ปราสาทแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ภายในอุโมงค์ลับของป่าสนธยาในแคว้นเทียนซาน คบเพลิงส่องสว่างไปทั่วห้องโถง เงาของเทพ อสูร และมนุษย์ทอดซ้อนทับกันบนกำแพงหิน เหนือห้องโถงคือบัลลังก์สลักลายั ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนนั้น ใบหน้าคมเข้ม ขณะที่รอยแผลเป็พาดผ่านแผ่นอก ผ้าแดงปักลายัทอดทับอาภรณ์สีส้มอ่อนราวเปลวเพลิงที่ไม่ยอมดับ
เบื้องล่างสองฝั่งมีทั้งเทพ อสูร และมนุษย์ในอาภรณ์สีน้ำตาลยืนเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ ด้านหลังทุกคนปักอักษร "กลืนภพ" สีดำสนิท ผ้าคาดเอวถูกผูกด้วยป้ายคำสั่งสีดำ ส่วนเหนือขึ้นไปทางซ้ายและขวา สี่ขุนพลเทพอสูรยืนสงบนิ่งอยู่คนละด้าน ใบหน้าถูกซ่อนภายใต้ผ้าคลุมสีดำ สายตาของชายบนบัลลังก์ทอดมองผู้ติดตามนับร้อยที่กำลังคุกเข่าเบื้องหน้า
"ศาสตราเทพปรากฏแล้ว"
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ เขาเหลือบมองคัมภีร์โบราณในมือแล้วเก็บมันไว้ในอาภรณ์
"อีกไม่นาน...ศาสตราอสูรก็จะตื่นขึ้นเช่นกัน"
ชายผู้นั้นลุกขึ้นจากบัลลังก์ ก่อนก้าวลงมายังเบื้องล่างอย่างเชื่องช้า ชายผู้หนึ่งในอาภรณ์สีน้ำตาลลดปีกสีขาวลง ประสานมือคำนับทันที แต่แทนที่เทียนอ้าวจะปล่อยให้เขาคุกเข่าอยู่เช่นนั้น มือของเขายื่นออกไปจับมือที่ประสานไว้
"บางคน...ถูกกฎของสามภพตัดสิน ทั้งที่ไม่เคยได้รับความยุติธรรม"
เทพผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาแดงเรื่อ เทียนอ้าวก้าวต่อไปอีกสองสามก้าว ก่อนหยุดตรงหน้าอสูรเขี้ยวยาวผู้หนึ่งที่คุกเข่าอยู่ไม่ไกล รอยแผลจำนวนมากพาดผ่านแขน แผ่นอก และใบหน้า มือของเขาแตะลงบนบ่าอีกฝ่ายอย่างแ่เบา
"หลายคนถูกเกลียดชัง...เพียงเพราะแตกต่าง"
อสูรตนนั้นกำหมัดแน่น เทียนอ้าวหันไปยังอีกฟากของห้องโถง ชายสองคนกับหญิงอีกหนึ่งคนกำลังประสานมือโค้งคำนับอยู่เงียบ ๆ เขาจึงยื่นมือพยุงทั้งสามให้เงยหน้าขึ้น
“และยังมีอีกหลายคน... ที่ถูกเหยียบย่ำ เพียงเพราะมิได้แข็งแกร่งพอ”
เปลวไฟสีแดงจากคบเพลิงสะท้อนผ่านดวงตาของผู้คนทั่วห้องโถง เทียนอ้าวหันกลับมากวาดสายตามองผู้ติดตามทั้งหมด ก่อนเดินขึ้นสู่บัลลังก์อีกครั้ง
เขาทอดสายตามองผู้คนเบื้องล่าง แววตาคมเข้มยังคงแน่วแน่
“ข้าก็เช่นกัน”
“ไม่ต่างจากพวกเ้า”
น้ำเสียงของเขาแ่ลงเพียงเล็กน้อย
“มารดาข้าตาย... ทั้งที่นางมิได้ทำสิ่งใดผิด”
ทั่วทั้งห้องโถงคุกเข่าลงพร้อมกัน แม้แต่สี่ขุนพลเทพอสูรก็ยังประสานมือก้มศีรษะ
“นิกายกลืนสามภพคืนสู่ยุคใหม่!”
