประตูก็เปิดออก...
คนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้องเขาสวมชุดสีฟ้าหมอกตัดเย็บรูปแบบเรียบง่ายทว่ารัศมีของชนชั้นสูงทรงอำนาจราวกับแผ่กระจายมาจากเ้าของร่างการสบตากับเขาคราแรกส่งผลให้ใจฉวนลี่ถิงแกว่งสะท้านลมหายใจติดขัดไปเล็กน้อย
ทางด้านบุรุษที่เพิ่งมาถึงห้องรับรองทอดมองไปยังดวงหน้าซึ่งมีแววอิดโรย แต่ดวงตาดำขลับคู่นั้นยังคงใสกระจ่างก่อนนางจะเบือนหน้าหลบสายตา
นี่คงเป็ดอกไม้ป่าอีกคนของพระเชษฐาสินะ
และนั่น...ทรงพินิจมองใบหน้าของเด็กน้อยซึ่งแอบอิงกับอกของหญิงสาวแปดในสิบส่วนของเด็กน้อยราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกับผู้ให้กำเนิดนี่เป็เื่ใหญ่สมกับเปาฉินตื่นใ จนต้องรีบไปรายงานพระองค์ด้วยตนเอง
ฉวนลี่ถิงนั้นไม่เคยเห็นหน้าค่าตาสามีของพี่สาวเลยสักหนพี่สาวบอกนางว่าชายคนรักรูปลักษณ์ถือได้ว่าเป็หนึ่ง ทั้งยังเจือกลิ่นอายข่มขวัญผู้คนบุคคลเบื้องหน้านางนับว่าเข้าข่าย หลังจากสูดลมหายใจลึกหญิงสาวจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ไร้ความรับผิดชอบแบบเต็มตา
เพราะความชังท่วมท้นใจครานี้ฉวนลี่ถิงจึงจ้องหน้าชายหนุ่มเขม็งในขณะที่เขาทอดสายตามองอาเฉินด้วยสีหน้าเรียบเฉย บวกกับท่าทางสงบนิ่งไร้ความรู้สึกตื่นเต้นยินดี
เ้าคนไร้หัวใจ!
หรือคิดจะปฏิเสธว่าอาเฉินไม่ใช่ลูกของเขา!
มองปราดเดียวเค้าโครงหน้าเขามีส่วนคล้ายหลานชายนางอยู่ความเ็ปของพี่สาว ความอับอายที่ครอบครัวนางได้รับคนผู้นี้ควรรับรู้และมีส่วนชดใช้มัน คิดดังนั้นแล้ว ฉวนลี่ถิงจึงอุ้มหลานซึ่งปลกเปลี้ยอ่อนแรงจับศีรษะเขาพาดบ่าไว้ นางลุกขึ้นก้าวเท้าเข้าไปหาชายหนุ่ม ไร้ความเกรงกลัวใดๆ อีก
เสวี่ยอ๋องแห่งแคว้นิอานทรงเห็นชัดถึงแววพยศแข็งกร้าวไม่ยอมคนในดวงตาของสตรีเบื้องหน้าเนตรคมหรี่ลง...
พระเชษฐาทรงเปลี่ยนรสนิยมชมชอบสตรีท่าทางดุดันเอาเื่ั้แ่เมื่อไร
ริมฝีปากจิ้มลิ้มเอ่ยถามเสียงกระด้าง
“ป้ายหยกนั่นเกี่ยวข้องกับท่านหรือไม่”
“เกี่ยว” พระองค์ก็มีป้ายหยกรูปลักษณ์คล้ายกัน ต่างกันแค่นามที่สลักไว้กลางหยก
เกี่ยว...คำตอบรับไขปริศนาได้หลายข้อเขา...
คือสามีของพี่สาว
คือบิดาของหลานชาย
คือคนไร้สัจจะและความรับผิดชอบอันส่งผลให้ครอบครัวที่นางรักต้องประสบกับความยุ่งยากสองปีกว่าที่ผ่านมาล้วนมีแต่น้ำตา
ด้วยโทสะพลุ่งพล่านฉวนลี่ถิงจึงเงื้อฝ่ามือแล้วตบลงบนใบหน้าคมคายเต็มแรงเพื่อระบายความอัดอั้นทั้งหมดที่นางต้องแบกรับไว้บนบ่าคนเดียว
“ท่านใจร้ายมากที่ทอดทิ้งภรรยากับลูกได้ลงคอ!”
[1] หนึ่งเค่อประมาณสิบห้านาที