เสียงนับร้อยดังกึกก้องะเืไปทั่วห้องโถง ก่อนเทียนอ้าวจะยกมือขึ้น ความเงียบจึงกลับคืนมาอีกครั้ง
ขุนพลเทพอสูรผู้หนึ่งลุกขึ้นประสานมือ
“ท่านเทียนอ้าว... แผนต่อไปคือสิ่งใด”
เทียนอ้าวหันไปมองชายในผ้าคลุมสีดำทางด้านขวา
“เฮยเทียนจวิน”
“เ้าจงร่วมมือกับผู้ติดตามของจ้าวอสูร สร้างฐานกองกำลังขึ้นมา”
ขุนพลอีกผู้หนึ่งก้าวออกมาประสานมือ
“แล้วผู้ถือครองเสี้ยวจันทราเล่า”
“พวกเราจะจัดการอย่างไร”
ปลายนิ้วของเทียนอ้าวเคาะลงบนพนักบัลลังก์เบา ๆ
กึก... กึก...
“จิ่วหลงหาน”
ขุนพลเทพอสูรอีกผู้หนึ่งประสานมือรับคำ
“สภาอาจนำนางไปที่จวินเหิงหย่วน”
ดวงตาของเทียนอ้าวหรี่ลงเล็กน้อย
“บอกคนของเรา... หากมีโอกาส ก็จงสังหารเสีย”
เปลวไฟบนคบเพลิงไหววูบอีกครั้ง
“และปล่อยข่าวออกไป”
“ให้ทุกแคว้นรู้ว่า... ศาสตราเทพตื่นขึ้นแล้ว”
ไอเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของจิ่วหลงหาน แม้ใบหน้าจะถูกซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำ
“ถ้าเป็เช่นนั้น...”
“ศาสตราเทพอาจถูกผู้อื่น่ชิงไป มิใช่หรือ”
มุมปากของเทียนอ้าวยกขึ้นเล็กน้อย
“หากศาสตราเทพถูกชิงไปจากภพเทพ...”
“ย่อมเป็ผลดีต่อพวกเรา”
หยดน้ำเย็นหยดหนึ่งร่วงจากหินงอกเหนือห้องโถง
ติ๋ง—เสียงนั้นสะท้อนก้องอยู่ภายในความมืดอันชื้นเย็นของถ้ำใต้ดิน ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกซ่อนเร้นจากแสงตะวันมาเนิ่นนาน กลิ่นอากาศชื้นเย็นที่อบอวลอยู่ภายใน คล้ายกับกลิ่นของหมู่บ้านซุยเซียน
ตะวันแรกเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ท่าเรือซุยเซียนตื่นขึ้นพร้อมเรือน้อยใหญ่ที่จอดเรียงราย ผู้คนทั้งเทพ อสูร และมนุษย์กำลังขนสินค้ากันอย่างวุ่นวาย ถัดจากท่าเรือไปไม่ไกลคือตลาดขนาดใหญ่ เสียงเรียกลูกค้าดังประสานกันไปทั่วถนน
“เสี่ยวเอ้อ! วันนี้โรงเตี๊ยมเรามีอาหารขึ้นชื่อ!”
“ชาร้อนใหม่ ๆ ทางนี้”
“เซาปิ่งเพิ่งออกจากเตา”
กลิ่นชา ขนม และไออาหารลอยปะปนอยู่ทั่วตลาดยามเช้า
หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังถือถุงขนมเดินท่ามกลางผู้คน นางกัดเซาปิ่งในมือ ก่อนยกยิ้มออกมาเล็กน้อย
“อร่อยเหมือนเดิมจริง ๆ”
ชายผู้หนึ่งที่กำลังแบกสินค้าเดินสวนมาโดยมองไม่เห็นทาง
ปึก!
“โอ๊ย!”
ร่างของนางเสียหลักล้มลง ขนมในมือหล่นกระจัดกระจายบนพื้น เยว่เสวี่ยหลิงมองเซาปิ่งที่เปรอะฝุ่นด้วยสีหน้าเสียดาย ก่อนรีบหยิบขึ้นมาปัดเบา ๆ
“ขนมของข้า…”
จี๊ด ๆ !
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะ นางเงยหน้ามองตามไป เห็นกระรอกสามตัวกำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้เหนือหลังคาร้านค้า เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้ววางเซาปิ่งลงบนขอบทาง ไม่นานกระรอกทั้งสามก็รีบวิ่งลงมาคาบขนมอย่างรวดเร็ว แต่หนึ่งในนั้นกลับหยุดหันมามองนางอีกครั้ง
เยว่เสวี่ยหลิงหัวเราะเบา ๆ
“ข้าอิ่มแล้ว”
กระรอกตัวนั้นขยับหางเล็กน้อย ก่อนรีบวิ่งกลับขึ้นต้นไม้
ไม่ไกลออกไป ชายผู้หนึ่งกำลังยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมด ปลายนิ้วเกร็งเล็กน้อย
“แม้ความตายอยู่ห่างเพียงคืบ…แต่เ้ายังสดใส”
ขณะเยว่เสวี่ยหลิงกำลังพยุงตัวลุกขึ้น เสียงม้าร้องแตกตื่นพลันดังขึ้นกลางตลาด
ฮี้—!
รถม้าสี่ตัวเสียการควบคุม พุ่งฝ่าผู้คนตรงมาทางนางอย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องดังขึ้นรอบด้าน แต่เงาร่างสีแดงสายหนึ่งกลับเคลื่อนผ่านผู้คนเข้าไปก่อน ชายคนนั้นก้าวมาขวางอยู่เบื้องหน้าเยว่เสวี่ยหลิง ลมปราณแผ่กระจายออกจากร่างเพียงชั่วขณะ เพียงยกมือขึ้น ม้าทั้งสี่ก็หยุดนิ่งทันที เสียงล้อไม้ครูดพื้นดังสนั่น
เยว่เสวี่ยหลิงหลับตาแน่นด้วยความใ โม่หยวนซางมองคนขับรถม้าที่มีสีหน้าใ เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันกลับมามองนางที่ยังคงหลับตาอยู่
“เ้าปลอดภัยแล้ว”
นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองชายในอาภรณ์สีแดง เปลวเพลิงบนชายเสื้อไหวเอนตามแรงลม ใบหน้าคมเข้มทำให้นางจ้องเขาอยู่นาน ก่อนหลุบตาลง นางพยายามลุกขึ้น แต่ข้อเท้ากลับอ่อนแรงจนเกือบล้มอีกครั้ง ชายผู้นั้นยื่นมือออกมา แต่นางส่ายหน้า ก่อนประคองตนเองลุกขึ้น
“ขอบคุณท่านมาก…ข้าไม่เป็ไรแล้ว”
สายตาของชายหนุ่มหยุดอยู่ที่ท่าทางอ่อนช้อยนั้นชั่วครู่ ก่อนสบดวงตาของนาง เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบรัดอยู่ภายในอก เสียงร้องไห้ของเด็กดังแว่วขึ้นในห้วงความทรงจำ เขาขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย ครั้นนางเงยหน้ามองจนร่างเสียหลัก เขาจึงคว้าร่างนางไว้ให้ยืนมั่นคง
“แววตาของเ้า…โศกเศร้าเช่นนี้ตลอดหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้น ละอองน้ำบางเบาเกาะอยู่ที่ปลายขนตา
“…ข้าเคยพบท่านไหม”
“เสวี่ยหลิง!”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งรีบวิ่งฝ่าผู้คนเข้ามา
“เ้าไปไหนมา พี่บอกให้รออยู่ตรงนั้นมิใช่หรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลงทันทีราวเด็กที่รู้ว่าตนทำผิด
“ข้าแค่ไปซื้อขนม…”
ชายหนุ่มมองเสื้อของนางที่เต็มไปด้วยฝุ่น ก่อนถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“ไปซื้อขนมเหตุใดจึงกลายเป็เช่นนี้ได้”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนหันกลับไปด้านหลัง แต่ชายในอาภรณ์แดงเพลิงหายไปแล้ว
“เมื่อครู่…เขายังอยู่ตรงนี้แท้ ๆ”
เยว่เหยียนมองน้องสาวด้วยรอยยิ้มบาง
“แล้วเขาชื่ออะไร”
เยว่เสวี่ยหลิงเบิกตาเล็กน้อย รีบยกมือปิดปากตนเอง
“ข้าลืมถามชื่อเขา…”
ขณะเดียวกัน บนกิ่งไม้เหนือหลังคาตลาดออกไปไม่ไกล โม่หยวนซางและโม่เย่หลัวยังคงยืนมองเหตุการณ์เบื้องล่าง อาภรณ์สีเขียวเข้มของโม่เย่หลัวไหวเอนตามแรงลม
“ท่านพี่ นางคือผู้ถือครองเสี้ยวจันทราใช่หรือไม่”
โม่หยวนซางพยักหน้า สายตายังคงจับจ้องหญิงสาวเบื้องล่าง
“นางน่าสนใจ”
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย
“แล้วเ้าคิดเช่นไร...เย่หลัว”
โม่เย่หลัวหัวเราะในลำคอ
“ข้าไม่แน่ใจว่านางโง่...หรือเพียงไร้เดียงสา ถือครองศาสตราเทพแท้ ๆ แต่กลับไม่ระวังตัวเลยแม้แต่น้อย”
สายตาของโม่หยวนซางอ่อนลงเล็กน้อย
“ข้าคิดว่านั่น…คือเสน่ห์ของนาง”
โม่เย่หลัวเลิกคิ้ว ยกมือแตะบ่าพี่ชาย
“ท่านรู้จักนางหรือ ท่านไม่ได้ยิ้มเช่นนี้มานานมาก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของโม่หยวนซางจางหายไป
“ข้าเพียงมาดูผู้ถือครองศาสตราเทพเท่านั้น”
น้ำเสียงของเขากลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง ก่อนเงาร่างของทั้งสองจะเลือนหายไปจากกิ่งไม้ ราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นมาก่อน
เวลาผ่านไปไม่นาน แสงอาทิตย์ก็ถูกแทนที่ด้วยแสงจันทร์เหนือป่าสายธาร เงาร่างในชุดคลุมสีดำราวสิบคนซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความมืดของป่าสายธาร ก่อนถึงบันไดขึ้นเขาเทียนซาน
สายน้ำไหลผ่านโขดหิน ลมอุ่นยามปลายฤดูพัดลอดแนวไม้สูงเป็ระยะ
“แน่ใจหรือ...ว่าผู้ถือครองศาสตราเทพออกมาแล้ว”
ชายผู้หนึ่งกำด้ามขวานแน่น
“ข้าเห็นพวกนางไปที่หมู่บ้านซุยเซียนเมื่อเช้า”
เสียงแ่เบาพลันดังขึ้นจากแนวไม้ ผู้นำกลุ่มเหลือบมองไปตามทิศนั้นแล้วเอ่ยเพียงสั้น ๆ
“พวกมันมาแล้ว”
สิ้นเสียงนั้น เงาร่างทั้งสิบะโขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้รอบด้านอย่างรวดเร็ว
เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเบา ๆ ค่อย ๆ ดังเข้ามาจากเส้นทางอีกด้านของป่า เยว่เสวี่ยหลิงกำลังเดินอยู่ท่ามกลางคนอีกห้าคน บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ราวไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าเงาความตายกำลังเฝ้ามองอยู่จากเหนือศีรษะ
“พี่เหยียน…พวกเราแอบลงมาจากบันได์เช่นนี้ หากถูกจับได้ต้องโดนดุแน่ ๆ”
ชายอีกคนยกถุงขนมในมือขึ้น พลางส่ายหน้าหัวเราะ
“อาจเป็ครั้งสุดท้ายที่พี่เหยียนได้พานางออกมาเที่ยวแล้วก็ได้”
บรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย เยว่เหยียนมิได้หันไปมองคนทั้งสอง สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิงซึ่งกำลังชื่นชมปิ่นหยกอันใหม่ในมือ
“นางถูกสั่งห้ามออกจากภพเทพจนกว่าจะถึงวันไปจวินเหิงหย่วน”
น้ำเสียงของเขาแฝงความจนใจอยู่เล็กน้อย
เยว่เสวี่ยหลิงก้มมองปิ่นในมือ แล้วเดินเข้าไปจับมือพี่ชาย
“ขอบคุณท่านพี่ ข้าจะเก็บรักษามันอย่างดี”
เยว่เหยียนใช้นิ้วแตะหน้าผากนางเบา ๆ
“เพราะแอบพาเ้าลงเขา ข้าคงต้องถูกท่านพ่อเฆี่ยนแน่ ๆ”
เยว่เสวี่ยหลิงหัวเราะทันที
“ก็เพราะท่านพี่รักข้าที่สุดอย่างไรเล่า—”
“ฆ่า!”
เสียงตวาดดังขึ้นจากความมืด เงาร่างในชุดคลุมดำทั้งสิบทะยานลงมาจากยอดไม้พร้อมกัน หนึ่งในนั้นสยายปีกสีดำออกกลางอากาศ พุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วราวเงา หอกยาวแทงทะลุกลางอกชายผู้หนึ่งข้างกายเยว่เสวี่ยหลิงในพริบตา
ฉึก!
เืสาดกระจายไปทั่วพื้นหิน เือุ่นกระเซ็นเปื้อนใบหน้าของเยว่เสวี่ยหลิง นางชะงักไปทั้งร่าง ชั่วขณะนั้น แม้แต่เสียงรอบตัวก็ราวกับเลือนหายไปหมด ก่อนเสียงร้องใจะดังขึ้นพร้อมกันทั่วผืนป่า
เยว่เหยียนชักกระบี่วารีออกจากฝัก คลื่นน้ำสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่นักฆ่าผู้นั้นอย่างรุนแรง แต่อีกฝ่ายกลับถอยฉากออกไปพร้อมกระชากหอกกลับ ร่างของชายผู้นั้นทรุดลงกับพื้น เืทะลักออกจากอกไม่หยุด
“พวกเ้าคุ้มครองเสวี่ยหลิงขึ้นเขา!”
เยว่เหยียนตวาดลั่น
“รีบไป!”
หนึ่งในนักฆ่าฟาดดาบลงใส่พื้นจนเศษหินแตกกระจาย เศษหินพุ่งตรงไปยังเยว่เสวี่ยหลิง
“อย่าให้นางถึงเทียนซาน!”
เยว่เสวี่ยหลิงชักกระบี่เหล็กขึ้นตั้งรับ ก้อนหินกระแทกกับคมกระบี่จนร่างนางล้มลง แต่ยังรีบลุกขึ้นก้าวเข้าหาเยว่เหยียน
“ข้าจะช่วยท่านพี่!”
เยว่เหยียนหันกลับ แทงกระบี่สวนใส่นักฆ่าที่กำลังพุ่งตรงเข้าหานาง คลื่นน้ำหลายสายรวมตัวเป็อาชาวารีสามตัว พุ่งเข้าขวางนักฆ่าจนต้องชะงัก เขาฉวยจังหวะผลักเยว่เสวี่ยหลิงไปทางบันไดขึ้นเขา
“พี่จะรีบตามเ้าไป”
ดวงตาของเยว่เหยียนสั่นไหวเพียงชั่วขณะ ก่อนสบตามองทั้งสี่คนที่ยืนอยู่ข้างนาง สุดท้ายเขายืนหันหลัง
“พวกเ้าไปได้แล้ว!”
อีกสี่คนรีบพาเยว่เสวี่ยหลิงถอยออกจากป่าสายธารทันที
เสียงโลหะปะทะกันดังสะท้อนอยู่เื้ัไม่หยุด
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปมองหลายครั้ง
“ท่านพี่!”
เสียงของนางดังแทรกไปท่ามกลางเสียงต่อสู้
“ข้าจะเรียกคนมาช่วย!”
เยว่เหยียนเหลือบมองน้องสาวที่กำลังถอยห่างออกไป ก่อนยกยิ้มบาง
จากนั้นจึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับนักฆ่าทั้งสิบอีกครั้ง
ไม่นานต่อมาเยว่เสวี่ยหลิงและอีกสี่คนรีบออกจากป่าสายธาร มุ่งหน้าสู่บันไดทางขึ้นเขาเทียนซาน หลายคนมีาแเล็กน้อยทั่วร่าง เบื้องหน้า ประมุขตระกูลเยว่และเหล่าผู้าุโกำลังยืนรออยู่แล้ว
เยว่เทียนอวิ๋นก้าวเข้ามาโอบบุตรีทันที
“เ้าเป็อะไรหรือไม่”
เยว่เสวี่ยหลิงหอบหายใจแรง มือที่กำกระบี่ยังคงสั่น เืบนแขนเสื้อยังไม่ทันแห้ง รีบคว้าชายเสื้อของบิดาไว้แน่น แล้วเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ใบหน้าของเยว่เทียนอวิ๋นพลันเคร่งเครียดขึ้นทันที
“จิงเทียน”
“พาทุกคนกลับตระกูล...ที่เหลือ ตามข้ามา!”
นักรบกว่ายี่สิบคนทะยานตามเขาเข้าสู่ป่าสายธารทันที
ไม่นานนัก—
กลิ่นเืลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วผืนป่า ร่องรอยการต่อสู้กระจายไปตามพื้นดิน ขณะที่ศพในชุดคลุมดำจำนวนมากนอนเกลื่อนอยู่ท่ามกลางแนวไม้
เยว่เทียนอวิ๋นก้มลงเปิดผ้าคลุมของศพหนึ่งออก สีหน้าของเขาพลันแข็งค้าง
“คนเหล่านี้...ล้วนเป็คนจากภพเทพ”
เสียงบางอย่างดังแว่วมาจากใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก เขากำกระบี่แน่น หันไปตามเสียงหอบหายใจอันแ่เบา
“ท่านพ่อ...”
เยว่เหยียนนั่งพิงลำต้นอยู่ตรงนั้น ทั่วร่างเต็มไปด้วยโลหิต แขนข้างหนึ่งขาดหาย เหลือเพียงาแซึ่งยังมีเืไหลออกมาไม่หยุด มืออีกข้างกดาแไว้แน่น ทว่าลมหายใจกลับสะดุด ก่อนเขาจะสำลักเืออกมา
เยว่เทียนอวิ๋นรีบเข้าไปประคองบุตรชาย แต่เยว่เหยียนกลับคว้าแขนของบิดาไว้ก่อน
“เสวี่ยหลิง...ปลอดภัยหรือไม่”
ดวงตาของเยว่เทียนอวิ๋นสั่นไหว
“น้องเ้าปลอดภัยแล้ว”
ไหล่ซึ่งเคยเกร็งแน่นจึงคลายลงเล็กน้อย
“เช่นนั้น...ก็ดี”
เยว่เหยียนหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจขาดห้วง
“ข้าขอโทษ...ข้าทำให้นางตกอยู่ในอันตราย”
เยว่เทียนอวิ๋นประคองเขาไว้แน่นกว่าเดิม
“เ้าไม่ผิด คนที่ผิดคือพ่อ...พ่อปกป้องพวกเ้าไม่ได้เอง”
ภายในตระกูลเยว่ เยว่เหยียนกำลังได้รับการรักษาอยู่ภายในห้อง หมอหลายคนช่วยกันใช้พลังหยุดเืและพันแผลอย่างเร่งรีบ
ด้านนอกห้อง เยว่เสวี่ยหลิงคุกเข่าอยู่บนพื้น น้ำตาไหลอาบใบหน้า ขณะที่ผู้คนในตระกูลยืนรายล้อมและเริ่มมีเสียงกระซิบดังขึ้นทีละน้อย
“ไม่มีพลังแท้ ๆ …แต่กลับถือครองศาสตราเทพ”
“สุดท้ายก็สร้างปัญหาให้คนอื่น…”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลงกว่าเดิม
“ทั้งหมด…เป็ความผิดของข้า…”
หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาใกล้ “เ้าไม่จำเป็ต้องคุกเข่าหรอก”
แต่เยว่เสวี่ยหลิงเพียงส่ายหน้า
จังหวะนั้นเอง—
เพียะ! หญิงชราผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาตบหน้านางเต็มแรง
“เ้าทำให้ลูกข้าตาย!” “ข้าจะฆ่าเ้า!”
ผู้คนรอบด้านแตกตื่น แต่ก่อนที่หญิงชราจะพุ่งเข้าใส่นางอีกครั้ง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากด้านหลัง
“ผู้ลงมือ…คือคนของภพเทพ”
ทั่วลานเงียบลงทันที เยว่เทียนอวิ๋นยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดอีก เหลือเพียงเสียงสะอื้นของหญิงชรา และเยว่เสวี่ยหลิงที่ยังคงก้มหน้า ปล่อยหยาดน้ำตาหยดลงบนพื้นหินทีละหยด
* * * * *
ภายในป่าลึกแห่งหนึ่ง เงาร่างห้าคนกำลังซ่อนตัวอยู่ข้างสระน้ำท่ามกลางความมืด หมอกบางลอยคลุมผิวน้ำ
หนึ่งในนั้นหัวเราะเสียงต่ำ
“ผู้พิพากษาไร้ใจ...คงเป็เพียงข่าวลือเท่านั้น”
อีกคนยกยิ้มเย็น
“หากพวกเราฆ่าเขาได้ ชื่อของพวกเราย่อมกลายเป็ตำนาน”
ชายผู้หนึ่งกำกระบี่ในมือแน่น
“สำหรับข้า...้าเพียงเสี้ยวจันทรา”
อีกคนลูบปลายคมหอกอย่างชื่นชม
“ส่วนข้า...้าทวนพรากใจ”
ลมเย็นหนาวถึงกระดูกเริ่มพัดผ่าน ความเงียบแผ่ปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง หนึ่งในนั้นหรี่ตาลง
“เขามาแล้ว”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นแ่เบาจากปลายทางเดินในป่า ชายในอาภรณ์สีดำก้าวผ่านแนวไม้เข้ามาช้า ๆ รอบกายของเขาเงียบผิดปกติ แม้แต่เสียงแมลงในป่ายังหยุดลง
ทั้งห้าสบตากันเพียงชั่วขณะ ก่อนทะยานออกไปพร้อมกัน
“คืนนี้...ชื่อของพวกเราจะถูกจารึก”
ฟึ่บ—
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาราวสายลม ทวนสีดำสนิทปรากฏขึ้นในมือของชายผู้นั้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนสลายหายไปอีกครั้ง
เขาเดินต่อไปโดยไม่หยุด ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เื้ั ร่างของทั้งห้าค่อย ๆ แยกออกจากกัน เืสีแดงสาดลงบนผืนหญ้า ก่อนร่วงลงข้างสระน้ำทีละร่าง
ตุบ
ตุบ
ตุบ
ผิวน้ำสั่นไหวเป็วงกว้าง ขณะที่หมอกเหนือสระยังคงลอยนิ่ง ราวกับป่าแห่งนี้ไม่เคยมีผู้ใดมีชีวิตอยู่ตรงนั้นมาก่อน